ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงรถไซเรนรถตำรวจดังว่อนมาแต่ไกลก่อนที่รถสามสี่คันจะแล่นมาจอดตรงหน้าบ้านของแอดเลอร์สารวัตรแฟรงค์เดินนำหน้าลูกทีมเข้ามาในตัวบ้านสมทบกับเจสันที่ยังคงยืนสำรวจบริเวณโดยรอบห้องที่เกิดเหตุ
“นายมาช้า”
“นี่ฉันก็พยายามรีบมาที่นี่สุดๆแล้วนะหลังจากที่ได้รับสายจากนาย”
“เอาเถอะยังไงซะเราก็คว้าน้ำเหลวอีกรอบ ตอนที่ฉันมาถึงคนร้ายได้หนีออกไปสักครู่ใหญ่แล้ว”เจสันพูดเสียงเอื่อย
แฟรงค์มองสภาพศพที่นอนหงายหน้าขึ้นเพดานหลังจากทำการตรวจสอบสภาพศพสันนิษฐานได้ว่าเขาเสียชีวิตก่อนที่เจสันจะมาถึงประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน
“ฉันไม่นึกเลยว่าขนาดมีตำรวจคอยคุ้มกันอยู่ด้วยมันจะยังกล้าฆ่าคนถึงในบ้านแบบนี้”
“ฉันว่านายกำลังเข้าใจผิดกันใหญ่”
“นายหมายความว่ายังไง?”
แฟรงค์ทำสีหน้าสงสัยเจสันเดินไปทางริมหน้าต่างก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าผ้าม่านเปิดออกจนเห็นทิวทัศน์มืดมิดด้านนอก
“ั้แ่ก่อนที่ฉันจะเข้ามาในบ้านรวมถึงตอนที่ฉันมาถึงที่เกิดเหตุฉันก็คอยสอดส่องด้านนอกตลอดเวลาแต่ไม่มีวี่แววคนของนายที่ทำหน้าที่ติดตามผู้ตายอยู่เลยสักคนเดียว”
“เป็ไปได้ยังไงกัน!”แฟรงค์พูดเสียงดังลั่น
“ฉันเองก็พูดอะไรไม่ได้หรอกนะยังไงซะเื่นั้นมันเป็หน้าที่ของนายว่าจะจัดการคนของนายยังไงแต่พับเก็บเื่นั้นเอาไว้ก่อนแล้วมาทำหน้าที่ตรงนี้กันเถอะ”
“อะ..อื้ม”
ทั้งสองเริ่มทำการสำรวจสภาพที่เกิดเหตุอย่างถี่ถ้วนเพื่อหาหลักฐานที่ผู้ก่อเหตุและผู้ตายอาจจะทิ้งเอาไว้อยู่ครึ่งชั่วโมงก่อนจะเดินลงมาตรวจค้นตรงชั้นแรกอย่างละเอียดศพของผู้เคราะห์ร้ายถูกเคลื่อนย้ายออกไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงทั้งสองกับเ้าหน้าที่ตำรวจอีกสามคน
“ดูเหมือนคนร้ายจะแอบเข้ามาทางด้านหลังบ้านดูสิ ตรงลูกบิดมีรอยงัดแงะจากด้านนอกมันคงแอบเข้ามาทางนี้โดยที่คนตายไม่รู้ตัว”เจสันพูด
“อืม ดูเหมือนว่ามันจะเตรียมที่ทางหลังก่อเหตุไว้เรียบร้อยแล้วหลังจากฆ่าผู้ตายเสร็จมันก็เดินออกไปทางประตูหลังบ้านพวกเราพบรอยเท้าของเ้านั่นตรงสนามหญ้าด้านหลังอีกด้วย มันปีนรั้วหลังบ้านตรงนั้นไปกลับทั้งๆที่มันค่อนข้างสูงอยู่เอาเื่แปลว่าเ้าหมอนี่จะต้องแคล่วคล่องว่องไวเสียถนัด”
“ก็เป็ไปตามที่นายบอกแต่ตอนนี้ฉันกำลังสงสัยในหลักฐานชิ้นใหม่อยู่ดูตรงนี้สิ ร้อยเท้าของเ้านั่นมันมีความลึกเท่ากันทั้งสองข้างต่างจากครั้งก่อนที่มันมีความหนาลึกต่างกันจนฉันเข้าใจว่ามันกำลังกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง”
“เื่นั้นฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน”
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบเสียทุกครั้งเราได้แต่เดินตามหลังมันไปในความมืดโดยไม่รู้ว่ามันคิดกะการจะทำอะไรต่อไปจากนี้นี่เป็คดีใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉันเลย”
“ขนาดนายที่ไขคดีมาหลายร้อยครั้งยังพูดขนาดนี้พวกเราเองก็คงมีสภาพไม่ต่างจากนายเป็แน่”
ทั้งสองนั่งกุมหัวพยายามใช้ความคิดอย่างสุดชีวิตมีเพียงความเงียบปกคลุมโดยรอบชวนอึดอัดใจเจสันหลับตาพริ้มพยายามทบทวนเหตุการณ์แต่ละครั้งที่เกิดขึ้นแล้วนำมันมารวมกันเพื่อหาความเชื่อมโยง
“ถ้าเป็อย่างนี้เราก็เหลือผู้ต้องสงสัยเพียงสองคนแล้วสินะฉันว่าจะต้องเป็คนใดคนหนึ่งในสองคนนั้นอย่างแน่นอน!”
