บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 71 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 7

            แววตาของเรเวนและกวีเบิกกว้างเพราะความตกตะลึง ทว่าเมื่อลองก้มลงมองให้ดี กลับพบว่ามีบางสิ่งพอกพูนขึ้นมาอยู่ ณ ใจกลางหว่างขาของเอมบริโอ้

            “ถามหน่อยสิ เวลาเดินไปข้างนอกเคยถูกตาแก่โรคจิตมาจับก้นบ้างรึเปล่า ?” กวีเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

            “นั่นสิ ดูยังไงนายมันก็สาวสวยหุ่นนางแบบชัดๆ” เมื่อนั้นเรเวนพลันเร่งกล่าวเสริม

            สีหน้าของเรเวนแสดงออกถึงความขุ่นเคือง เขาเก็บงำประกายสายตาที่ฉายแววโรจน์ดั่งเปลวไฟ “เสียมารยาทชะมัดพวกนายเนี่ย” ชายหนุ่มทำตาขวางใส่อย่างไม่สบอารมณ์และพูดขึ้น พร้อมริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นสนิทประหนึ่งฝาหอย

            อย่างไรก็ตาม แลดูว่าพวกเขาทั้งสามจะมีเคมีเข้าหากันอย่างน่าประหลาด เพียงช่วงเวลาไม่นาน วาจาที่โต้ตอบกันคงเปรียบได้ดังการสนทนาของเหล่าเพื่อนร่วมสาบาน

            การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทั้งสามมุ่งตรงไปตามเส้นทางที่ทอดยาวออกไป 

            ณ จุดสิ้นสุดของปลายทาง เบื้องหน้าของทุกคนพลันปรากฏประตูเหล็กกล้าบานใหม่

            ประตูค่อย ๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า ภายในปรากฏห้องพักแสนหรูหราราวกับกำลังเข้าพักอยู่ในโรงแรมชั้นหรู

            “นี่มันอะไรกันเนี่ย ไม่ใช่ว่าพวกเราอยู่ที่เกาะร้างห่างไกลผู้คนหรอกหรือ ?” เรเวนเปล่งวาจาเพื่อกล่าวถามเพราะความสงสัย สายตาของเขากวาดไปรอบตัว เครื่องประดับสีเงินและทองสุกสกาวสว่างไสวเมื่อยามต้องกับแสงสว่าง เตียงนอนใหญ่โตมากมายถึงห้าเตียงเรียงรายประดับประดาด้วยไม้ดอกนานาพันธุ์อย่างละลานตา เหนือศีรษะขึ้นไปมีโคมไฟแชนเดอเลียร์เคลือบมณีหลากสีอย่างงดงาม หากเทียบกับโลกใบเก่าของกวี ที่แห่งนี้คงเปรียบได้ดังห้องนอนของเหล่าเชื้อพระวงศ์ 

            “ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ผ่านการทดสอบรอบสองมาได้ จงใช้เวลานี้ในการพักผ่อนให้หายเหนื่อย และเมื่อถึงเวลาเช้าในวันพรุ่งนี้ พวกเราจะเริ่มต้นทำการทดสอบรอบที่สาม ขอให้มีความสุขกับการพักผ่อน” เสียงของใครบางคนดังก้องกังวานจากที่ใดสักแห่ง คล้ายคลึงกับเสียงของหญิงสาวเมื่อครั้นอธิบายกฎกติกาสำหรับบททดสอบที่สอง ช่างอ่อนหวานประหนึ่งน้ำผึ้ง จึงน่าสนใจยิ่งนักว่าใบหน้าของเธอจะงดงามเทียบเคียงกับน้ำเสียงได้หรือไม่ 

            เมื่อลองจ้องมองออกไปยังอีกฟากฝั่ง ที่แห่งนั้นมีบานประตูบานหนึ่ง

            “เปิดไม่ได้จริง ๆ ด้วย” เอมบริโอ้ลองยื่นมือออกไปเพื่อเปิดประตู ทว่ามันกลับถูกล็อกจากอีกฟากหนึ่ง 

            “ช่วยไม่ได้ ทำตามที่ผู้คุมสอบบอกไปก่อนละกัน” กวีกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นไปเพื่อมองดูนาฬิกา พบว่ายามนี้เวลากำลังนับถอยหลังเริ่มต้นจากสิบห้าชั่วโมงสี่สิบห้านาทีและสิบสองวินาที

            การพักผ่อนนับจากการทดสอบอันแสนหฤโหด เริ่มต้นจากการควานหาสถานที่ทดสอบ ต่อมาคือการฆ่าฟันเพื่อกลายเป็นผู้รอดชีวิตในท้ายที่สุด ปิดท้ายด้วยบททดสอบเพื่อท้าทายสติปัญญา 

