แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหว กระทบกับโครงกระดูกสีขาวโพลนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน บรรยากาศในห้องลับใต้ดินเต็มไปด้วยความขลังและความกดดันที่อธิบายไม่ถูก
"นี่มัน..." ซูหว่านขยับแว่นสายตา เพ่งมองแหวนหยกสีเขียวมรกตที่นิ้วมือข้างขวาของโครงกระดูก "แหวนมรกตลายเมฆา... นี่คือศพของ 'ปรมาจารย์เทียนเหิง' เ้าสำนักผู้ก่อตั้งสำนักบรรพตเมฆา!"
"หา!?" หงเหลียนตาโต "เ้าสำนักรุ่นแรกที่ว่ากันว่าบรรลุเซียนแล้วเหาะขึ้น์ไปแล้วน่ะเหรอ? ทำไมมานั่งแห้งตายอยู่ในห้องใต้ดินรูหนูแบบนี้ล่ะ?"
"ตำนานมักจะถูกแต่งเติมให้สวยหรูเสมอ" หลี่จงกล่าวเสียงเรียบ เขาเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา แล้วคุกเข่าลงเคารพศพของปรมาจารย์อย่างนอบน้อม 3 ครั้ง
ทันทีที่เขาลุกขึ้น เสาหินสีดำที่วางอยู่ข้างกายก็สั่นะเือย่างรุนแรง ราวกับมันจำเ้านายเก่า... หรือจำ "คู่ปรับ" เก่าได้
กึก... กึก...
กล่องไม้บนตักของโครงกระดูกค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองโดยไม่มีใครแตะต้อง ภายในกล่องไม่ได้มีตำราระดับเทพ หรือยาวิเศษ มีเพียง "แผ่นหินสีดำ" ขนาดเท่าฝ่ามือ แผ่นหนึ่งวางอยู่ ผิวของมันขรุขระและหยาบกร้าน เหมือนกับเสาหินของหลี่จงไม่มีผิดเพี้ยน
"แผ่นหิน?" หงเหลียนชะโงกหน้าดูด้วยความผิดหวัง "ไม่มีสมบัติทองคำหรืออาวุธวิเศษเลยเหรอ?"
"นี่แหละคือสมบัติ" ซูหว่านกล่าวเสียงเครียด "ดูอักขระบนแผ่นหินสิ... มันเขียนด้วยลายมือเดียวกับที่จารึกบนเสาของท่านหลี่จง"
หลี่จงยื่นมือออกไปหยิบแผ่นหินนั้นขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วัั ความเย็นเยียบแล่นผ่านเข้าสู่จิตใจ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังก้องกังวานในหัวของเขา ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็ "ความรู้สึก"
ภาพนิมิตปรากฏขึ้น... ชายชราร่างั์ ยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา เบื้องหน้าคือกองทัพมารนับหมื่น ชายชราไม่ได้ถือกระบี่หรือทวน เขาถือเพียง "ก้อนหิน" ขนาดมหึมา เขาไม่ได้ร่ายรำท่วงท่าที่งดงาม เขาเพียงแค่ "ก้าวเดิน" และ "วาง" หินลง ทุกย่างก้าวทำให้แผ่นดินไหว ทุกการวางทำใหู้เาถล่ม กองทัพมารแหลกละเอียดเป็ฝุ่นผงภายใต้แรงกดดันมหาศาล
"โลกหล้าบูชาความรวดเร็ว แต่ข้าศรัทธาในความมั่นคง" "กระบี่อาจหัก ทวนอาจบิ่น... แต่ภูผาจะคงอยู่ตลอดกาล"
วูบ!
หลี่จงลืมตาโพลง ข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในสมอง มันคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังที่สาบสูญ "คัมภีร์ปฐีแบก์ (Heaven-Bearing Earth Sutra)"
วิชานี้ไม่ได้สอนให้รวบรวมลมปราณให้บริสุทธิ์เหมือนวิชาทั่วไป แต่สอนให้ "อัดแน่น" ลมปราณจนมีมวลหนาแน่นดุจหินผา เปลี่ยนร่างกายให้เป็ภาชนะที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อรองรับน้ำหนักของโลก
"ท่านหลี่จง! เป็อะไรไปเ้าคะ?" ซูหว่านรีบเข้ามาประคองเมื่อเห็นหลี่จงเซถอยหลัง
"ข้า... ได้รับมันมาแล้ว" หลี่จงหายใจหอบถี่ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพราย "วิชาของปรมาจารย์... มันไม่ใช่แค่วิชาต่อสู้ แต่มันคือวิชาดัดแปลงร่างกาย"
เขามองไปที่เสาหินคู่กาย ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงยกมันขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแรงมาั้แ่เกิด... แต่เป็เพราะจิติญญาของเขา "หนักแน่น" พอที่จะแบกรับมัน
"ในกล่องยังมีจดหมายอีกฉบับ" หงเหลียนหยิบกระดาษเก่ากรอบออกมาจากใต้แผ่นหิน นางพยายามอ่านแต่ก็เกาหัว "ลายมือไก่เขี่ยชะมัด ซูหว่าน อ่านซิ!"
