ตอนที่ 16
คัมภีร์ค่ายกลจ้าวพฤกษา
ลู่หานเริ่มเดินตามหาคัมภีร์ต่างๆภายในเรือนพักของหม่าซุนเยี่ย ภายในเรือนของแพทย์เทวะนี้ถูกแบ่งออกเป็ห้องหลายส่วนแม้ว่าจะดูจากด้านนอกเรือนแห่งนี้จะไม่ได้ดูใหญ่โตอันใด แต่เมื่อเข้ามาด้านในอาจจะเป็เพราะว่าห้องต่างๆถูกแบ่งสัดส่วนมาเป็อย่างดีมันเลยดูกว้างขวางในสายตาของลู่หาน
ภายในเรือนแห่งนี้ถูกจัดสัดส่วนมาเป็อย่างดีมันทำให้ลู่หานง่ายต่อการค้นหาเขานั้นเดินไปที่มุมชั้นเก็บตำราของท่านหมอเทวะแล้วเริ่มใช้สายตาของตนเองกวาดมองไปที่ตำรามากมายภายในชั้นตรงหน้า
ตำราของท่านหมอเทวะนั้นมีมากมายจนลู่หานนั้นรู้สึกลายตา แต่ดวงตาของลู่หานนั้นเองมันก็เหลือบไปเห็นอันใดบางอย่าง
มันมีคัมภีร์เล่มหนึ่งที่มีสีของปกแตกต่างออกไปจากคัมภีร์เล่มอื่นมันคือคัมภีร์ที่มีปกเป็สีเขียวพาให้ดวงตาสังเกตเห็นได้ง่าย
ลู่หานที่เห็นเช่นนั้นเขาก็เอื้อมมือไปหยิบมันออกมาจากชั้นหนังสือทันทีเมื่อหยิบมันออกมาแล้วก็มองตรงชื่อของคัมภีร์เล่มนี้ก่อนเป็อันดับแรก
ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันคือคัมภีร์ค่ายกลจ้าวพฤกษาที่เขานั้นตามหาอยู่ เบื้องหน้ามีตำราอยู่หลายร้อยเล่มไม่คิดว่าจะพบเจอได้ง่ายดายเช่นนี้
กระนั้นตอนที่ลู่หานคิดจะเดินออกไปดวงตาของเขาก็เหลือบไปสังเกตเห็นบางอย่าง มันคือกล่องสีดำสนิทที่ถูกวางเอาไว้ที่มุมชั้นหนังสือ ด้วยความสงสัยของลู่หานมันทำให้เขานั้นเคลื่อนกายเข้าไปเพื่อใช้มือยื่นเข้าไปหยิบกล่องสีดำที่มีขนาดใหญ่ไม่
มันเป็กล่องสีดำที่สามารถถือได้ด้วยสองมือ ดวงตาทั้งสองข้างมองกล่องสีดำในมือของตนเองยู่สักพักก่อนที่ลู่หานจะใช้มือเปิดดูของที่อยู่ด้านใน สิ่งที่อยู่ด้านในนั้นมันคือเมล็ดมากมายที่เขานั้นคุ้นตา มันเป็เมล็ดพวกเมล็ดกาแฟและจำพวกพืชพันธุ์ต่างๆทางฝ่ายตะวันตกภายในยุคสมัยที่เขาจากมา
“ นี่มันอันใดกัน!!! ” ลู่หานประหลาดใจยิ่งนักเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในว่ามันเป็พวกเมล็ดพืชจากที่มาจากยุคที่เขานั้นจากมา
หลังจากที่เห็นของที่อยู่ด้านในแล้วลู่หานเองก็มองซ้ายมองขวาพลางลังเลใจอยู่เล็กน้อยที่จะหยิบมันกลับไป แต่เมื่อลองดูแล้วกล่องนี้มันมีฝุ่นจับตัวจนหนาอย่างไรเสียหม่าซุนเยี่ยก็คงไม่ได้ใช้สู้เอาให้เขากลับไปใช้ประโยชน์เสียดีกว่า ลู่หานที่ตัดสินใจได้ก็เก็บมันเข้าใต้อาภรณ์ของตนเองทันที
เมื่อพบเจอคัมภีร์ที่ตนเอง้าลู่หานก็รีบเดินออกไปบอกกล่าวกับอาจารย์ของเขาทันที เมื่อออกไปตอนนี้ใบหน้าของท่านหมอหม่ามันเต็มไปด้วยน้ำหมึกจนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลืออยู่แล้ว