            การทดสอบทั้งสามไม่เพียงแค่วัดพละกำลัง ทว่ายังรวมไปถึงไหวพริบและปณิธานการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าคือทักษะที่จำเป็น ไม่แปลกใจหากจะมีผู้ที่ไปสู่รอบสุดท้ายและได้รับตรานักบุกเบิกเพียงหยิบมือ 

            “จะว่าไป สรุปแล้วคำตอบมันคืออะไรกันแน่ ?” แววตาของเรเวนเปล่งประกายด้วยความสงสัย ในการทดสอบรอบที่แล้ว เรเวนผ่านการทดสอบด้วยพละกำลังหาใช่ความเข้าใจในคำถามอย่างแท้จริง

            “ง่ายนิดเดียว” ครั้งนี้เป็นฝ่ายกวีเป็นผู้ชี้แจง “คำตอบทั้งหมดอยู่ที่คำใบ้ ‘บางทีอาจไม่ใช่สีดำ บางครั้งอาจจะเป็นสีเหลือง หรือแม้กระทั่งสีแดง สีเขียว สีน้ำตาล หรือสีใดก็ตาม’ แต่คำถามคือ ‘ภายในฝูงแกะขาว ใครกันคือแกะดำ ?’ ซึ่งอย่างที่เรารู้ก็คือ ในแต่ละการทดสอบมักจะมีคำใบ้ที่สามารถมาใช้ในการหาคำตอบ ถึงอย่างนั้น หากเราลองวิเคราะห์ให้ดีตามหลักความเป็นจริง การที่ขนแกะจะเปลี่ยนสีได้นั้นจำต้องใช้ตัวแปรและปฏิกิริยาทางเคมีเข้าช่วย ไม่มีทางที่พวกมันจะเปลี่ยนกันได้ดั่งใจนึก”

            เรเวนยังคงไม่เข้าใจ สีหน้าของเขาราวกับชายผู้ถูกชกเข้าที่ปลายคาง 

            “งั้นก็ลองนึกถึงสิ่งที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางวัตถุสิ อะไรที่สามารถเปลี่ยนได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งตัวแปรทางกายภาพ”

            เรเวนเริ่มต้นความคิดด้วยคำใบ้ที่กวีได้เอ่ยเป็นนัย เขาครุ่นคิดอยู่นานสองนาน จนกระทั่งในท้ายที่สุด แววตาของเขาก็พลันเปล่งประกายแสงแห่งการตระหนักรู้ในทันใด

            “รู้แล้ว มันคือความคิดของมนุษย์ยังไงล่ะ !!”

            พลันได้ยินเช่นนั้น กวีจึงจงใจพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นการตอบรับพร้อมระบายยิ้มที่ริมฝีปาก “ถูกต้อง อย่างที่นายเห็นเมื่อตอนช่วงการทดสอบที่สอง ในระหว่างที่เจ้าโล้นนั่นพยายามจะหาเรื่องเอมบริโอ้ คนอื่น ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังระแวงจนไม่อาจแม้แต่จะจ้องตากันโดยตรง แต่กลับเปลี่ยนใจและยินดีช่วยสู้อย่างง่ายดาย” 

            เรเวนเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำตอบ

            “เพราะมนุษย์นั้นเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวที่แตกต่างจากเผ่าพันธุ์อื่น ในขณะที่แทบทุกสายพันธุ์ใช้เพียงสัญชาตญาณดิบและการรับรู้ผ่านสัมผัสทั้งห้าในการดำรงชีวิต แต่มนุษย์กลับมีสองสิ่งที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือหลักเหตุผลและอารมณ์ เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามในการทดสอบที่สองก็คือเผ่าพันธุ์ที่แปลกแยกจากเผ่าพันธุ์อื่น หรือก็คือ ‘มนุษย์’ ยังไงล่ะ”

            ถ้อยคำของกวีชี้แจงถึงคำถามแทบทั้งหมด กระนั้นกลับยังมีบางส่วนที่ยังคลุมเครือและยังคงเฝ้ารอให้ผู้ใดสักคนเข้ามาชี้แจงแถลงไข

            “งั้นทำไมคำตอบถึงไม่ใช่มนุษย์ แต่กลับเป็น ‘ตัวชั้น’ ล่ะ” เรเวนเริ่มต้นเปิดปากเพื่อเอ่ยถามอีกครั้ง

            เมื่อนั้นกวีจึงพูดขึ้น “จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น จะพูดรวม ๆ ว่ามนุษย์ หรือจะเจาะจงเป็นตัวบุคคลด้วยสรรพนามหรือชื่อ จะอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่สื่อถึงมนุษย์”

            “แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเรากำลังสื่อถึงมนุษย์ ในกรณีที่ชั้นเผลอพูดชื่อ ‘เจ้าตูบ’ ออกไป แล้วแบบนี้จะแยกได้ยังไงว่าชั้นกำลังพูดถึงชื่อคนหรือสัตว์ ไม่ใช่ว่าคำตอบมันจะกว้างเกินไปจนทำให้มันดูคลุมเครือไปหน่อยรึไง ?”