จู่ๆแฟรงค์ก็พูดโพลงออกมาพร้อมกับลุกพรวดจากเก้าอี้ด้วยสีหน้ามีความหวังเขาหันหน้ามามองเจสันด้วยสีหน้าเป็ประกาย
“ฉันไม่คิดว่าทั้งสองคนนั้นที่นายกำลังคิดอยู่เป็คนร้ายหรอกนะ”
“นายพูดเหมือนนายเคยไปเจอกับพวกเขามาแล้วอย่างงั้นแหนะนายน่าจะรู้แล้วนะว่าทั้งสองคนมีความแค้นกับผู้ตายทั้งสองของคดีครั้งก่อนเสียด้วย”
“ใช่แล้วล่ะฉันพึ่งไปเจอกับพวกเขามาในวันนี้และยังกล้าฟันธงเสียอีกด้วยว่าพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้มีส่วนเอี่ยวในคดีพวกนี้”
“นายรู้ได้ยังไงกัน!”
เจสันไม่พูดแต่ควักแผ่นกระดาษสองแผ่นออกมาคลี่ยาวบนโต๊ะรับรองแฟรงค์มองแผ่นกระดาษทั้งสองก่อนจะหันมาส่งสีหน้าสงสัยมาทางเจสัน
“ดูเหมือนว่านายจะยังไม่เข้าใจอีกสินะ?”
“ใช่ฉันไม่เข้าใจว่าเศษกระดาษพวกนี้มันจะทำให้นายมั่นใจได้ยังไงว่าพวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่คนร้ายกะอีแค่ประโยคเวิ่นเว้อพวกนี้”
“กระดาษทั้งสองแผ่นเป็ลายมือของพวกเขาทั้งสองคนฉันให้พวกเขาเขียนเอาไว้ตอนที่ไปเจอกับพวกเขามา นายดูในประโยคตรงนี้สิมันเขียนไว้ว่า ‘ผมไม่ได้เป็คนฆ่าเหยื่อทั้งสอง ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของพวกเขา’ ซึ่งฉันจะไม่อมพะนำให้เสียเวลาหรอกนะ แต่ถ้าเราลองตัดเอาเพียงคำว่า ตาย(DEATH)มาแค่คำเดียวแล้วเอามาเทียบกับตัวอักษรที่คนร้ายได้ทิ้งเอาไว้ที่หน้าผากของศพจะเห็นได้ว่าการตวัดตัวอักษรของทั้งสามหลายมือไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแม้แต่กระผีกเดียวความหนาตื้นของอักษรในการเขียนของแต่ละคนก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”
“ถ้าอย่างนั้นแล้วคนร้ายตัวจริงเป็ใครกันล่ะ?!”
“เื่นั้นเองฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”เจสันพูดหน้าตาย
“ถ้าเป็อย่างนี้มีหวังพวกเราโดนสื่อสับเละจนเสียชื่อตำรวจเสียแน่! ให้ตายเถอะแล้วจากนี้พวกเราจะทำยังไงกันต่อไปดีล่ะ!”
“เอาน่า อย่าพึ่งหมดหวังไปสิ”
“นายเองก็พูดได้สิ!นายก็รู้ว่าพวกสื่อจ้องที่จะกัดกินพวกเรากันอย่างกับจะสูบเืให้ตายถ้าหากเราไม่มีข้อมูลอะไรที่สามารถบ่งชี้ตัวคนร้ายให้พวกเขาได้มีหวังพวกเขาคงนำเื่นี้ไปใส่สีตีไข่จนเกิดเป็เื่ใหญ่เสียแน่แล้วจากนั้นฉันคงโดนพวกผู้ใหญ่ต่อว่าที่ไม่สามารถจับคนร้ายเพียงแค่คนเดียวได้!”
