“อาจเป็เพียงนางในห้องเครื่องที่้า ส่งสัญญาณบางอย่าง”
เป่ยกงกงตั้งข้อสังเกต
“นั่นสินะนางคงแค่อยากจะบอกว่านางแกะสลักได้งดงาม แต่สำหรับข้าแล้ว หากใครสักคนสามารถใส่สิ่งแปลกปลอมลงไปในถาดเครื่องเสวยโดยที่คนอื่นไม่รู้นั่นนับว่านางมีความสามารถหลบหลีกสายตาคนอื่นได้ดี แต่บางทีอาจเป็เพราะคนในห้องเครื่องหรือคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเื่นี้ บกพร่องกงกงท่านว่าหากเป็ข้อหลังข้าก็ควรจะสั่งลงทัณฑ์คนที่ทำอะไรแบบนี้หรือว่าลงทัณฑ์คนที่ ไม่ตรวจตราให้ดีกันแน่”
เป่ยกงกงประสานมือ
“กระหม่อมส่งคนสืบเื่นี้หากมีการละเลยเื่ความปลอดภัยในเครื่องเสวยจริงจะต้องลงทัณฑ์ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะกระหม่อมเคยกำชับเื่นี้แล้วว่าฝ่าาทรงเป็กังวลเื่ยาพิษในเครื่องเสวยที่สุด”
หนิงหลงยังคงไม่พูดว่าอย่างไร
“บางทีเื่นี้ ไม่แน่ว่าจะลงทัณฑ์พวกเขาได้เพราะหากแค่นางในคนหนึ่งที่อยากจะอวดฝีมือแกะสลักของตัวเองข้าก็ไม่ควรกดดันพวกเขา”
เป่ยกงกงพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ
“ฝ่าาที่กลับมาจากด่านชายแดนในครั้งนี้ทำให้กระหม่อมเห็นว่าฝ่าาเติบโตขึ้นมากทีเดียว ไท่ซางหวงที่พูดก่อนตว่าให้กระหม่อมคอยยืนเคียงข้างฝ่าาไม่ว่าจะเป็หรือตายมาบัดนี้จึงรู้ว่าเป่ยกงกงแก่เกินกว่าจะยืนเคียงข้างแล้ว เพราะบางเื่เป็ฝ่าาที่ตัดสินใจได้แยบยล”
“กลับตำหนักกันเถิด”
เป่ยกงกงยิ้ม แม้จะอยากจะถามว่าแล้วไม่แวะไปที่ตำหนักจันทราแล้วไหนบอกว่าจะมอบของกำนัลให้เฟยฟางด้วยมือของพระองค์เองบัดนี้เลิกล้มความตั้งใจแล้วหรือ เช่นไรจึงจะไม่เข้าใจพระทัยฝ่าาหรวนหนิงหลงเข้มงวดเื่ยาพิษในเครื่องเสวยเป็อย่างมาก แต่ครั้งนี้ก็แปลกไม่น้อยที่ฝ่าาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งไหนที่เป็ไปในแนวทางที่ดี เป่ยกงกงจึงสนับสนุน คลี่เสื้อคลุมห่มคลุมหลังไหล่ให้หนิงหลงเพราะอากาศเริ่มเย็นแล้วหยาดน้ำค้างเกาะพราวสะท้อนแสงจันทร์ในคืนเพ็ญ
เรือนพักของนางในห้องเครื่อง
“พี่เข่อชิงท่าน ท่านคือสุดยอดจริงๆ อีกกี่พันปีข้าจึงจะทำได้เท่ากับท่าน”
“เหอะ หนาวก็หนาวตอนแรกยังอากาศอุ่นๆ มาวันนี้หนาวจนปากสั่น จะให้กินแตงโมไม่ต้องตื่นมาฉี่ทั้งคืนหรือ”
ศรีไพรพูดไปเสียอีกทาง
อี้เอ่อร์เดินวนรอบรูปสลักหงส์เหินจากแตงโมด้วยสายตาชื่นชมอย่างที่สุดส่วนแครอทที่อี้เอ่อร์แกะนั้นยังเป็แค่ก้อนกลมๆ
“เอาน่าใจเย็นๆ”
ศรีไพรปลอบใจอี้เอ่อร์ที่ยกมือขึ้นลูบไปที่ผิวแตงโมสีแดงเขียวสลับขาวเป็ลวดลายปีกหงส์
