ระหว่างเส้นทางข้าพยายามจดจำสถาที่ให้มากที่สุด ว่าจุดใดเป็สถานที่สำคัญ ไว้ใช้ทำกิจกรรมอะไร ผู้คนจุดไหนมากน้อยบ้าง จนขบวนผ่านเข้าสู่ด่านอาณาจักรมหานทีก็เห็นสภาพบ้านเรือนและอาคารที่แตกต่างกันออกไป ไม่นึกว่าเพียงแค่กำแพงกั้นทุกอย่างก็จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง อาจารย์เล่าให้ฟังว่า อาณาจักรทั้ง 4 ถูกแบ่งแยกการปกครองเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทำให้มีการสร้างวัฒนธรรมความเป็อยู่ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละอาณาจักร วิถีการประกอบอาชีพก็แตกต่าง การที่าาอิสสระจะพยายามรวมกันให้เป็อาณาจักรเดียวตลอดมาจึงเป็ไปได้ยากมาก เพราะรากฐานการใช้ชีวิตหลายร้อยปียังคงดำเนินอยู่เสมอมา
อาคารของอาณาจักรมหานทีเน้นการใช้ไม้ที่ทนทานต่อสภาพอากาส สีสันสวยงามดูใหม่ตลอดป้องกันแดดและลมทะเลที่ใกล้ทะเลเป็หลัก บ้านเรือนอาคาร มีการสร้างล้ำไปยังทะเล โดยมีการกันคลื่นอย่างมั่นคงแ็งแรง ตัวอาคารมีการทรงตัวคล้ายเรือั์ลอยนิ่งในทะเล ผู้คนจากพื้นดินสัญจรเข้ามาได้ทั้งการเดินเท้าและรถม้า ด้วนถนนกว้างกว่า 8 เมตร ธงทิว ประดับตลอดเส้นทางเดินที่สายตามองเห็นดูเป็งานงานเทศกาล รื่นเริง ตลอดเส้นทาง บางอาคารสีการสร้างและต่อเติมขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น อันเป็บรรยากาศที่แสดงถึงความเจริญต่างจากหายอาณาจักรและเมืองที่ผ่านตลอดการเดินทางนับเดือน ผู้คนดูสดชื่นแจ่มใสกว่าอาณาจักรทิพย์ศิลาอย่างเห็นได้ชัดการค้าขายมีอยู่ทั่วตลอดทางที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนสินค้าสิ่งของ มีทั้งเหรียญทองคำ อัญมณีและสินค้า สิ่งของ ตามความพอใจ ผู้คนที่เข้ามามีการแบ่งพื้นที่เป็ลักษณะเปิดรวมและแยกชั้นใน
พื้นที่เปิดรวมจะเห็นทั้งเผ่ามนุษย์ลูกผสมและมอนสเตอร์ เข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ โดยมีเหล่ากองกำลังปราบที่ดูท่าทางมีวรยุทธศสูงส่งเฝ้าระวังตลอดทาง โดยการซุ่มดูแต่ข้าใช้ทมิฬ พิชิตปฐีรับรู้จากปราณจับสังเกตตำแหน่งที่อยู่ได้ เผ่าต่างๆที่เข้ามาดูท่าทางมีทั้งสายสืบและค้าขายจริงๆปะปนเข้ามา หลายคนที่ข้าััได้ถึงปราณระดับสุดยอดนักรบ แม้จะไม่เปิดเผยฝีมือก็ตาม ส่วนพื้นที่แยกชั้นจะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เข้าพื้นที่ได้