“ฉันว่านายควรทำใจให้เย็นลงกว่านี้เสียก่อนเถอะ”
“ไม่ไหวหรอกเจสัน!เื่นี้มันหนักหนาสาหัสเกินไปเสียแล้ว!”
หมับ!
เจสันคว้าไหล่ทั้งสองข้างของแฟรงค์เอาไว้แน่นก่อนจะจ้องมองไปยังดวงตาของเขา ทั้งสองจ้องตากัน แฟรงค์มองไปยังดวงตาของเจสันก็สามารถรู้ได้ว่าเขาเองก็มีความประหวั่นในจิตใจอยู่เหมือนกันถึงแม้ภายนอกจะดูเข้มแข็งไร้ความรู้สึกแต่ดวงตาของเขาส่งผ่านความรู้สึกหวั่นเกรงอย่างเห็นได้ชัดแฟรงค์ผุดคิดออกมาไม่ได้เสียว่า นี่สินะที่เขาว่ากันว่าดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ
“ขอบคุณนะเจสันดูเหมือนว่าฉันจะใจเย็นลงแล้วล่ะ”
“ไม่เป็ไรหรอกแฟรงค์ เอาล่ะฉันว่าตอนนี้ข้อมูลที่เราได้มาจากหลายคดีอาจจะมีข้อมูลอะไรบางอย่างที่สามารถบ่งตัวคนร้ายแต่พวกเราอาจจะมองข้ามมันไปเสียก็ได้”
“จริงเหรอเจสัน!”
“ฉันคิดว่าอาจจะเป็อย่างนั้นมันก็เหมือนกับูเาที่กำลังบังจมูก เราอาจจะพลาดในอะไรบางอย่างที่สำคัญไปจนไม่ได้มองถึงอะไรเล็กๆน้อยๆแต่ตอนนี้ฉันไม่สามารถให้คำตอบนายได้หรอกนะ ฉันขอเวลาหนึ่งอาทิตย์จากนั้นฉันจะกลับมาช่วยเหลือนายแน่นอน”
“กลับมา? นายจะไปไหนเจสัน”
“นายไม่ต้องรู้หรอกนะว่าฉันจะไปไหนแต่ขอแค่นายเชื่อใจในตัวฉันก็พอฉันหวังว่าพอกลับมาจะช่วยคลี่คลายเงื่อนงำทั้งหมดให้หายไปได้”
แฟรงค์มองเจสันด้วยสีหน้าประหวั่นใจถึงใจหนึ่งจะกลัวหากเขาขาดเจสันซึ่งถือว่ามีมันสมองมากกว่าคนปกติหลายเท่าไปแต่อีกใจหนึ่งก็มีความเชื่อมั่นในคำมั่นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้
“เฮ้อ หวังว่านายจะทำตามสัญญานะฉันจะไม่ถามอะไรให้มากความไปกว่านี้ แต่ฉันจะรอ”
“ขอบใจ”
เจสันส่งยิ้มอ่อนๆให้แฟรงค์ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเดินออกจากบ้านหายตัวไปในความมืดของรัตติกาลหลังจากนั้นแฟรงค์ก็ไม่เห็นได้เจอเจสันอีกเลย
วันคืนผ่านไปอย่างเนิ่นนานไม่ผิดอย่างที่แฟรงค์ได้คาดเอาไว้ สื่อประโคมข่าวเสียจนกลายเป็เื่ใหญ่เขาถูกทางเบื้องบนต่อว่าในเื่ที่ไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้แต่แฟรงค์ได้เพียงกัดฟันอดรนทนรอเอาไว้อย่างเข้มแข็งรอวันที่เจสันจะกลับมาอีกครั้ง
แฟรงค์ได้สอบถามจนแน่ใจแล้วว่าวันที่เกิดเหตุมีนายตำรวจที่ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่จากความร้ายแรงที่เกิดขึ้นทำให้เขาถูกพักงานชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด
“คุณจะทำอย่างนี้กับผมไม่ได้นะครับสารวัตร”
นายตำรวจวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วมโวยวายเสียยกใหญ่เขาบุกมายังห้องพักของแฟรงค์พร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“คุณคงรู้ในความผิดของตัวคุณดีผมจะไม่พูดเื่เดิมๆกับคุณอีกครั้งหรอกนะยังไงซะนี่ก็เป็ความคิดของพวกผู้ใหญ่เขา หวังว่าคุณจะได้กลับมาในเร็ววัน”
“หนอย!”