“ท่านดูข้าข้าสิอีกกี่พันปีจึงจะออกมาแบบนี้”
“หือ ข้าเมื่อก่อนก็พูดแบบนี้ แต่ตอนสมัยที่ข้าเรียนเราทุกคนจะต้องเรียนแกะสลักอาหารเป็วิชาพื้นฐานตอนนั้นก็แค่แกะนก กระต่าย หรือดอกไม้ แต่นี่มันเทคนิคชั้นสูงไม่สิ ต้องอาศัยความอดทน ใจเย็นและมุ่งมั่น และความช่างสังเกตว่าสัตว์เหล่านี้จะต้องมีท่าทางแบบไหนพอแกะออกมาจึงจะอ่อนช้อย เ้ามั่นฝึกฝนอีกไม่นานก็จะทำได้อาจจะทำได้ดีกว่าข้าด้วยซ้ำไป นี่เห็นไหมหงส์ของข้าปีกเบี้ยว”
นอกจากให้กำลังใจแล้วยังรู้จักสร้างแรงฮึด
อี้เอ่อร์ยิ้ม
“อือข้าลืมบอกพี่ไป พรุ่งนี้เช้าป้าตื้อบอกว่าฝ่าาไม่ได้สั่งเครื่องเสวยชนิดใดเป็พิเศษ หากพี่อยากจะพักก็ตื่นสายหน่อยก็ได้หรือจะออกไปช่วยดูแลเื่การปรุงเครื่องเสวยที่ห้องเครื่องก็ได้เพราะลุงซุนพรุ่งนี้จะลงมือปรุงด้วยตัวเอง เพราะเข้าใจว่าฝ่าาเสวยได้บ้างแล้วอาจจะอยากกินอาการแบบเดิมๆ บ้าง”
ศรีไพรพยักหน้าขึ้นลงเปิดปากหาว
“ง่วงจริงๆ ข้าไปนอนก่อนแล้ว ส่วนนี่ข้ายกให้เ้าเอาไปกินซะ”อี้เอ่อร์รับเอาทำตาโต
“พี่เข่อชิง มันสวยเพียงนี้ใครจะกล้ากินกันเล่า”
“อือเช่นนั้นก็วางไว้ตรงนั้นแหละอากาศเย็นไม่เสียง่ายๆ หรอกไว้ข้าอยากกินจะมากินมันด้วยมือของข้าเอง”
อี้เอ่อร์ส่ายหน้าไปมา
“เห้อ ฝ่าาบอกแครอทโง่ๆ หากมาเห็นอะไรแบบนี้ยังจะเรียกแตงโมโง่ๆ อีกไหม”
หยิบก้อนแครอทที่เริ่มจะแกะ ของตัวเองขึ้นมาดูดวงตาเปล่งประกาย มีแรงจุงใจขึ้นมาในทันที
“อันนี้แครอทโง่ๆ ของจริงคอยดูสักวันข้าจะทำให้ได้เหมือนพี่เข่อชิง”
ยิ้มแก้มพอง ยกมือขึ้นลูบหงส์เหินอย่างชื่นชมที่สุด
ดึกสงัดแล้วศรีไพรยังนอนไม่หลับเสียงอี้เอ่อร์ที่แท่นนอนถัดไปไมไกลนักนอนหายใจสม่ำเสมอแสดงว่าหลับสนิท ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมมาคลุมไหล่กอดอกแน่นด้วยความหนาว
คิดมากเื่ที่ต้องมาที่นี่ ไม่เข้าใจว่าสิ่งมหัศจรรย์ทำไมเกิดขึ้นกับศรีไพรคนอื่นจะเคยเจอเื่แบบนี้ไหม
ก้าวเดินไปยังห้องเครื่องที่บัดนี้มีทหารยามยืนอยู่ซ้ายขวา ไฟในห้องเครื่องปิดสนิทแล้ว เดินอ้อมไปด้านหลังแทรกตัวเข้าไปในห้องเครื่องที่ไม่ได้มืดมิดอย่างที่คิดไว้ เตาไฟยังมีควันไฟบางเตายังลุกโชติ่บางเตาก็มีถ่านสีแดง
“มาจากทางไหนก็ต้องกลับไปทางนั้น ว่าแต่มาได้อย่างไรก่อน”
เดินไปยังมุมห้องเครื่องที่ในตอนนั้นจำได้ว่าตัวเองนอนอยู่ข้างกองมันฝรั่ง และหัวขิงกองใหญ่ อยู่ๆ บริเวณนั้นก็ปรากฏแสงสว่างวาบ สีฟ้าขาวเหลือง แดง ม่วง น้ำเงิน ส้ม ชมพูแสงสว่างวาบสลับกันไปมา