“ ท่านอาจารย์เจอแล้วขอรับ ”
หวังเซียนฉิงที่กำลังลงพู่กันขีดเขียนใบหน้าของหม่าซุนเยี่ยอยู่นั้นก็หยุดมือของตนเองแล้วหันไปมองศิษย์ของตนเองที่เอ่ยขึ้นมาด้านหลัง
ลู่หานยกคัมภีร์ปกเขียวของตนเองขึ้นมาเพื่อเป็หลักฐานยืนยันว่าตนเองพบเจอกลับคัมภีร์ค่ายกลจ้าวพฤกษาแล้วจริงๆ
เมื่อเห็นว่าศิษย์ของตนเองได้รับค่ายกลพฤกษามาแล้วหวังเซียนฉิงก็หยุดมือแล้วหันหลังเดินออกไปทันที
“ ไปกันเถอะเ้าแปด ” ชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬประหนึ่งขนของอีกาเดินนำหน้าของลู่หานออกไปด้านนอก
“ ตาเฒ่าหวัง!!! ”
“ เ้าออกไปก็แก้มัดก่อนสิ!!!! ”
“ หยุดนะ!!!! ”
เสียงของหม่าซุนเยี่ยที่ถูกเชือกมัดติดอยู่กับเก้าอี้โวยวายขึ้นมาด้วยเสียงดังลั่น ตัวของหม่าซุนเยี่ยเองก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นเดียวกันและมันก็มีทักษะบ่มเพาะระดับสูงเสียด้วยแต่ว่าเชือกที่กำลังมัดร่างกายของมันติดอยู่กับเก้าอี้มีค่ายกลของหวังเซียนฉิงประทับเอาไว้ทำให้มันไม่สามารถแกะออกได้ด้วยตนเอง
ลู่หานที่ยืนอยู่ระหว่างก่อนดวงตาข้างนึงก็มองไปที่อาจารย์ที่กำลังเดินจากไปส่วนอีกข้างหนึ่งก็มองไปที่ท่านหมอหม่าด้วยความเป็กังวล
ภายในใจของลู่หานกำลังสองจิตสองใจที่จะช่วยหม่าซุนเยี่ย การที่อาจารย์ของเขากลั่นแกล้งท่านหมอเทวะเช่นนี้มันจะเกิดเื่ใหญ่ในอนาคตได้ เนื้อเื่ที่ตัวเอกของเื่อย่างเยี่ยหวนจะมาพบหม่าซุนเยี่ยยังไม่มาถึง
ตอนนั้นเยี่ยหวนาเ็หนักเลยต้องมาขอให้หม่าซุนเยี่ยช่วยรักษาแต่การที่ท่านมหาปราชญ์กลั่นแกล้งหมอเทวะเช่นนี้มันอาจจะทำให้ท่านหมอเทวะเปลี่ยนใจในการรักษาครั้งนั้นก็ได้
“ ห้ามแก้มัดนะเ้าแปดไปได้แล้ว ” หวังเซียนฉิงที่เดินนำหน้าไปไกลก็เอ่ยย้อนกลับหลังมา ตอนนี้เมื่อได้ยินคำสั่งเด็ดขาดของผู้เป็อาจารย์ความลังเลภายในใจของลู่หานก็หมดไปทันทีเขารีบพากายเดินตามผู้เป็อาจารย์ออกไปด้านนอก
เมื่อออกมาถึงหน้าเรือนลู่หานเอ่ยถามขึ้นทันที “ จะไม่เป็อันใดแน่หรือขอรับท่านอาจารย์ ”
“ เชือกนั่นเดี๋ยวอีก 1 ชั่วยามมันก็จะหลุดออกเอง ” หวังเซียนฉิงไม่รีรอที่จะยื่นมือไปจับคอเสื้อศิษย์ของตนเองอีกครั้งแล้วออกแรงะโขึ้นไป้า
ใบหน้าของลู่หานตอนนี้ตื่นตระหนกไม่ต่างจากตอนที่ะโลงมาเลยสักนิดอยู่ๆร่างกายของเขาก็ทุกบางอย่างพาขึ้นไป้าอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกในตอนนี้มันยิ่งกว่าในตอนที่เครื่องบินนั้นเริ่มบินขึ้นบนอากาศเสียอีก
ร่างของทั้งสองพุ่งผ่านความมืดที่เป็ม่านบังตาของหุบเขาไร้ตะวันแห่งนี้พุ่งขึ้นไป้า ด้วยแรงะโของหวังเซียนฉิงทำให้ร่างกายของเขานั้นพุ่งทะลุขึ้นไปข้างบนอย่างง่ายดาย
