บทที่ 37
เป่ยโจว
เหยียนฉางหลงก้าวเท้าลงจากบันไดขั้นสูงอย่างมั่นคงท่าทีไม่เร่งรีบ หากแต่สง่างามและหนักแน่น ยามนี้บรรยากาศโดยรอบสงบเงียบราวกับทุกเสียงถูกกลืนหายไปในระหว่างก้าวเดินของเขา
เหยียนไป๋เฉินก้าวเดินเคียงข้างบิดาอย่างสงบสีหน้าเรียบนิ่งเฉกเช่นเคย ส่วนเจี้ยนหงเดินตามอยู่เบื้องหลังในระยะไม่ห่างนักเงียบขรึมแต่เปี่ยมด้วยพลัง
พวกเขาเดินไปตามทางหินอัคคีปูด้วยศิลาเพลิงที่ยังคงแผ่ความร้อนจาง ๆ แม้จะเป็นเพียงยามสายของวันแต่ทั่วทั้งจวนยังคงคล้ายถูกคลุมด้วยกลิ่นอายปราณเพลิงที่เงียบงัน
เหยียนฉางหลงเอ่ยขึ้นในที่สุดเสียงทุ้มต่ำของเขาทะลุผ่านความเงียบงันโดยรอบอย่างราบเรียบ
“เป็นอย่างไรบ้าง...ประสบการณ์ที่ไปทางเหนือในครั้งนี้?”
เหยียนไป๋เฉินเหลือบตามองบิดาเพียงครู่ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ช่วงแรกย่อมลำบากอยู่บ้างต้องปรับตัวทั้งต่อสภาพอากาศและการใช้ชีวิต แต่ไม่นานก็เข้าที่”
เขาเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม “หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น”
เหยียนฉางหลงพยักหน้าเบา ๆดวงตาคู่นิ่งของเขาเบนมองไปยังต้นไม้ไผ่ดำที่เรียงรายข้างทาง ก่อนจะเอ่ยคำถามถัดมา
“พวกชนเผ่าทางเหนือ...เปลี่ยนแปลงไปมากหรือไม่?”
“มาก” เหยียนไป๋เฉินตอบ
เขาก้าวเดินต่อไปท่าทีมั่นคงไม่ต่างจากบิดา
“พวกมันเริ่มเรียนรู้และปรับตัวใช้ยุทโธปกรณ์ในการศึกมากขึ้น ทั้งอาวุธ ชุดเกราะรวมถึงกลยุทธ์การรบที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก”
“ไม่ใช่แค่พวกป่าเถื่อนที่โถมมาเป็นคลื่นเหมือนในอดีตอีกแล้ว”
เหยียนฉางหลงนิ่งฟังริมฝีปากขยับขึ้นเล็กน้อยเหมือนครุ่นคิด ก่อนเอ่ยตอบ
“เป่ยโจว...คือเขตการปกครองของข้า”
เขากล่าวอย่างสงบแต่ถ้อยคำทุกถ้อยล้วนหนักแน่น
“ที่แห่งนั้น แม้เป็นเพียงดินแดนที่ขาดแคลนและกันดารที่สุดในราชวงศ์เหยียนแต่ก็เป็นด่านหน้าสำคัญที่รับมือกับพวกชนเผ่าป่าเถื่อน”
ดวงตาเหยียนฉางหลงหรี่ลงเล็กน้อยขณะเอ่ยต่อด้วยเสียงเรียบเยือก
“ขุนนางในราชสำนักหลายคนไม่เคยเต็มใจให้ข้ามีเขตปกครองของตัวเอง ทั้งยังตั้งมั่นในเมืองหลวง”
“แต่พวกมันก็ไม่มีปากเสียงใดเพราะเป่ยโจวคือปราการทางเหนือที่ขาดข้าไม่ได้”
เหยียนไป๋เฉินนิ่งฟังโดยไม่แทรกแซงขณะที่เหยียนฉางหลงยังคงกล่าวต่อ
“เป่ยโจว ไม่ใช่เพียงเขตปกครองธรรมดา มันคือสนามรบจริง”
“ถ้าข้าไม่อยู่ที่นี่ คุมกองทัพในเมืองหลวงให้มั่นพวกมันคงคิดการณ์ใหญ่ไปนานแล้ว”
“และถ้าข้าไม่คุมเป่ยโจวไว้เองใต้หล้าคงไม่เงียบสงบเช่นทุกวันนี้”
เหยียนไป๋เฉินพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงเห็นด้วยดวงตาของเขายังคงสงบนิ่ง
เขารู้ดีว่าเหตุใดบิดาจึงยังคงกุมอำนาจการทหารและปักหลักอยู่ในเมืองหลวงแม้จะมีเขตการปกครองอยู่ที่เป่ยโจวก็ตาม
ชนเผ่าป่าเถื่อนทางเหนือเหล่านั้น...ไม่ใช่ศัตรูที่ง่ายจะรับมือ
ทุกครั้งที่พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวโหมอาละวาดลงใต้จนเกิดศึกใหญ่ก็เป็นเหยียนหลงอ๋องและกองทัพของเขาที่ต้องออกศึกปราบปราม
ครั้งล่าสุดเมื่อห้าปีก่อน...เป็นเหยียนไป๋เฉินที่รับหน้าที่แทนบิดา
ตอนนั้น เหยียนเจิ้งหลงเพิ่งตกตาย ทิ้งตำแหน่งซื่อจื่อว่างเปล่า
เขาจึงขึ้นรับตำแหน่งแทนพี่ชายและเดินทางขึ้นเหนือทำศึกแทนเหยียนฉางหลง
ศึกนั้น...เขาผ่านมันมาได้และทำให้ชายแดนสงบมาจนถึงวันนี้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาสามารถกลับสู่เมืองหลวงในเวลานี้
“ครั้งหน้า...” เหยียนฉางหลงกล่าวขึ้นในที่สุดดวงตาคมลึกจ้องมองเบื้องหน้าอย่างนิ่งสงบ