นายตำรวจร่างท้วมได้แต่กัดฟันแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ได้แต่เดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไปแฟรงค์ถอนหายใจแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ
แฟรงค์นั่งเคลียร์งานอยู่ในห้องพักใหญ่ก่อนจะเดินบิดี้เีออกมาจากสถานีตำรวจเพื่อหาอะไรทานแก้หิวด้านตรงกันข้ามมีร้านอาหารซึ่งเป็ร้านประจำของเขา เขาเดินผ่านประตูเข้าไปด้านในพนักงานชายที่กำลังยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ร้องทัก
“สวัสดีครับคุณแฟรงค์”
“สวัสดีจิม”
“รับอะไรดีครับ”พนักงานหนุ่มพูดอย่างเป็กันเอง
“นายก็รู้ว่าฉัน้าอะไรนี่ขอชุดเหมือนเดิมหนึ่งชุด ขอบใจ”
แฟรงค์รับอาหารจากพนักงานหนุ่มแล้วเดินไปนั่งยังที่นั่งรับรองลูกค้าปกติเขาจะพาลูกน้องมาทานอาหารพร้อมกันแต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แต่ละคนมัววุ่นอยู่กับงานจนเวลาพักของแต่ละคนรวนไปหมดแต่นั่นก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้
ในร้านเริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการจนเนืองแน่นไปด้วยผู้คนทุกโต๊ะถูกจับจองจนลูกค้าใหม่ไม่มีที่นั่งได้แต่ซื้อของไปทานข้างนอกอย่างจำใจ
แฟรงค์นั่งทานอาหารพร้อมกับอ่านเอกสารที่ถือติดไม้ติดมือมาด้วยในขณะที่เขาเลื่อนสายตาขึ้นจากเอกสารจู่ๆก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่น่าจะเป็ไปได้
ตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวที่คุ้นตาเพราะเขารู้จักเป็อย่างดีเขาลุกโพลงจากเก้าอี้หลุดะโร้องออกมาสุดเสียงอย่างไม่ตั้งใจ
“ไอวี่!”
สายตาทั้งหลายจับจ้องมายังแฟรงค์เป็จุดเดียวไร้เสียงพูดคุยราวกับถูกความเงียบงันเข้าปกคลุม แฟรงค์ที่ได้สติรีบเอามืออุดปากแต่ก็คิดได้ว่ามันได้สายไปเสียแล้ว
“ขะ...ขอโทษครับ”
เขาได้แต่ก้มหัวปลกๆซ้ายทีขวาทีอย่างเขินอายสายตาที่จับจ้องเริ่มหมดความสนใจ ก่อนที่เสียงคุยจ้อจะเริ่มกลับมาอีกครั้ง
หลังจากพ้นเื่หน้าอายไปแล้วเขาก็กลับมาได้สติเหลือบมองหญิงสาวที่เขาได้พบเจออีกครั้ง ใบหน้าของเธอคล้ายคลึงกับไอวี่หญิงสาวที่เป็คนรักของเพื่อนสนิท ต่างกันเพียงแค่ทรงผม
“ดูเหมือนว่าจะเป็คนละคนกันสินะ”แฟรงค์บ่นงึมงำเสียงเบา
คิดแล้วแฟรงค์ก็ได้แต่ขำในความเซ่อซ่าของตัวเองเขาก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอีกครั้ง แต่จู่ๆก็มีเสียงใสดังมาจากข้างๆ
“เอ่อ..คือว่า...”
พรึ่บ!
แฟรงค์เอียงคอมองไปทางต้นเสียงก็พบหญิงสาวที่เขาคิดตอนแรกเห็นว่าเป็ไอวี่กำลังยืนอยู่ด้านข้าง สายตาของเธอจับจ้องมายังเขา
“ครับ?”
“ถ้าไม่รังเกียจขอฉันนั่งร่วมโต๊ะด้วยจะได้มั้ยคะ? พอดีที่นั่งในร้านมันเต็มหมดแล้วฉันเห็นคุณนั่งอยู่คนเดียวเลยอยากจะขอนั่งด้วย ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไรนะคะ”
หญิงสาวพูดน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลแฟรงค์มองหญิงสาวพร้อมหลุดคิดว่าทั้งหน้าตาและกิริยามารยาทของเธอช่างคล้ายคลึงกับไอวี่เสียจริงๆ
“อะแฮ่ม! เชิญครับ”แฟรงค์ผายมือเชื้อเชิญ
เธอกล่าวขอบคุณก่อนที่จะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจากนั้นทั้งสองต่างก็เอาแต่นั่งเงียบหญิงสาวก้มหน้าทานอาหารเงียบๆส่วนแฟรงค์ก็นั่งอ่านเอกสารหน้านิ่งเป็อย่างนี้อยู่ประมาณสิบนาที
“เอ่อ..ขออภัยถ้าหากฉันพวกจาละลาบละล้วงแต่คุณเป็ตำรวจอย่างงั้นเหรอคะ?”
หญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามเสียงเบาแฟรงค์เงยหน้ามองอย่างสงสัยว่าเธอรู้ได้ยังไงกันทั้งๆที่เขาใส่ชุดนอกเครื่องแบบไม่ได้แต่งตัวเต็มยศอย่างปกติ
“ไม่ทราบว่าคุณรู้ได้ยังไงกันครับว่าผมเป็ตำรวจ?”
“ขอโทษจริงๆค่ะแต่ฉันเหลือบเห็นเอกสารที่คุณกำลังอ่าน มันเป็แบบฟอร์มที่พวกตำรวจเขาใช้กัน อ๊ะ!ขอโทษที่ลืมแนะนำตัวไปนะคะ ฉันชื่อคริส เป็นักข่าวจากทอคกิ้ง นิวส์ ค่ะ”
“อ๋อ คุณเป็นักข่าวนี่เองแต่ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนเลย เป็หน้าใหม่เหรอครับ?”
“ค่ะฉันพึ่งจะได้รับเลื่อนตำแหน่งมาหมาดๆนี่ล่ะค่ะ แล้วคุณ...”
“ขออภัยที่เสียมารยาทครับผมชื่อแฟรงค์ เป็ตำรวจอย่างที่คุณบอกนั่นล่ะครับ”
ทั้งสองจับมือทักทายกันตามมารยาทจากที่เคยนั่งเงียบใส่กันตอนนี้ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นอย่างสนิทสนม แต่ส่วนใหญ่จะเป็ทางฝ่ายแฟรงค์มากกว่าที่คุยจ้อบ่นพร่ำพรรณนาเื่ต่างๆอย่างน้ำไหลไฟดับส่วนคริสเป็ผู้ฟังที่ดีคอยพยักหน้าเออออหรือไม่ก็พูดสมทบบ้างบางครั้ง
“ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกคุณกำลังเจอปัญหาใหญ่อยู่สินะคะ?”
“อย่างที่พวกคุณนักข่าวรู้นั่นล่ะครับตอนนี้เรากำลังจนมุมเสียถนัดเลยล่ะ ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราตอนนี้ก็ไม่อยู่เสียด้วย”
“คุณหมายถึงอะไรอย่างนั้นเหรอคะ?”
“อ๋อคุณพึ่งมาใหม่อาจจะยังไม่รู้สินะครับว่าผมมีเพื่อนคนหนึ่งทำงานเป็นักสืบเขาเป็คนที่ฉลาดหลักแหลมกว่าใครๆที่ผมพบเจอ ถ้ามีเวลาว่างผมจะพาคุณไปพบกับเขาดีมั้ยล่ะครับรับรองว่าเขาจะต้องใแน่ๆที่ได้พบคุณ เื่นี้ผมกล้ารับประกันเลยล่ะครับ”
“เอ๋ ทำไมเขาจะต้องใด้วยล่ะคะ?”
“เพราะคุณมีใบหน้าที่คล้ายกับแฟนสาวของเขาที่เสียไปแล้วน่ะสิครับ”
“เอ่อ..ที่บอกว่าเสียไปหรือว่านักสืบคนนั้น..”
“ไม่ใช่แค่ใบหน้าอย่างเดียวหรอกนะครับทั้งนิสัยใจคอของคุณก็คล้ายคลึงกับเธอมากเลยล่ะครับตอนผมเห็นคุณทีแรกทำเอาเสียผมตกอกใเลยล่ะ”
“หรือว่า..เพื่อนที่คุณพูดอยู่จะเป็เจสันอย่างนั้นเหรอคะ?”
แฟรงค์ใในประโยคที่เธอเอ่ยถามออกมาหน้าซื่อๆไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเพื่อนรักของเขากับหญิงสาวคนนี้จะรู้จักกันมาก่อนหน้าเขาเสียอีก
“เอ่อ..ใช่แล้วล่ะครับ คุณเองก็รู้จักกับเจสันอย่างนั้นเหรอครับ?”