ข้าพักภายในกรงขังชั้นใต้ดิน 3วันก่อน ระหว่างนั้นข้าฟื้นฟูพฃังปราณทมิฬได้เกือบสมบูนณ์พร้อมบรรรลุปราณ 7 ดาบอัศจรรย์ขั้นตัดศิลา จนรู้สึกได้ว่าตรวนที่ตรึงข้อมือไม่อาจจทนทานต่อปราณของข้าได้ ปราณดาบถ่ายทอดลงที่ปลายนิ้ว ข้าขีดเขียนที่กำแพงหินหนา ก่อเกิดรอยตามนิ้วที่ลากผ่าน หากคิดจะตัดให้ขาดโดยไม่ต้องอาศัยดาบก็ทำได้แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ต้องรอเวลาที่เหมาะสม ต้องรอเจอศัตรูที่ทำให้ทั้งอาจารย์และข้าต้องลำบากก่อน
เพื่อเตรียมเข้าพบาาอิสระ ข้าได้รับการเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดใหม่เพื่อเข้าเฝ้าาาอิสสระ
เมื่อมาถึงภายในห้องโถงใหญ่ชั้นที่1ในวังค์มหานที โซ่ตรวนถูกตรวจสอบความแ่าอีกครั้ง ข้าถูกนำเข้ามาต่อหน้าผู้คนหลายคนกลุ่มใหญ่ แต่ที่โดดเด่นบนพื้นที่ยกสูง ด้านหลังเป็ผ้าประดับปักทองคำรูปสัญลักษณ์อาณามหานทีดูเก่าแก่แต่สะอาดไม่มีรอยชำรุดตามกาลเวลา เสาหินค้ำเหนือพื้นยกสูงประดับด้วยทองคำและปฎิมากรรมล้ำค่า แทนสัญลักษณ์ของอาณาจักรทั้ง 4 โดดด่นสวยงามส่งให้ผู้นั่บัลลังก์ยิ่งสูงส่งสง่าน่าเคราพ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์ทองคำประดับอัญมณีเป็ชายชราอายุน่าจะประมาณ 70กว่าปีแต่สุขภาพยังดูแข็งแรง เหมืนคนอายุแต่50กว่าปีรูปร่างสง่างาม สวมมงกุฎทองคำประดับอัญมณีล้ำค่า ชุดคลุมสีทองคำสลับทองคำขาวสวมทับเหนือเสื้อเกราะอ่อนมือขวาทรงเพียงไม้คฑาแสดงถึงความเป็าาสมผู้ครอบเด่นสง่า คงต้องเป็าาอิสสระ ผู้ครอง4อาณาจักร
มีชายที่อายุน่าจะไล่เลี่ยกันยืนเยื้องออกเบื้องหน้าลักษณะเตรียมพร้อมป้องกัน ข้าเดาว่าชายคนนี้ต้องเป็สุรีย์ที่มีวรยุทธเหนือกว่าอาจารย์ของข้า ด้วยปราณแพร่รัศมีข่มข้าอย่างชัดเจน แสดงความเหนือชั้นด้านวรยุทธที่เหนือกว่ากว่าแม้มือไร้อาวุธใดๆ
ชายอีกคน ยืนถัดไปด้านหลังชายผู้นั่งบัลลังก์ เป็ชายที่บุคลิกภาพ สง่าเช่นกัน สวมชุดยาวคล้ายผู้ทรงภูมิ ชุดปักตราสัญลักษณ์อาณาจักรมหานทีสีทองไร้เครื่องประดับ ในมือมีกระเป๋าหนังใบใหญ่ประคองไว้ข้างตัว พร้อมใช้งานเสมอ