เมื่อผ่านพ้นม่านความมืดบังตาของหุบเขาไร้ตะวัน บัดนี้ท้องนภา้ามืดมิดไร้แสงจากดวงตะวันแล้ว ดวงอาทิตย์จางหายไปจากฟากฟ้าดวงจันทราส่องแสงทอประกายสีเงินสว่างไสวพร้อมกับดวงดาวระยิบระยับมากมายที่ประดับประดาเป็บริวาร
เท้าทั้งสองข้างของหวังเซียนฉิงัักับพื้นบริเวณหน้าผาอีกครั้งก่อนที่เขาจะพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งตรงกลับสํานักอักษร์
ร่างของลู่หานบัดนี้ราวกับสิ่งของที่โดนหิ้วไปมาตามสายลม ลู่หานที่โดยลากไปกับสายลมด้วยความเหนื่อยล้าทั้งหมดเขาก็ได้ถือโอกาสหลับตาทั้งสองข้างลงเพื่องีบหลับไปเพียงครู่
ดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่ก็เปิดขึ้นมาเมื่อรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างอุ่นๆที่กระทบเข้ามาบนใบหน้าของเขา ลู่หานรู้สึกตัวอีกทีรอบกายกลายเป็ทัศนียภาพที่คุ้นเคยสถานที่แห่งนี้มันคือห้องนอนภายในเรือนของเขาบนยอดเขาหวนหลง
บุรุษใบหน้าหล่อเหลาที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มกวาดสายตามองรอบกายเพื่อประเมินหลายอย่าง
ลู่หานลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งหลังจากที่กวาดสายตามองรอบกายไปหนึ่งครั้ง เขาเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสมองของตนเอง
เขานั้นยังจำเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขาภายในป่าราตรีมรณะ ที่เมืองอี้เจิ้งและหุบเขาไร้ตะวันได้เป็อย่างดีนั้นย่อมแปลว่ามันไม่ใช่ความฝัน เมื่อคิดถึงเหตุการณ์สุดท้ายก็จำได้ว่าเขานั้นเผลอหลับไปในขณะที่โดนท่านอาจารย์หิ้วไปมาตามสายลม
ลู่หานรวบรวมสติก่อนจะเดินออกไปด้านนอกบริเวณห้องโถงเล็กๆภายในเรือนไม้ของเขาก็พบเข้ากับชายชราผมขาวท่าทางองอาจที่สวมใส่อาภรณ์สีดำประหนึ่งขนของอีกากำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน
“ ศิษย์คำนับอาจารย์!!! ” สองมือของลู่หานยกขึ้นมาคำนับผู้เป็อาจารย์ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าทันที
“ เป็เช่นไรบ้างหลับสบายดีหรือไม่ ” หวังเซียนฉิงยกถ้วยน้ำชาในมือขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น
ลู่หานเองก็รู้สึกแอบอายอยู่ไม่น้อยที่ตนเองนั้นเผลอหลับไปบนอากาศเช่นนั้น เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็มานอนอยู่ที่เตียงของตนเองแล้ว แต่กระนั้นก็มีสิ่งที่ลู่หานประหลาดใจอยู่หลายอย่างเขานั้นไม่คาดคิดว่าด้วยเวลาเพียงแค่คืนเดียวผู้เป็อาจารย์ของเขาจะสามารถเดินทางพาเขากลับมาจากหุบเขาไร้ตะวันเช่นนี้ได้