“ค่ะ เราพึ่งเจอกันไม่กี่วันก่อนในสถานีตำรวจ”
หลังจากได้ฟังที่เธอบอกก็ทำให้แฟรงค์ผุดคิดขึ้นมาได้ว่าตอนที่เขานัดเจอกับเจสันครั้งแรกตอนที่ขอร้องให้เขารับทำคดีเจสันมาพบเขาในสภาพยิ้มเริงร่าอย่างน่าสงสัยแต่เขาก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรเดี๋ยวนี้ทำให้เขามั่นใจเสียแล้วว่าทำไมถึงทำให้เจสันกระดี๊กระด๊าอย่างนั้น
“แหม ไม่นึกไม่ฝันเลยนะครับเนี่ยเพื่อนผมนี่มันร้ายเสียจริงที่แอบมาทำความรู้กับคนสวยๆแบบคุณโดยที่ผมไม่รู้สึกตัว”
“พะ..พูดอะไรกันคะเนี่ย!..”คริสหน้าแดง
“ผมแค่ล้อเล่นหรอกครับ ขอโทษด้วยครับทีเสียมารยาท”แฟรงค์ยิ้มเอื่อยๆ
จากการสนทนาที่ลื่นไหลมาโดยตลอดเริ่มเกิดอาการติดๆขัดๆขึ้นมาอีกครั้งแฟรงค์ได้แต่นึกรู้สึกผิดที่เผลอพูดจาลามปามแบบนั้นออกไป
“คือ...คุณพอจะรู้มั้ยคะว่าตอนนี้เจสันเขาไปอยู่ที่ไหน?”
ในที่สุดก็เป็เสียงของหญิงสาวหญิงสาวที่เอ่ยถามออกมาอีกครั้งแฟรงค์ได้แต่มองหญิงสาวด้วยสีหน้าสับสนมึนงงถึงความ้าของเธอในคำถาม
“มีธุระอะไรกับเจสันหรือเปล่าครับ?”
“พอดี่นี้ฉันไม่ค่อยเห็นหน้าเขาเลยนะสิคะฉันมีของอย่างหนึ่งที่จะต้องเอาไปคืนเขาเลยอยากจะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน”
“เื่นั้นหรอกเหรอครับตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจสันไปอยู่ที่ไหนแต่เขารับปากกับผมไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าเขาจะกลับมาในอีกหนึ่งอาทิตย์”
“เหรอคะ”
“ถ้างั้นคุณลองไปฝากไว้กับป้าเพนนีที่เป็เ้าของห้องพักของเจสันดูสิครับเธออาศัยอยู่ด้านล่างของตึกทางขวามือซึ่งคุณคงจะหาได้ไม่ยากเพราะแกเล่นติดป้ายชื่อเอาไว้ตัวใหญ่โดดๆเลยล่ะ”
“ฉันจะลองดู ขอบคุณมากเลยนะคะ”
ทั้งสองพูดคุยกันสักพักก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองทางด้านคริสหลังจากทำงานของตัวเองเสร็จตอนหนึ่งทุ่มกว่าๆเธอก็ขับรถแวะเวียนไปยังห้องพักของเจสัน
เธอเดินผ่านประตูเข้ามาตรงหน้าตึกใช้เวลาเพียงสองสามวินาทีก็เห็นป้ายชื่อขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ว่า ‘ห้องของเพนนีมีอะไรโปรดเรียกใช้’ด้วยตัวใหญ่โดดๆอย่างที่แฟรงค์ได้บอกเอาไว้
ก๊อกๆๆ
คริสเคาะประตูห้องรอไม่นานก็มีเสียงดังมาจากด้านในห้องก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกมาจากด้านในมีหญิงสาวแก่ที่กำลังหาวหวอดยืนจ้องหน้าเธอ
“เอ่อ..คุณป้าเป็เ้าของห้องพักที่นี่ใช่มั้ยคะ?”
“เป้อป้าอะไรกันล่ะหนูเรียกฉันว่าพี่สาวเสียเถอะ”
คริสได้แต่ยิ้มแห้งๆออกมาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะเจอคนที่ดูพิลึกกึกกือยิ่งเสียกว่าเจสันแบบนี้เธอแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
“ว่าแต่หนูมีธุระอะไรอย่างนั้นเหรอจะมาเช่าห้องพักที่นี่ก็ได้อยู่หรอกนะ แต่ตอนนี้เหลือห้องว่างแค่ไม่กี่ห้องให้เลือกหรอกนะ”
“พอดีว่าหนูอยากจะฝากของที่ยืมมาให้กับคุณเจสันที่พักอยู่ที่นี่น่ะค่ะแต่ได้ยินมาว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่คุณป้ะ..คุณพี่สาวพอที่จะรับฝากเอาไว้ได้มั้ยล่ะคะ”
เธอกะจะเรียกคุณป้าแต่พอเห็นใบหน้าเขม่นของยายเพนนีทำให้ต้องกลับลำเรือไปเรียกพี่สาวอย่างที่เธอ้าได้อย่างหวุดหวิด
“หนูรู้จักกับเ้าเจสันอย่างงั้นเหรอ”
“ค่ะ”
ยายเพนนีบอกให้เธอยืนรอก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในอีกครั้งรออยู่สักพักยายแก่ก็เดินกลับมาที่หน้าห้องพร้อมกับยื่นกุญแจหนึ่งดอกให้กับคริส
“เอาไปสิ นี่กุญแจห้องสำรองเขาเ้านั่น”
“แต่ว่า...จะดีหรือคะที่ให้คนแปลกหน้าอย่างฉันเข้าไปในห้องของแขกแบบนี้?”