            ความสงสัยของเรเวนเปรียบได้ดังก้นบ่ออันไร้ที่สิ้นสุด ทว่าทุกข้อสงสัยกลับชี้เป้าตรงจุดตรงประเด็นอย่างน่าประหลาด

            ทันใดนั้น รอยยิ้มที่แต้มแต่งอยู่บนใบหน้าของกวีได้เลือนหายไป เขาเงยหน้าไปยังโคมไฟที่กำลังส่องสว่างและจึงพูด “มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่รึไง หากชั้นเดาไม่ผิด คงมีใครสักคนกำลังเฝ้ามองเราอยู่ เฝ้ามองและเฝ้ารับฟังว่าพวกเราจะตอบอะไรน่ะ”

            ลึกเข้าไปในนัยน์ตาของกวี ภาพที่สะท้อนกลับเป็นกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ที่ใจกลางของโคมไฟ ผู้ใดกันที่กำลังเฝ้ามองมา? และพวกเขาเฝ้ามองมาตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่?

            ณ ที่ใดสักแห่งบนเกาะร้าง

            บริเวณโดยรอบมืดมิดประหนึ่งค่ำคืนที่ไร้ซึ่งดวงดารา ทว่ากลับมีแสงสว่างอยู่เพียงมุมเดียว

            ผนังห้องที่เรียงรายไปด้วยจอสังเกตการณ์ มิใช่เพียงหนึ่งหรือสอง กระนั้นกลับมีถึงแปดสิบ แต่ละจอประกอบไปด้วยจอขนาดเล็กอีกราวสิบ หากนับรวมทั้งหมดจะเท่ากับว่ามีภาพกำลังฉายอยู่ถึงแปดร้อยจอ!

            “เหนื่อยจัง ชักอยากจะลุกออกจากที่นั่งแล้วสิ” เสียงของใครสักคนดังก้องกังวาน เธอคือผู้ควบคุมจอภาพทั้งหมด ด้วยแสงสลัวจากจอภาพนับไม่ถ้วน ปรากฏให้เห็นใบหน้าอันงดงามประหนึ่งเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ เส้นผมสีทองเรียวยาวสลวย ดวงตาของเธอส่องประกายเป็นแสงสีครามประดุจดังน้ำทะเล 

            เธอเริ่มต้นยืดเส้นยืดสายราวกับคนที่เหนื่อยล้าเพราะทำงานมาตลอดวัน เสียงของข้อต่อที่ดังกระทบกันบ่งบอกว่าเธอนั่งอยู่ ณ ตรงนี้นานเพียงใด 

            “ว่าแต่ ทำไมไอดอลสาวสวยสุดฮอตอย่างชั้นต้องมาทำงานเป็นผู้ประกาศกับผู้คุมสอบด้วยเนี่ย มันไม่ตลกเลยสักนิด”

            เธอขมวดคิ้ว เอ่ยพูดขึ้นเหมือนเด็กน้อย

            “ไม่เอาน่า อย่าพึ่งมาเอาแต่ใจตอนนี้สิ” เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เจ้าของเสียงของผู้คุมสอบโบโบโบ เขาปรากฏกายพลางก้าวเดินมาหาในขณะที่ยังคงสวมใส่แว่นกันแดดสีดำ

            “ความสามารถในการอ่านความทรงจำผ่านเสียงของเธอมันยอดเยี่ยมแค่ไหน ตัวเธอเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครที่เหมาะสมไปมากกว่าเธอในการเป็นผู้คุมสอบในรอบที่สองอีกแล้ว” โบโบโบเอ่ยยิ้มร่าท่าทางเป็นกันเองประหนึ่งทั้งสองเป็นเพื่อนกัน

            ทันใดนั้นหญิงสาวจึงเม้มปากขึ้นราวกับกำลังไม่สบอารมณ์ “เพราะเจ้าประธานเฒ่าหัวงูนั่นแท้ๆ ทำให้ชั้นต้องมาเสียวันหยุดพักร้อนไปอย่างสูญเปล่า” น้ำเสียงของเธอเจือแววความโกรธเคืองอยู่บางๆ 

            ทั้งเขาและเธอล้วนแล้วแต่เป็นผู้คุมสอบ ชายคนแรกคือนักบุกเบิกระดับเพชรขั้นที่สาม ชำนาญการพิเศษด้านการแกะรอยและการลอบสังหาร อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากประธานอีวานในฐานะมือขวา ส่วนอีกคนรู้จักกันในชื่อเซเรน่า อัลปาเรโน่ อาชีพหลักของเธอคือนักบุกเบิกฝ่ายข่าวกรองซึ่งทำงานอยู่ ณ สำนักงานหลัก ยศศักดิ์ในยามนี้คือระดับเพชรขั้นที่หนึ่ง และยังมีหน้ามีตาในฐานะไอดอลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยชื่อเสียงก้องโลก 