ศรีไพรรีบวิ่งไปที่นั่นในทันทีแบบที่ไม่ต้องคิดอะไร ใช่แล้วบางทีนี่อาจจะพาศรีไพรกลับไปโลกปัจจุบันได้ ทหารเดินยามตีเหล็กแผ่นบอกว่ากำลังจะผ่านยามจื่อ (23.00-24.59น.) ไปแล้วเข้าสู่ยามโฉว่ (01.00-02.59น.) ศรีไพรก้าวเข้าไปยืนที่ตรงกลางแสงนั่นก็รู้สึกเหมือนเวลาหยุดลงในทันทีแสงสว่างนั่น หมุนวนรอบๆ ตัว แล้วก็จางหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
“ทำไม ทำไมไม่พาฉันกลับไปเล่า ทำไมนี่มันอะไรกันในเมื่อมาได้แล้วทำไมกลับไม่ได้”
อยู่ๆ น้ำตาก็ไหลรู้สึกเศร้าอย่างที่สุดใจหายอย่างที่สุด ดวงจันทร์ในคือวันเพ็ญเคลื่อนตัวออกจาเงามืดของเมฆ ศรีไพรตัวชาวาบ อะไรบางอย่างตีกันในหัว เกี่ยวอะไรกับดวงจันทร์ ต้องเกี่ยวกับดวงจันทร์แน่ วิ่งออกไปด้านนอก
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว”
ทหารยามทำสีหน้างุนงงงัวเงียด้วยเพิ่งจะแอบงีบ เงยหน้ามองดวงจันทร์
“ยามโฉว่กำลังยามโฉว่ข้าได้ยินเขาตีบอกเวลา แม่นาง ท่านมาทำอะไรเวลานี้”
ศรีไพรยิ้มแหย๋ๆ เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่รู้เื่เวลาของจีนแม้แต่น้อยว่าแต่ยามโฉว่นี่มันเวลาเท่าไหร่กัน
“เอ่อ ข้ามาดูว่าเตาฟืนมอดดับไปหรือยังกลัวว่าไฟจะไหม้”
ทหารยามพยักหน้าเชิงเข้าใจ ศรีไพรถอนหายใจเดินกลับห้องพัก อยากจะปลุกอี้เอ่อร์มาถามให้รู้เื่กันไปเลยว่ายามโฉว่นี่มันกี่โมงกันแน่ แต่เมื่อได้ยินเสียงกรนของอี้เอ่อร์ศรีไพรก็เลยเอนกายลงนอนยังมีเวลาอีกมาก จะต้องหาคำตอบให้ได้ มาได้ก็ต้องไปได้สิ แล้วแสงนั่นก็อยู่ตรงนั้น อาจเกิดขึ้นทุกวันก็ได้ อย่างน้อยก็มีโอกาสแม้จะน้อยนิดก็ตาม ผล็อยหลับไป
“พรุ่งนี้ฉันจะตามล่าหาแสงให้จงได้”ปฏิญาณกับตัวเอง
เช้าวันใหม่ท้องฟ้ายังมืดมิดเสียงไก่แจ้ขันแว่วหวานมาแต่ไกล ศรีไพรลุกขึ้นในทันทีมองรอบๆ ตัวยังอยู่ที่นี่ ที่เมืองจีน ที่วังหลวงที่ห้องเครื่อง แห่งนี้
“ตื่นแล้วหรือพี่เข่อชิง ลุงซุนทำข้าวต้มเป็เครื่องเสวยเช้าของฝ่าา พี่จะไปที่ห้องเครื่องไหม”
ศรีไพรพยักหน้า
“ข้าวต้มเป็ลุงซุนที่ปรุงพี่ไม่ต้องรีบก็ได้”
ลุกไปล้างหน้า อี้เอ่อร์ส่งแปรงฟันที่ทำจากขนสัตว์ และกิ่งอะไรสักอย่างที่ศรีไพรยกขึ้นมาดมได้กลิ่นหอมเหมือนสมุนไพร แต่หอมกว่ามากๆ
“ต้องทำอย่างไร”
หันไปถามอี้เอ่อร์ที่กำลังสารวันกับการเก็บแท่นนอนให้กับศรีไพร
“นั่นเกลือ พี่ก็จุ่มแปรงนั่นลงในเกลือถูไปถูมาแล้วก็บ้วนทิ้ง หยิบกิ่งชะเอมสดมาเคี้ยว เอ้พี่ถามแปลกๆ ราวกับไม่เคยทำมาก่อน”
“ลืม”