“เื่นั้นช่างมันเถอะหนูฉันี้เีรอคืนของให้โดยไม่รู้ว่าเ้านั่นจะกลับมาอีกทีเสียตอนไหน จะบอกให้นะว่าเวลาเ้านั่นมีงานที่จะต้องทำบางครั้งก็เล่นหายหน้าหายตาไปเป็เดือนถึงจะกลับมาได้เพราะฉะนั้นเอาเป็ว่าพี่สาวจะให้หนูเอาของไปคืนเ้านั่นที่ห้องแล้วค่อยเอากุญแจมาคืนอย่างนี้โอเคมั้ย?”
“เอ่อ..ค่ะ”
คริสขี้คร้านจะเถียงกับเ้าของห้องพักที่พิลึกและขาดความเอาใจใส่ในเื่ความปลอดภัยของผู้เช่าแบบนี้เธอก้มหัวให้เธอก่อนจะรีบเดินขึ้นมายังห้องของเจสันเพราะเขาได้บอกห้องที่อาศัยอยู่ไว้แล้วจึงใช้เวลามายังห้องของเขาได้อย่างไม่ยากเย็น
กริ๊ก! แอ๊ด!
เธอไขกุญแจเดินเข้ามาในห้องที่เหม็นอับเพราะไม่ได้เปิดหน้าต่างระบายอากาศมาหลายวันเนื่องจากตอนนี้เป็เวลาดึกแล้วบวกกับด้านในไม่ได้เปิดไฟทิ้งไว้ทำให้ค่อนข้างมืดคริสควานหาสวิตช์ไฟเปิดเพื่อก่อความสว่าง สภาพภายในห้องค่อนข้างเรียบร้อยแตกต่างจากที่คริสได้คิดเอาไว้ั้แ่แรกข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย เครื่องของตกแต่งในห้องค่อนข้างบางตาเหมาะสมกับตัวเจสันดี
คริสวางเสื้อคลุมที่ยืมเจสันมาไว้ตรงโต๊ะพร้อมกับเขียนโน้ตเอาไว้ขณะที่กำลังจะเดินกลับออกไปจู่ๆเธอก็รู้สึกอยากที่จะเข้าห้องน้ำขึ้นมาเธอชั่งใจอย่างหนักก่อนที่จะกล่าวขอโทษขอโพยเจสันในใจแล้วเดินกลับเข้ามาตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ
หลังจากทำธุระเสร็จคริสเอื้อมมือเปิดประตูห้องน้ำจะเตรียมตัวกลับเผอิญเธอเหลือบไปเห็นกรอบรูปที่ถูกคว่ำเอาไว้ตรงชั้นวางของด้วยความสงสัยทำให้มือของเธอเผลอเอื้อมไปหยิบรูปภาพขึ้นมาดู
“นี่มัน”
มันคือกรอบรูปสี่เหลี่ยมที่ด้านในเป็รูปของคนที่เธอรู้จักดีซึ่งก็คือเจสันที่กำลังยืนแนบชิดกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอไม่รู้จักแต่ใบหน้าและรอยยิ้มชวนตราตรึงใจของหญิงสาวช่างละม้ายคล้ายคลึงกับคริสราวกับเป็พี่น้องฝาแฝดหรือคนๆเดียวกันก็ไม่ผิดแปลก
สมองเริ่มประมวลความคิดขึ้นมาอย่างชั่วร้ายหรือว่าที่เขามาทำดีกับเธอจนเธอเริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อเขามันจะเป็เพียงแค่เขาคิดว่าเธอเป็ตัวแทนของผู้หญิงคนนี้?
