นับจากวันนั้น วันทีจิรกิตติ์พาทนายยุทธไปพูดคุยกับญาณุสา ญาณุสาไม่ได้ติดต่อเตชินีอีกเลย ส่วนเตชินียุ่งๆอยู่กับงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ซึ่งดีว่าช่วงนี้เตชินีไม่มีอาการแพ้ท้องเลย
กริ๊งงง...... กริ๊งงง......
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะดังเรียกความสนใจจากเตชินี ที่กำลังนั่งทำของชำร่วยงานแต่งงานอยู่อย่างขะมักเขม้น ตามจริงจะให้ทางร้านทำของชำร่วยให้ก็ได้ แต่เธออยากทำด้วยตัวเองมากกว่า นั่นแหละจึงลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งจิรกิตติ์ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่ใช่งานหนักหนาอะไร
“ฮัลโล่พี่กิตติ์”
“หวัดดีครับคุณนี ผมพัทคนงานในเหมืองนะครับ เอ่อ.. คือ.. คุณกิตติ์”
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน ที่เห็นชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของจิรกิตติ์แสดงอยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ เวลานี้เขาจะยุ่งกับงานในเหมือง จะไม่โทรหาเธอ แต่หรือจะมีอะไรหรือเปล่า เธอจึงกดรับสาย แต่แทนที่จะเป็นเสียงของจิรกิตติ์ตอบกลับมา กลับกลายเป็นเสียงคนอื่นแทน
“พี่กิตติ์ทำไม?”
เตชินีร้อนรนใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินฝั่งที่โทรเข้ามาพูดติดๆขัดๆ เหมือนลำบากใจที่จะพูดออกมา เธอให้รู้สึกหวั่นกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับจิรกิตติ์ จึงไม่รอฟังฝั่งที่โทรเข้ามาให้จบ รีบถามไปตามสายอย่างเร็วไว
“คุณกิตติ์ขับรถพากันงานไปโรงพยาบาล ระหว่างทางเกิดเกิดอุบัติเหตุขึ้นครับ”
อ๊ะ!!......
O_O’
เตชินีตกใจ ช็อก จนแทบทำโทรศัพท์มือถือหลุดมือ พอได้ยินว่าจิรกิตติ์เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เธอพยายามตั้งสติเข้าไว้ อย่าพึ่งตีตนไปก่อนไข้ เนื่องจากยังไม่รู้เลยว่าจิรกิตติ์เป็นอะไรมากหรือไม่อย่างไร
“ละ แล้วพี่กิตติ์เป็นอะไรมากหรือเปล่า? ตอนนี้พี่กิตติ์อยู่ที่ไหน?”
เตชินีพูดไปมือไม้ก็สั่นเทาไปอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริก ขณะที่หัวใจดวงน้อยหวาดกลัวไปต่างๆนานากับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินจากคนงานที่พูดบอก
“ผมไม่รู้ว่าคุณกิตติ์เป็นมากน้อยขนาดไหน รู้แต่ว่าไม่รู้สึกตัวเลย ตอนนี้คุณกิตติ์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลครับ”
คราวนี้ไม่ใช่แล้วมือไม้สั่นเทา แต่มือไม้อ่อนไร้เรี่ยวแรง จนโทรศัพท์มือถือร่วงตกลงไปอยู่บนตักของเตชินี ดวงตากลมโตคู่สวยมีน้ำใสๆไหลเอ่อขึ้นมาคลอจนเต็ม แล้วไหลรินลงมาอาบแก้มนวลเนียนใสราวกับทำนบแตกก็ไม่ปาน
“คุณนี เป็นอะไรไปคะคุณนี? คุณนีคะคุณนี?”
“ป้า พี่กิตติ์ อึก พี่กิตติ์เกิดอุบัติเหตุ... มะ ไม่ได้แล้วนีต้องรีบไปโรงพยาบาล ไม่รู้ว่าพี่กิตติ์จะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ อึก”
“คุณนีใจเย็นเข้าไว้ คุณกิตติ์ต้องไม่เป็นอะไร ใจเย็นเข้าไว้นะ”
ลำพูนที่เดินถือจานผลไม้เข้ามาเห็นเตชินีนั่งนิ่งค้าง น้ำตาไหลรินออกมาเป็นสาย จึงรีบเดินไวๆเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง ลำพูนถามเตชินีอยู่หลายครั้งมาก กว่าที่จะมีสติ พอมีสติเตชินีพูดด้วยท่าทางร้อนรน ลำพูนจึงพูดปลอบให้เตชินีพยายามตั้งใจสติ
“ป้า นีจะไปโรงพยาบาล นีจะไปหาพี่กิตติ์”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวป้าจะให้เรียกให้ตายุทธมาพาไปนะคะ คุณนีใจเย็นๆก่อนนะคะ เชื่อป้าคุณกิตติ์ต้องไม่เป็นอะไรมาก”
เตชินีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ทำอยู่เช่นนี้สามครั้งด้วยกัน จึงค่อยบอกถึงความต้องการให้ลำพูนรับรู้ ลำพูนตอบรับความต้องการของเตชินี แต่ไม่ไว้วางใจที่จะให้เตชินีไปเอง เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายระหว่างทางเอาได้ จึงเรียกให้สามีของลำพูนมาที่นี่ เพื่อขับรถพาไปยังโรงพยาบาล
ไม่ถึงสี่สิบห้านาที เตชินีก็มาอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่จิรกิตติ์ถูกนำมารักษาตัว ซึ่งตอนนี้จิรกิตติ์ยังคงอยู่ในห้องฉุกเฉิน หมอที่รักษาจิรกิตติ์ยังไม่ออกมา เตชินีจึงได้แต่รอด้วยท่าทางร้อนรน กระวนกระวายใจ อยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน
“คุณนีต้องเป็นห่วงลูกในท้องด้วยนะคะ นั่งก่อนเถอะค่ะ คุณกิตติ์ถึงมือหมอแล้วต้องไม่เป็นอะไร”
ลำพูนเห็นเตชินีเอาแต่เดินไปเดินมา จึงพูดบอกเพื่อเตือนสติว่าเตชินีไม่ใช่ตัวคนเดียว เป็นห่วงจิรกิตติ์ได้แต่ต้องเป็นห่วงลูกในท้องด้วย นั่นแหละเตชินีถึงได้เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ รอหมอออกมาจากห้องฉุกเฉิน
แกร๊ก......
“คุณหมอคะ พี่กิตติ์เป็นยังไงบ้าง?”
เตชินี ลำพูน และคนงานคนอื่นที่รอกันอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน เห็นหมอเปิดประตูเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน เธอรีบลุกเดินเข้าไปใกล้หมอ แล้วเอ่ยถามถึงอาการของจิรกิตติ์ในทันที ในจังหวะนั้นพิมพ์ผกาเดินมาถึงหน้าห้องฉุกเฉิน
๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