“พี่นี่ช่างมีอารมณ์ขัน เห็นชัดๆ ว่าฟันพี่ขาวสวยจะต้องเคยทำแน่จะลืมได้อย่างไร”ศรีไพรจับแปลงทำจากขนสัตว์จุ่มเกลือถูที่ปากรสเค็มทำให้รู้สึกแปลกๆ บ้วนน้ำลายทิ้งหยิงชะเอมมาเคี้ยวกลิ่นหอมขึ้นจมูก แต่มีรสหวานใช้ได้”
“ป้าตื้อกำลังวุ่นว่าจะทำของหวานชนิดไหนถวายยามเช้า แต่ป้าก็พูดว่ายามเช้ากินของหวานก็จะง่วงยามสาย เลยยังไม่ได้ตัดสินใจแต่ให้ข้าปอกแตงโมเพื่อให้เป็ของหวานยามเช้าฝ่าาทรงโปรดปราน แตงโมมากเลยทีเดียว ข้ากำลังจะไปปอกแตงแต่แวะมาดูพี่ก่อน”
อี้เอ่อร์เล่าเื่ให้ห้องเครื่องเช้านี้ให้ฟัง ศรีไพรเลิกคิ้วสูง
“แตงโมอีกลูกยังอยู่ที่นี่เ้าบอกป้าตื้อ ว่าข้าจะปอกแตงโมอยู่ที่นี่พอเสร็จแล้วจึงจะยกไปให้เฟยฟางเพื่อนำไปถวายฝ่าา”
อี้เอ่อร์เป็ฝ่ายพยักหน้าบ้าง
“เ้าไปหยิบถาดกระเบื้องเคลือบมาต้องเอาที่มีฝาปิดด้วยนะ”
“ได้เลยพี่ พอพี่เป็แบบนี้ข้าสบายขึ้นเยอะเลย”
อี้เอ่อร์ยิ้มรีบก้าวออกจากห้องพักไป
"ศรีไพรหยิบแตงโมมาพิศดูคร่าวๆ แตงโมลูกนี้ใหญ่กว่าลูกเมื่อคืนมากทีเดียว จับพลิกคว่ำพลิกหงายสุดท้ายก็วางแตงโมลงในแนวนอนแล้วหมุนมันจนหมุนติ้วบนพื้นโต๊ะ
ห้องเสวยของหนิงหลง
เป่ยกงกงเหลือบตามองถ้วยข้าวต้มที่พร่องไปเพียงนิด
“ฝ่าา วันนี้เสวยได้น้อย ทั้งที่อากาศหนาว การเสวยเข้าต้มก็เป็เื่ที่ควร หรือว่ารสไม่ถูกปาก”
หนิงหลงผลักถ้วยข้าวต้มไปข้างหน้า
“รับของหวานไหมพ่ะย่ะค่ะเสวยได้น้อยควรจะรับของหวาน”
“อืม มีแตงโมมิใช่หรือ”
จำได้ที่อี้เอ่อร์ทำมันกลิ้งบนพื้น
“แม่นางรบกวนเ้าสั่งให้ห้องเครื่องปอกแตงโมมาถวาย”
หันไปพูดกับเฟยฟาง
ที่ยืนยิ้มรออยู่แล้ว
“เอ่อ เรียนกงกง ห้องเครื่องของเราเตรียมยกแตงโมมาอยู่แล้ว เพราะของหวานหากเสวยตอนนี้จะทำให้ง่วง จึงต้องเป็ผลไม้ฝ่าาจะได้รู้สึกสดชื่น”
“อืมมมดีเลย เ้าเฟยฟางมาใกล้ๆ ข้ามีเื่จะถาม”
เฟยฟางเดินเข้ามาย่อกายงดงาม
“เฟยฟาง”
“เมื่อวานข้าได้ยินว่าชาวสวนนำวัตถุดิบจำพวกผักและผลไม้เข้ามา เ้าอยากได้ อะไรเพิ่มไหม”
เฟยฟางยิ้มรู้สึกดีใจที่หนิงหลงใส่ใจเพราะคิอว่าเฟยฟางเป็คนปรุงเครื่องเสวย
“ไม่เพคะ ไม่้าสิ่งใดเพิ่ม”
“อืมมไม่้าเลยหรืออย่างเช่นแครอท ที่ได้ยินว่าสำคัญนัก”
เฟยฟางขมวดคิ้ว
“ไม่เพคะ แครอทก็แค่ผักที่ใช้ทำให้สีสันของอาหารงดงามขึ้นก็เท่านั้นส่วนมากแล้วก็จะไม่มีประโยชน์ด้านอื่น”
“อืมมม หากเ้าพูดเช่นนี้เข้าก็พอจะเข้าใจแล้ว แต่เมื่อวานข้าก็เห็นว่ามีแครอทเป็ผักเคียงในน้ำพริก และก็เข้ากันได้ดีกับน้ำพริก”
เป่ยกงกงถอนหายใจ เฟยฟางไม่ได้ไปต่อในเมื่อคำตอบของนางกระจ่างชัดเพียงนั้น