ระยะทางจากหุบเขาไร้ตะวันมาที่ยอดเขาหวนหลงของเขาแห่งนี้มันต้องใช้เวลาในการเดินจากรถม้าถึงสิบวันแต่การที่สามารถเดินทางกลับมาได้ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 1 ราตรีเช่นนี้ต้องกล่าวได้ว่าชื่อของมหาปราชญ์แห่งยุคไม่ได้มีเอาไว้เพียงแค่ใช้ประดับเท่านั้น
หลังจากที่ทักทายกันตามมารยาทเสร็จลู่หานเลยนั่งสนทนากับผู้เป็อาจารย์ของตนเอง โดยทางหวังเซียนฉิงนั้นบอกเื่หนึ่งให้กับศิษย์ของตนเองมันคือเื่เกี่ยวกับทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้า
โดยมหาปราชญ์แห่งยุคได้กล่าวเอาไว้ว่าทักษะบ่มเพาะ 2 ดาราเคียงฟ้ามันไม่ใช่เพียงแค่สามารถทำให้บ่มเพาะ 2 ทักษะพร้อมกันได้แต่ว่ามันยังช่วยทำให้เร่งการบ่มเพาะมากขึ้นอีกด้วย
ซึ่งการได้รับรู้เช่นนี้ลู่หานเองก็มองว่าทักษะที่เขาได้รับมาอันนี้มันกลายเป็ของล้ำค่าไปซะแล้ว ตอนนี้ลู่หานมีคุณสมบัติกายาระดับมนุษย์ทำให้ความรวดเร็วในการบ่มเพาะไม่สามารถรุกหน้าได้รวดเร็วเท่าศิษย์ผู้อื่น การได้รับทักษะสองดาราเคียงฟ้ามาเพิ่มพูนความรวดเร็วในการบ่มเพาะมันก็เป็เื่ที่ดี
หลังจากสนทนากับผู้เป็อาจารย์จบลู่หานเองก็เดินออกไปดูสมุนไพรหยางไท่ที่เขานั้นปลูกอยู่ด้านนอก ลู่หานจากยอดเขาหวนหลงแห่งนี้ไปเป็เวลาหลายวันเลยไม่ได้ดูแลเ้าสมุนไพรหยางไท่ไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะเป็เช่นไรบ้าง
เมื่อเดินไปดูแปลงสมุนไพรหยางไท่จำนวน 200 ต้นที่เขาปลูกเอาไว้ปรากฏว่าพวกมันยังเติบโตเช่นเดิมแม้ว่าจะไม่ได้รดน้ำมาเป็เวลา 2 วัน
มันทำให้ลู่หานตระหนักได้ว่าบางทีสมุนไพรหยางไท่นั้นอาจจะไม่ได้้าน้ำมากขนาดนั้นก็ได้ สมุนไพรหยางไท่มันเติบโตโดยการได้รับพลังบ่มเพาะจากแสงอาทิตย์ ตอนแรกลู่หานไม่รู้ถึงวิธีการปลูกมันเลยมั่นรดน้ำมันทุกวันเหมือนพืชชนิดอื่นแต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วมันก็อาจจะทำให้เขาประหยัดเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ
เมื่อเดินมาตรวจดูแปลงสมุนไพรของตนเองเสร็จลู่หานได้เดินกลับไปที่เรือนพักของตัวเองที่มีท่านอาจารย์ดื่มชาอยู่ภายในห้องโถง
“ นี่เ้าแปด!!! ” เสียงของหวังเซียนฉิงร้องเรียกศิษย์ของตนเองั้แ่ก้าวเท้าเข้ามาภายในเรือน
“ ขอรับ... ” ลู่หานขานรับด้วยความฉงน
“ เ้าทำอาหารเป็หรือไม่ ตอนนี้อาจารย์หิวมากแล้วภายในสำนักก็ไม่มีผู้ใดอยู่เลย ”
ยามแรกลู่หานก็ใจหายเห็นเรียกชื่อของเขาด้วยเสียงเข้มเช่นนั้นนึกว่ามีเื่อันใดที่ใหญ่ขนาดคอขาดบาดตายที่แท้ก็เพียงแค่หิวข้าวเท่านั้น
“ ได้ขอรับท่านอาจารย์!!! ”
จบตอน