“เจ้าก็น่าจะเป็นผู้นำกองทัพมังกรเพลิงด้วยตนเองต่อไปข้าวางใจได้แล้ว”
เหยียนไป๋เฉินชะงักฝีเท้าเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนพยักหน้ารับคำอย่างเงียบงัน
เดิมที...ในครั้งที่บุตรชายยังมิได้เติบโตพอจะรับผิดชอบกองทัพหรือบัญชาการศึกคนที่รับหน้าที่นำทัพปราบปรามชนเผ่าป่าเถื่อนทางเหนือด้วยตนเองก็หาใช่ใครอื่นหากแต่เป็นเหยียนหลงอ๋องผู้ยืนหยัดในสนามรบด้วยตัวเองมาโดยตลอดทว่าบัดนี้...หน้าที่นั้นได้ถูกส่งต่อมาให้เหยียนไป๋เฉินในฐานะซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋องผู้เป็นพ่อ
เสียงฝีเท้าสามคนกระทบพื้นศิลาเงียบๆ ขณะที่พวกเขาก้าวเดินไปตามทางเดินกว้าง ท่ามกลางความเงียบที่ชวนอึดอัดเหยียนไป๋เฉินเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุ้มนิ่ง
“ในตอนนี้...ภายในเมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
เหยียนฉางหลงปรายสายตามองบุตรชายด้านข้างเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันกลับไปมองเบื้องหน้า ดวงตาเรียวยาวลึกซึ้งคู่นั้นยังคงนิ่งสงบแต่เย็นเยียบขึ้นทันที
“ข้าได้ยินข่าวมาแล้ว...”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้สูงต่ำผิดปกติแต่กลับหนักแน่นชัดเจน “ว่ามีคน...เริ่มมุ่งเป้าไปที่บุตรสาวของเจ้า”
เหยียนไป๋เฉินนิ่งเงียบในขณะที่บิดากล่าวต่อสายตายังคงทอดไปข้างหน้าโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“เจ้าคิดจะตามหาคนพวกนั้นหรือ?” เหยียนฉางหลงถามโดยไม่หันหน้าน้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะจับต้อง
“อย่าหวัง...”
เขากล่าวต่อในทันที
“เจ้าคนพวกนั้นไม่มีทางเปิดหน้าออกมาแน่นอน”
เสียงก้าวเดินยังคงสม่ำเสมอแต่บรรยากาศรอบข้างกลับกดดันมากขึ้นทุกขณะ
“ข้าพูดจากประสบการณ์...ในเมืองหลวงแห่งนี้พวกขุนนางแต่ละฝ่ายล้วนลงมือราวกับงูที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด”
“พวกมันไม่เคยเผยตัว ไม่เคยเดินบนเส้นทางสว่างแม้แต่คนที่เป็นมือกระทำการเอง...บางครั้งยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าใครอยู่เบื้องหลังที่แท้จริง”
เขาหยุดเดินชั่วครู่พลางหันหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบทอดลงจ้องบุตรชายตรง ๆ
“เพราะแบบนั้น...อย่าคาดหวังว่าจะหาความจริงจากเงามืดพวกนั้นได้ง่ายๆ”
“สิ่งเดียวที่ทำได้ คือระวังตัวให้มากกว่าเดิม”
ถ้อยคำนั้นกล่าวด้วยเสียงเรียบสงบหากแต่หนักแน่นจนยากจะหักล้าง
เหยียนไป๋เฉินพยักหน้าเบา ๆรับฟังโดยไม่กล่าวโต้ตอบ ดวงตาเรียบเฉย แต่มองลึกแล้วเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างที่ยังไม่เอื้อนเอ่ยออกมา
เหยียนฉางหลงหันหน้ากลับเดินต่อไปอีกสองสามก้าว ก่อนกล่าวเสียงนิ่ง
“เอาละ...เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”
“อีกไม่นาน...ฝ่าบาทคงเรียกข้าเข้าเฝ้า”
คำพูดสุดท้ายนั้นเป็นเชิงสั่งปิดบทสนทนาอย่างเด็ดขาด เขาไม่ได้เอ่ยคำใดต่ออีก แต่ก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง
เจี้ยนหงที่เงียบมาตลอดพลันหยุดเท้าอยู่ข้างเหยียนไป๋เฉินชั่วครู่ เขายกมือขึ้นช้า ๆ แตะเบา ๆที่ไหล่ของซื่อจื่อหนุ่มประหนึ่งให้สติหรือย้ำเตือนบางสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด
ดวงตาเก่าแก่ที่ขุ่นมัวเงียบสงบเผยแววมั่นคงและเคารพต่อชายหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อยก่อนพยักหน้าให้หนึ่งครั้งแล้วจึงก้าวตามเหยียนฉางหลงไป
เหยียนไป๋เฉินยืนอยู่กับที่ชั่วขณะเงยหน้ามองฟากฟ้าที่ทอดยาวเหนือหลังคาตำหนักก่อนจะพยักหน้าตอบรับชายชราอย่างเงียบงัน