“หากฝ่าาโปรดปรานแครอท ต่อไปในทุกวันจะมีแครอทเพคะ”หนิงหลงยิ้มบางๆ
“ข้าแค่อยากจะลองส่งแครอทให้กับหยินกุ้ยเฟยได้ลองชิมแต่ไม่รู้จะหั่นแบบไหนให้สวยงามให้ตรงกับความรู้สึกของข้าที่มีต่อนาง เ้าพอจะมีวิธีไหม”
เฟยฟางยิ้มหวานหยด เป่ยกงกงถอนหายใจยาวรอไว้ก่อนแล้ว
“หากเป็สิ่งที่ฝ่าาประทานเฟยฟางคิดว่าอย่างไรเสียพระนางหยินกุ้ยเฟยจะต้องดีพระทัยอยู่แล้วไม่จำเป็ต้องใส่ใจในการหั่น”
หนิงหลงยิ้มบางๆ หันไปสบตาเป่ยกงกง
เป่ยกงกงส่ายหน้าไปมา
นางในห้องเครื่องอีกคนยกแตงโมในถาดกระเบื้องเคลือบที่มีฝาปิดเข้ามา
ส่งต่อให้เฟยฟางที่รับไปวางลงตรงหน้าหนิงหลง
“เ้าไปพักเถิดหมดหน้าที่แล้ว”
เฟยฟางย่อกายลงงดงามก่อนจะก้าวออกจากห้องเสวยไป
“เสวยเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”เป่ยกงกงเอื้อมมือจตั้งใจจะเปิดฝาถาดกระเบื้องเคลือบออก
“พระพันปีเสด็จจจจจจจจจ”
หนิงหลงรีบออกไปรับมารดาที่เดินมาด้วยนางกำนัลช่วยพยุงสองคนซ้ายขวา ด้วยธรรมเนียมเพราะไทเฮายังทรงพระพลานามัยแข็งแรงยิ่งนัก
“หืมมมยังเสวยไม่เสร็จอีกหรือ”หนิงหลงยิ้ม
“หนิงหลงถวายพระพรเสด็จแม่ทรงพระเจริญหมื่นปี เสด็จแม่งดงามที่สุดพ่ะย่ะค่ะวันนี้”
“ฮืมมมปากหวานเสียจริงหลงเอ่อร์ พอเสวยได้ก็ดีแบบนี้ทำให้อารมณ์ไม่ขุ่นมัวเหมือนในวันก่อน”
หนิงหลงสวมกอดเอวหนา
“เสด็จแม่งดงามที่สุด”
“วันนี้หน้าตาแจ่มใสอารมณ์ได้ข่าวว่าเสวยได้มาก และเครื่องเสวยที่ส่งไปให้แม่เมื่อวานเอร็ดอร่อยจน คิดว่าเ้าจะต้องเปลี่ยนคนในห้องเครื่องใหม่ทั้งหมดใช่ไหม เ้าคงไม่ได้ปะาพวกคนเก่าไปใช่ไหม”
พูดทีเล่นทีจริง
“เสด็จแม่ก็ ไม่พ่ะย่ะค่ะลูกพบคนปรุงเครื่องเสวยถูกปากก็เท่านั้น เสด็จแม่มาพอดีห้องเครื่องยกแตงโมมาลูกกำลังจะกินพอดี”
ดึงมือไทเฮาให้นั่งลงบนเก้าอี้
“เป่ยกงกง กินเสียด้วยกัน”
ไทเฮาหันไปพูดกับเป่ยกงกงที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ
“พ่ะย่ะค่ะ”
เป่ยกงกงเดิน มาเปิดฝาปิดถาดแตงโมออก
ไทเฮาอ้าปากค้าง เป่ยกงกงทำตาโต หนิงหลงขมวดคิ้วกับสิ่งที่เห็น
แตงโมทั้งลูก ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตเป็รูปั เลื้อยพันอยู่บนก้อนเมฆสีขาวจากเปลือกในแตงโม สีแดงสลับเขียวเป็ลำตัวของั ส่วนหนวดและเขาเป็เปลือกแตงโมที่แกะแยกส่วนนำมาเสียบไว้
“หนิงหลงฮ่องเต้ลูกแน่ใจหรือว่านี่มันกินเข้าไปได้ แล้ว.. เราทั้งหมดจะกล้ากลืนกินมันเข้าไป”
เป่ยกงกงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น