และอีกกลุ่มที่ยืนล้อมรอบตัวข้า เป็ 7คนที่คุ้นเคย เพราะเคยต่อสู่กันมาแล้วทั้งหมด ในที่นี้มี ปกรณ์ที่ไม่ได้ไปร่วมจับข้าด้วย
ไอ้หนู ไม่นึกว่าจะแกจะร้ายขนาด แผลเป็ที่เหนือคิ้วรูแกากบาทแกก็ทำให้ดูเหี้ยมขึ้นนะ แต่โซ่ตรวนที่มือแกดูเข้ากับแกมากกกว่า ส่วนเศษดาบเหลือใช้ของแกข้าขอเป็ยเ้าของก็แล้วกัน
ไม่เป็ไรตอนนี้ข้ายังไม่สะดวกแต่ซักวันมันก็ต้องกลับมาเป็ของข้าอยู่ดี และมันก็เข้านิสัยวีรบุรุษจอมโจรของพวกแกอยู่แล้วนี่
สมาถูกย้อนล้อเลียนถึงกับหน้าชา แต่ก็เก็บกดอารมณ์ไม่แสดงออก
“ผู้คุมรายงานข้าว่า กลางคืนแกไม่ค่อยนอน จนตอนนี้ดูซูบลงไปเยอะเลยนะ” สุรีย์เอ่ยทักขึ้นหลังจากวันแรกที่เคยไปดูศรันย์หน้ากรงขังเห็นความแตกต่าง ระหว่างวันรแกกับเวลาที่ผ่าน เกือบ 7 วัน ที่ดูผ่ายผอมลงไป ศรันย์ไม่ตอยเพียงมองพิจารณาชายผู้ได้ชื่อว่าเป็คู่ปรับชองอาจารย์อย่างสนใจ
ลิขิตรายการกับข้าเื่ฝีมือของนายว่าน่าสนใจมาก แม้อายุยังน้อยแต่ฝีมือสูงส่ง เหนือกว่านักรบกอลกำลังปราบมารหลายคน สุรีย์พูดพร้อมมองไปยังกลุ่มของสมา เชิงตำหนิ
เข้าเื่ก่อนดีกว่า ท่านอิสสระไม่ได้มีเวลาสว่างมากนัก
นายท่าทางจะฉลาด คงเห็นความแตกต่างของแต่ละเมือง น่าจะคิดได้ว่าอาณาจักรมหานานทีเจริมากกว่าทุกอาณาจักร แสดดงให้เห็นความสามารถในการบริหารของข้า รวมถึงความยิ่งใหญ่แห่งดองกำลังปราบมาร าาอิสสระกล่าวขึ้นมาบ้าง
ข้าตั้งใจที่จะพัฒนา เผ่ามนุษย์ของเราให้เหนือกว่าอีก 2เผ่าก่อนที่พวกมันจะรวมกำลังมาถล่มเผ่ามนัษย์ของพวกเรา
“ความจริงเื่ระหว่างทรนงกับ4อาณาจักร ก็ผ่านมาเกือบ40ปีแล้ว ถ้าพวกเรามาตกลงกันได้ ก็จะดี เพราะข่ายังไงก็ขื่นชมทรนงอยู่ก่อนมานานแล้ว หากได้ความสามารถในวิชาเพลงดาบ7มารทมิฬมาร่วมกับกองกำลังปราบ ก็จะดีมาก โดยเริ่มจากนาย ที่เป็ลูกศิษย์ก่อน ด้วยตำแหน่งนายกองแดนใต้ แล้วข้าจะมอบกองกำลังโดยให้นายเป็หัวหน้า พร้อมทั้งทรัพสินในการก่อสร้างหมู่บ้านแห่งใหม่ในอาณาพฤกษา หรือจะย้ายมาในเขตแดน4อาณาจักรของข้าก็ได้ตามสะดวก”
"โดยที่จะไม่มีการลงโทษเื่ต่อต้านกองกำลังปราบมารเมื่อครั้งก่อนเลย รวมถึงอาจารย์ของนายข้าก็ยินดีจะเชิญมาที่อาณามหานทีของข้าหรือจะไปสำนัก 5 ดาบเหมือนเดิม ข้าก็ยินดี" าาอิสสระ กล่าวกับศรันย์ด้วยน้ำเสียงที่เมตตาและเป็มิตรอย่างที่สุด