เธอผุดคิดขึ้นมาได้ว่าหลายๆครั้งตอนที่เขาอยู่กับเธอเขาเอาแต่นั่งนิ่งราวกับกำลังผุดคิดอะไรบางอย่างแต่พอเธอถามไปเขาก็ได้เพียงแต่พูดปัดไปเสียทุกครั้ง
หัวใจของคริสรู้สึกเ็ปใบหน้าชาราวกับถูกตบอย่างแรงทั้งๆที่รู้ว่าเธอกับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันมากมายแต่ทำไมตอนนี้เธอกลับรู้สึกเสียใจในความเศร้าที่ก่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
คริสวางกรอบรูปทั้งๆที่มือไม้เริ่มสั่นที่รีบเดินออกมาจากห้องแล้วรีบไปคืนกุญแจให้กับยายเพนนี เธอเดินก้มหน้าออกมาจากหอพักด้วยใบหน้าเลื่อนลอยตอนนี้จิตใจของเธอเอาแต่คิดเื่ของเจสันอยู่ไม่ขาดสาย ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างที่ดังจ้อแจ้
หมับ!
จู่ๆก็มีมือแข็งแกร่งวางทาบตรงไหล่ของเธอคริสสะดุ้งเฮือกอย่างใรีบหันกลับไปมองพบว่าเ้าของมือใหญ่ตรงนี้ก็คือแฟรงค์ที่กำลังมองเธอด้วยสีหน้าสงสัย
“คุณแฟรงค์”
“เป็อะไรไปหรือเปล่าครับ เมื่อกี้ผมเรียกคุณตั้งหลายครั้งแต่คุณก็ไม่ตอบผมมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”แฟรงค์ถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย
คริสสบตากับแฟรงค์ถึงแม้จะอยากระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจเสียแค่ไหนก็เธอก็ไม่สามารถบอกกับแฟรงค์ที่พึ่งรู้จักกันแถมเขายังเป็เพื่อนสนิทกับเจสันอีกด้วยเธอได้แต่หลุบตาลงต่ำ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะว่าแต่คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?”
“พอดีผมลองแวะมาดูว่าคุณได้มาที่นี่ตามที่ผมบอกไว้หรือเปล่าดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีนะครับ?”
“ค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะถ้านั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
“เอ่อ..ครับ”
แฟรงค์ได้แต่มองร่างบางของคริสที่เดินขึ้นรถไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยเขาเองก็อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ถึงได้ดูเศร้าเสียใจแบบนั้น แต่ก็ไม่อยากที่จะละลาบละล้วงให้เธอเกิดความรำคาญใจขึ้นมาเลยได้แต่ปล่อยให้เธอขับรถออกไปจนสุดสายตา
แฟรงค์ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินกลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้อากาศยามดึกค่อนข้างหนาวเย็นเหมือนกับทุกครั้ง เขาพ่นลมหายใจออกมาจนเป็ควันสีขาวรู้สึกหนาวเย็นจนอยากรีบขึ้นรถไปเปิดฮีตเตอร์ให้ร่างกายอบอุ่น
แต่ขณะที่เขากำลังจะถึงตัวรถจู่ๆก็มีประกายไฟอะไรบางอย่างพุ่งมายังต้นคอของเขาจนต้องฟุบตัวลงนอนกับพื้นร่างกายรู้สึกชาไปหมดทั้งตัว สติเริ่มที่จะเลื่อนลอยอย่างไร้ทางขัดขืน แม้แต่จะพยายามเปล่งเสียงออกมาแต่ก็รู้สึกตันในลำคอจนไม่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้
แฟรงค์พยายามประคับประคองสติที่เลือนรางมองไปยังวัตถุที่ก่อให้เกิดกระกายไฟซึ่งนั่นก็ทำให้เขาได้เข้าใจเื่ทั้งหมด
“กะ..แก”
“ชิ! ยังไม่หมดสติอย่างนั้นรึ”
เบื้องหน้าของแฟรงค์คือนายตำรวจร่างท้วมที่ถูกสั่งพักงานอย่างไม่มีกำหนดในมือของเขาถือปืนช็อตไฟฟ้าเอาไว้ นี่คือสาเหตุของสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกชาไปทั้งแถบแฟรงค์พยายามใช้มือชันตัวให้ลุกขึ้น แต่สติสัมปชัญญะของเราเริ่มเลื่อนลอยไปไกล
สุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไปก็ได้ยินเสียงเหี้ยมเกรียมของคนร้ายดังออกมาแว่วหู
“วางใจเสียเถอะ ฉันจะค่อยๆทรมานแกจนต้องร้องขอชีวิตเลยล่ะ!”