ซูหว่านรับไปอ่าน นางขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะแปลความให้ฟัง "ถึงผู้สืบทอดที่แบกรับศิลาได้... หากเ้าได้อ่านจดหมายนี้ แสดงว่าสำนักบรรพตเมฆาได้หลงทางไปแล้ว พวกเขาลุ่มหลงในกระบี่ที่ฉาบฉวย ละทิ้งรากฐานแห่งความหนักแน่น... จงเก็บวิชานี้ไว้เป็ความลับ จนกว่าเ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะแบกรับชะตากรรมของสำนักได้... ระวัง 'ตระกูลอู๋' พวกมันคือ..."
"ข้อความขาดหายไปตรงนี้" ซูหว่านชี้ไปที่รอยฉีกขาด "กระดาษส่วนท้ายถูกฉีกออกไปนานแล้ว"
"ตระกูลอู๋อีกแล้วเหรอ?" หงเหลียนกำหมัด "พวกมันเป็ตัวร้ายั้แ่รุ่นบรรพชนเลยรึไง!"
หลี่จงกำแผ่นหินเคล็ดวิชาแน่น "ดูเหมือนศัตรูของเราจะหยั่งรากลึกกว่าที่คิด... อู๋เฟิงอาจเป็แค่ยอดูเาน้ำแข็ง"
ทันใดนั้น พื้นห้องใต้ดินเริ่มสั่นะเื ครืนนนนน!
"แย่แล้ว!" ซูหว่านร้อง "กลไกทำลายตัวเองทำงาน! เมื่อมรดกถูกสืบทอด ห้องนี้จะถล่มเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย!"
"หนี!!"
หลี่จงคว้าเสาหินพาดบ่า แขนอีกข้างรวบเอวซูหว่านที่วิ่งช้าที่สุดขึ้นมาแนบกาย "หงเหลียน! เปิดทาง!"
"ได้เลย! หมัดเพลิงทลายคาน!" หงเหลียนะโชกเพดานหินเหนือบันไดทางออก ะเิหินที่ขวางทางให้แตกกระจาย
ทั้งสามวิ่งย้อนกลับขึ้นไปทางบันไดเดิมอย่างทุลักทุเล เศษหินและฝุ่นผงร่วงกราวลงมา ไล่หลังพวกเขามาติดๆ เมื่อพวกเขากระโจนพ้นปากทางลับขึ้นมาสู่ห้องทำงานของซูหว่าน พื้นห้องก็เลื่อนปิดลงดัง ปัง! พร้อมกับเสียงถล่มโครมครามจากเบื้องล่างที่ค่อยๆ เงียบเสียงลง
ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ... เหลือเพียงพวกเขาสามคนที่นอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหอตำรา
"เกือบ... เกือบไปแล้ว" หงเหลียนนอนแผ่หลา "ถ้าตายในรูนั่นคงเป็ผีเฝ้าสมบัติแน่ๆ"
หลี่จงลุกขึ้นนั่ง เขาสำรวจร่างกายตัวเอง ลมปราณในร่างของเขาเปลี่ยนไป... มันไม่ได้ไหลเวียนอย่างรวดเร็วเหมือนสายน้ำอีกแล้ว แต่มันเคลื่อนตัวช้าๆ หนักๆ เหมือนลาวาที่ไหลอยู่ใต้ิั ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการแบกเสาหินหายไปเกือบหมด เขารู้สึกว่าเสาหินเบาลง... ไม่สิ เขาแข็งแกร่งขึ้น
"ซูหว่าน..." หลี่จงเอ่ยเรียก "เื่ห้องลับ และเื่วิชานี้... ห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด"
"ข้าเข้าใจเ้าค่ะ" ซูหว่านพยักหน้า สีหน้าจริงจัง "ถ้าพวกตระกูลอู๋รู้ว่าท่านได้มรดกของบรรพชนไป พวกมันต้องระดมกำลังทั้งตระกูลมาล่าสังหารท่านแน่"
"แล้วเราจะทำยังไงต่อ?" หงเหลียนถาม "จะซ่อนตัวอยู่ในบ้านผีสิงตลอดไปเหรอ?"
หลี่จงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังยอดเขาสูงตระหง่านใจกลางสำนัก ที่ซึ่งเป็ที่ตั้งของลานประลองใหญ่
"อีก 3 เดือน... จะมี 'งานประลองศิษย์สายในประจำปี'" หลี่จงกล่าวเสียงเข้ม "ข้าจะใช้เวลา 3 เดือนนี้ ฝึกฝน 'คัมภีร์ปฐีแบก์' ให้สำเร็จขั้นแรก... และในงานประลองนั้น ข้าจะประกาศศักดาให้พวกมันรู้ว่า... ความหนักแน่นที่แท้จริง เป็อย่างไร"
"เยี่ยม!" หงเหลียนลุกขึ้นมาชูหมัด "ข้าก็จะลงแข่งด้วย! จะอัดเ้าจางเหว่ยให้ฟันร่วงหมดปาก!"
ซูหว่านยิ้มบางๆ หยิบพัดวายุหวนขึ้นมาโบกเบาๆ "ส่วนข้า... จะช่วยวางแผนการฝึกและปรุงยาให้พวกท่านเอง 3 เดือนนี้ ยอดเขาตระการฟ้าจะไม่เงียบเหงาแน่นอนเ้าค่ะ"
บทสรุปของการผจญภัยแรกจบลงแล้ว แต่เส้นทางแห่งการฝึกตนเพิ่งจะเริ่มต้น... ชายหนุ่มผู้แบกเสาหิน กำลังก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางที่หนักอึ้งและยิ่งใหญ่กว่าใครจะคาดคิด