"ข้อเสนอของท่านน่าสนใจเป็อย่างยิ่ง พิจารณายังไงข้าก็มีแต่ได้กับไม่เสียปรียบเลย ข้าเข้าใจว่าเงื่อนไขคงเป็เื่ต้องแลกกับวิชา 7 ดาบมารทมิฬของข้าเป็แน่ใช่หรือไม่ ท่านาาอิสสระ " ศรันย์กล่าวตอบ เพื่อหยั่งเชิงความ้า
"เื่ข้อเสนอนี้เป็ความคิดของสุรีย์กับลิขิต และระดับนายพลหลายคนในกองกำลังปราบมาร มีความเห็นตรงกันเื่ที่้าให้นายเป็ส่วนหนึ่งในกองกำลังปราบมาร ทุกคนเห็นความสำคัญและประโยชน์ต่อเผ่ามนุษย์ของพวกเรา"
“แค่คำพูดจากท่านาาอิสสระข้าก็เชื่อถือแล้วว่าท่านจะส่งเสริมข้าและอาจารย์ให้ได้อยู่สุขสบาย ข้าลำบากมาั้แ่เล็ก ยิ่งอาจารย์ต้องนอนท่ามกลางป่าเขา กินนอนบนพื้นดิน หาความสุขสบายไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ท่านอายุมาก สุขภาพลดทอนตามอายุ หากได้อยู่สุขสบายใน่บั่นปลาย ไม่ต้องหลบหนี ต่อสู้ไปอย่างไม่มีสิ้นสุดต้องนับว่าวิเศษยิ่งนัก เราศิษย์อาจารย์ไม่มีทางปฎิเสทแน่นอน " ศรันย์กล่างอย่างยิ้มร่า เพิ่มความไว้วางใจแก่ทุกคน
สุรีย์และลิขิตมือไขว้หลัง ปราณก่อเกิด ด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ในคำพูดของศรันย์ที่ดูเป็มิตร อย่างประหลดเกินไป
ปราณทมิฬก่อเกิดอย่างจางๆแผ่ทั่วห้องก่อนที่ข้าจะดึงกลับเข้าที่ตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่ใครจะสังเกตุหรือตั้งตัวได้ จากนั้นรวบรวมสู่แขนทั้ง2ข้างแบ่งาสมาธิใช้ปราณดาบ7อัศจรรย์ขั้นตัดศิลาแพร่ทำลายตรวนจากท่อนแขน แขนทั้ง2ข้างเป็อิสสะทันที กระแสปราณมารทิฬถูกดึงไหลผ่านจากเท้ารวบรวมเข้าสู่แขนทั้ง 2ข้าง ด้วยพลังสมาธิขั้นสูงสุดเพื่อใช้ผสานปรารณ ขั้นตัดศิลาและปราณมารทมิฬเข้าด้วยกัน วิธีผสานปราณนี้แม้แต่ระดับยอดฝีมือที่ฝึกนับ10 ปีหลายคนยังทำไม่ได้เลย
ปรารณมารทมิฬก่อเกิดปราณเป็มารสีดำครอบคลุมร่าง ข้า ผู้คนโดยรอบต่างตกตะลึงในพลังของข้า ร่างข้าลอยด้วยพลังแรงดันปราณยิ่งเหมือนอสูรสีดำ ปราณวนหมุนล้อมรอบข้าเป็เปลวสีดำดำสลับกัน
ข้าอาศัยโอกาสที่ทุกคนกำลังมองตะลึง ะเิรัศมีมารทมิฬขั้นสูงสุดของข้าพุ่งใส่าาอิสสระโดยเล็งที่ลำคอและหน้าผากปราณสีดำคมกริบพุ่งผ่านฝ่ามือทั้ง2
ระหว่างที่ทุกคนจ้องตะลึง กลับมีคนผู้หนึ่งท่าทางไม่หวั่นแกรงสิ่งใด ด้วนความมั่นใจในพลังฝีมือของตน มือที่ไขว้หลังคลายออกอย่างรวดเร็วเหนือกว่าข้า รู้สึกได้ว่ามีปราณที่มหาศาลเหนือกว่าปราณใดๆที่ข้าเคยพบมา ซัดสวนรัศมีมารทมิฬกลับพร้อมสลายปราณรัศมีมารทมิฬไม่เหลือเศษซาก จากนั้นความรู้สึกข้าก็ดับวูบไม่รู้ตัว
"หากไม่ได้สุรีย์กับลิขิตช่วยช่วย ข้าคงตายแน่ " าาอิสสระ พูดด้วยอาการหน้าหน้าถอดสี เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่เสี่ยงชีวิตขนาดนี้มาก่อน นานนับหลาย สิบปี
"ข้าเพียงแต่ใช้ปราณสร้างเกราะคุ้มกันเท่านั้น ท่านสุรีย์เป็ผู้ที่ทุ่มเทใช้ปราณดาบอัศจรรย์ขั้นดาบเทวดาซัดกลับจึงสลายปรารณดาบทมิฬได้" ลิขิตกล่าวยกยอสรีย์ แต่เป้าหมาย้าให้ทุกคนเห็นพลังฝีมือที่ไร้เทียมทานของสุรีย
ยังมีชายอีก4คน ยืนคุมเชิงด้านหลังศรันย์ เดินเข้าจัดการพันธนาการศรันย์ด้วยโซ่ตรวนชุดใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม ทั้งที่ไม่จำเป็เพราะตอนนี้ศรันย์ ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับได้ เส้นชีพจรที่เชื่อมโยงปราณ โดนปรารณ ขั้นดาบเทวด ตัดขาด จนไม่สาราถรวบรวมปรารณได้เพียงขยับร่างกายได้ก็สุดจะฝืนทน แต่ปราณที่ยังหลงเหลือก็ยังคงวิ่งวนทั้วร่าง บ้างทะลุออกทางิัาแเท่าเข็มหมุดเ็ปทรมาน แม้แต่าแกากบาทเหนือคิ้วขวาก็ปะทุด้วยปรารณ เืซึมย้ำแผลเดิมจากภานในร่างกาย เืซึมท่วมเสื้อผ้าใหม่จนชุ่ม
“ปราณภายร่างกำลังคุ้มครองมัน ที่พยายามขับปราณของข้าออกจากร่างกาย เพื่อเอาชีวิตรอด ข้าก็ยังไม่อยากให้มันตายตอนนี้เหมือนกัน อนุภาพช่างเหมือนปราณพลิกฟ้าไว้ดิน คงเพราะเป็พื้นฐานจากพลังเดียวกันที่ทรนงดัดแปลง แต่ก็ต้องชื่นชนความสารถของมันจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าไอ้เด็กนี่จะผสานปราณทมิฬกับปราณขั้นตัดศิลาได้ จนสามารถแบ่งสมาธิใช้ได้พร้อมๆกัน มันอัฉริยะและมีพร์ด้านวรยุทธมากจริงๆ มิน่ามันถึงฝึกวิชาของทรนงได้สำเร็จภายในเวลาแค่2ปีกว่าโอกาสดีที่เราเจอมันตอนที่ยังปราบได้” สุรีย์กล่าวพร้อมยังขมวดคิ้วเหมือจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
เื่ที่เราจะดึงมันมาช่วยงานกองกำลังปราบมาร จากสภาพตอนนี้คงเป็ไปไม่ได้แล้ว แต่เคล็ดวิชา 7 ดาบมารทมิฬมันคงจะจำได้ เราคงใช้ประโยชน์จากที่ให้มันเขียนทันทึกวิชาให้เรา
รวมทั้ง ทรนงมารไร้ปฐี ที่ไม่เคยปรากฎกายหลายปี ต้องมีการเคลื่อนไหวแน่เพราะศิษย์คนเดียวถูกเราจับตัวไว้ เพียงเราประกาศเื่ศรันย์มารทมิฬไร้ปฐีถูกจับ หลังเวาประกาศจับเพียง 2เดือนก็แสดงให้เห็นความสามารถของกองกำลังปราบมารแห่ง 4 อาณาจักร
ไอ้เด็กบ้านี่คิดจะสังหาราาอิสสระเลยรึ!? นี่มันยอมกล้าแลกชีวิตด้วยพลังทั้งหมด ฝืนใช้ปราณขั้นตัดศิลาผสานปราณทมิฬแทนอาวุธซัดใส่าาอิสสระ การกระทำแบบนี้เมื่อโดนปราณที่สูงส่งกว่าโต้สวนกลับ ร่างกายก็ย่ำแย่ เส้นสายลมปราณน่าจะขาดสะบั้นหลายจุด ลมปราณที่คั่งค้างก็จะปะทะออกตามร่างกาย ถ้าโชคดีไม่ถูกจุดสำคัญก็ดีไป
แต่ดีที่ข้าผู้บรรลุปรารณดาบ 7 อัศจรรย์ขั้นดาบเทวดา จึงสามารสลายปราณขั้นตัดศิลาได้โดยง่าย มันรุนแรงจนข้าต้องใช้พลังปราณ7 ดาบอัศจรรย์ ขั้นดาบเทวดา ซัดสวนกลับ ด้วยพลังที่เหนือชั้นกว่าหลายสิบเท่า มันคงเกือบตายแน่ เส้นสายชีพจรปราณถูกตัดสลาย พลังปราณน่าจะใช้การไม่ได้ กลายเป็คนไร้ประโยชน์ แม้กระบวนเพลงดาบจะใช้ได้แต่อนุภาพคงไม่เหมือนเดิม แต่เราก็ต้องลองให้มันบอกเคล็ดวิชา 7 ดาบทมิฬให้ได้
สถานที่เดียวที่เราคิดว่าจะให้ไอ้เด็กนี่อยู่ก็คือ บ่อกักมาร เกาะกลางทะเลสถานที่คุมขังปิดตายขงอนักโทษต้องห้ามที่รวมอาชญากรสำคัญ ท่ี่ถูกจับกุมั้แ่สมัย รวบรมอาณาจักรทั้ง 4 เข้าด้วยกัน
ข้าตื่นมาก่อนจะถึงเกาะกลางทะเล กรงขังเหล็กหนากกว่าเดิม พร้อมโซ่ตรวนที่ตอนนี้แม้จะขยับยังแทบทำไม่ได้ ได้แต่เหลือบมองผ่านซี่กรงััถึงพลังปราณที่ฝึกฝนมาว่าหายสลายไปหมดสิ้น แม้พยายามฝืนเดินก็ไม่สามารถทำได้ เหมือนติดขัดอะไรบางอย่างร่างกาย กลับรู้สึกจุกแน่นที่ท้องและหน้าอกอย่างทรมานจึงไม่ฝืนใช้พลังปราณต่อ กรงวางตั้งบนเรือพร้อมเคลื่อนย้าย
เกาะขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านแห่งเหล็ก 1-2เท่า มีสิ่งปลูกสร้างครอบคลุมโดยรอบเป็แนวกำแพงหินมีการลงเลขยันต์เต็มกำแพงใหญ่ล้อมอาคาร ทางเข้าหลักเป็ท่าเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ก่อนเข้าประตูกลเปิดด้วยกุญแจพร้อมสลักเวทย์ เพื่อผ่านเข้าออก
ด้านในโล่งกว้าง มีหอคอยสูงใหญ่ทั้ง4ทิศต้นไม้และสัตว์นานาชนิดอยู่ภายในกำแพง สัตว์ส่วนใหญ่เหมือนตั้งใจเลีื้ยงไว้เป็อาหารมากกว่า และเป็ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นพื้นที่บริเวรนี้ ตามแนวกำแพง มีเวรยามเฝ้าตลอดสลับผลัดเวร 3เวลา ทางเข้าโถงอาคารรับพื้นที่พักคอย และห้องรับรองสำหรับบุคคลสำคัญซึ่งตอนนี้ สมาเดินเข้าไปก่อน ตามด้วย ลิขิต ส่วน 4 นายสิบยังยืนอยู่ข้างกรงข้า แต่ผู้ติดตามมาด้วยอีกคนคือ
ปกรณ์ ได้แยกไปยังกำแพงเหล็กฉลุยืนพูดคัยกับคนด้านในคุก ข้ามองเห็นการแต่งกาย น่าจะเป็นักโทษจากชุดสีฟ้าสะท้อนแสง โดดเด่นตลอดไม่ว่าจะขยับเคลื่อนไหวไปทางใดก็สังเกตง่าย ตอนนี้พลังปราณทมิฬสลายไปหมด ไม่สามารถใช้เคล็ดทมิฬ พิชิตปฐี เพื่อฟังการสนทนาได้ เห็นเพียงเป็ชายชรา ผมขาวตลอด ทั้งคิ้ว หนวดและเครา หงอกขาว แต่ยังดูแข็งแรง หากสังเกตุปกรณ์มีอาการแสดงความเคารพตลอดการพูดคุย
ผู้เฝ้าประตู รูปร่างสูงใหญ่ น่าเกรงขาม แต่งกายด้วยชุดเกราะ หมวกเหล็กหนาปั๊มตราสัญลักษณะกรงขังที่มีปีศาจถูกจับไว้ซับด้วยผ้า ส่วนสวมเกราะเกระแขนพร้อมต่อสู้ในมือถือดาบ ด้ามหนังสีนำตาล ฝักดาบยาวทั้งเล่มราว1เมตรกว่า ผู้คุมภายใน แต่งกายคล้ายกัน มือถืออาวุธไปคนละชนิด บ้างในมือถือทวนเหล็ก ปลายแหลมคมกริบ บ้างเหน็บแส้หนาม เมื่อผ่านส่วนพื้นพักคอยเข้าเป็พื้นที่กั้นระหว่างบุคคลภายนอกกับนักโทษได้พูดคุยเยี่ยมเยียนโดยมีผนังเหล็กหนาประมาณ 4 นิ้วฉลุลงเลขยันต์ไว้เต็มผนังเหล็ก พอได้เห็นหน้าและพูดคุยโดยมีผู้คุมยืนเฝ้าประกบตลอด
ข้าถูกนำมายังภายในห้องขังเป็กรงเหล็กกลมตัน4นิ้ว ประตูล็อคด้วยกุญแจเวทย์เฉพาะห้อง ผนังหินหนาเย็นตลอดเวลาพื้นที่นอนเป็เตียงมีฟูกนอนหนาพร้อมผ้าห่มผืนใหญ่หนาพร้อมหมอนพิมพ์หมายเลขห้อง มีการเก็บซักตากทุกเดือน มีตู้ชั้นวางของเก็บเสื้อผ้า ข้าซึ่งยังมีการาเ็แม้ได้พักผ่อนากการสลบไป เท่าที่ถามจากผู้คุม น่าจะหลับไป 2 วันตลอดการเดินทางจากอาณาจักรมหานทีมาที่คุกแห่งนี้ ที่มีชื่อเป็ทางการว่าบ่อกักมาร เพราะทุกคนมีหน้าที่ในการขุดหาแร่ธาตุและอัญมณีภายใต้เกาะที่ลึกลงไปหลายสิบเมตรทุกวันเพื่อใช้เป็ค่าฝช้จ่ายให้เหล่าผู้คุมในการบริหารคุกแห่งนี้
ภายในห้องถ้าไม่ติดว่าต้องถูกกักขังก็ถือว่าพักผ่อนสบาย สำหรับข้าซึ่งอ่อนแอกว่าคนธรรมดาทั่วไปซะอีก ดื่มน้ำสะอาดที่มีเตรียมไว้ให้แล้วก็หลับต่อทันที