            “เซเรน่า ปีนี้มีพวกหน่วยก้านดี ๆ หลุดเข้ามาบ้างรึเปล่า ?” เสียงของโบโบโบเริ่มต้นเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยถาม

            พลันได้ยินเช่นนั้น เซเรน่าจึงเพ่งสายตามองจอสังเกตการณ์ทั้งหมดพลางเอ่ยพูดขึ้น “ก็พอมีบ้าง พวกเราได้สองร้อยสิบห้าห้องจากสี่ร้อยสามสิบห้อง ถือว่าเป็นครึ่งหนึ่งจากจำนวนห้องทั้งหมดพอดี ซึ่งแต่ละห้องมีจำนวนผู้สอบผ่านที่แตกต่างกัน น้อยที่สุดตั้งแต่ผู้สอบผ่านเพียงคนเดียว จนถึงสูงสุดคือมีผู้สอบผ่านถึงสิบคนในหนึ่งห้อง”

            ดวงตาของโบโบโบเบิกกว้างในทันใด เขาตะลึงลานเหลือหลายกับคำพูดของเธอ 

            “สิบคนงั้นเหรอ นั่นมันจำนวนผู้เข้าทดสอบทั้งหมดในหนึ่งห้องเลยนะ !!”

            แม้ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ กระนั้นกลับมีหนึ่งข้อสงสัย ผู้เข้าแข่งส่วนใหญ่ล้วนต้องการตัดคู่แข่ง ยิ่งเป็นคนไม่รู้จักมักชิด ฉะนั้นเหตุไฉนจึงมีผู้สอบผ่านมากถึงสิบคนในห้องห้องเดียว 

            “ถูกต้อง” เซเรน่าเริ่มกล่าว “ดูเหมือนว่าจะมีคนที่บอกคำตอบให้แก่ผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆ ชื่อของเขาคือลูฟิว ไรลอฟ อายุตอนนี้คือยี่สิบเก้าปี สอบตกมาแล้วถึงเจ็ดครั้ง ก็ไม่แปลกที่เขาจะสอบผ่านมาได้อย่างง่ายดาย เพราะทุกรอบก็มักจะตกม้าตายในการสอบ ‘รอบสุดท้าย’ และ ‘รอบพิเศษ’ ยังไงล่ะ”

            ไม่เพียงโบโบโบที่มีข้อสงสัยให้ขบคิด เพราะกระทั่งเซเรน่าก็มีหนึ่งคำถามอยู่ในหัวเช่นเดียวกัน

            “มันน่าแปลกที่ลูฟิวต้องการให้ทุกคนผ่าน หรือว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจออะไรในการทดสอบรอบต่อไป ?”

            เซเรน่าเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด ในใจเฝ้าคาดเดาหลากหลายข้อสันนิษฐาน หรือบางทีอาจจะมีใครบางคนแอบนำข้อมูลการสอบไปเผยแพร่ให้แก่เขา

            ทว่าโบโบโบกลับไม่คิดเช่นนั้น 

            “ชั้นว่ามันไม่แปลกสักนิด เพราะหากเป็นคนที่เคยเข้าสู่การแข่งรอบสุดท้ายมาถึงเจ็ดครั้ง งั้นเขาก็คงรู้ว่าคนที่ออกแบบการทดสอบในแต่รอบคือประธานอีวาน หลังจากนั้นก็ง่ายนิดเดียว เพราะยังไงซะการทดสอบทั้งหมดก็เป็นแค่ ‘การละเล่น’ ของเขาทั้งนั้น”

            พลันได้ยินชื่อของประธานอีวานจากปากของโบโบโบ นัยน์ตาของเซเรน่าจึงหรี่เล็กลง ลึกลงไปข้างในดวงตา คล้ายกับว่ามีกองไฟกองหนึ่งลุกโชนขึ้นมาอย่างมิได้ตั้งใจ

            “ชั้นล่ะเกลียดเจ้าแก่นั่นจริงๆ ครั้งก่อนที่เจอกันก็เอามือมาจับก้นชั้นด้วย” น้ำเสียงของเธอเจือแววแห่งความไม่พอใจ ประหนึ่งดวงไฟที่ลุกโชติช่วงชัชวาลท่ามกลางทุ่งหิมะอันเย็นยะเยือก

            “แล้วมีกลุ่มอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากกลุ่มของลูฟิวอีกไหม ?” โบโบโบพลันเร่งเปลี่ยนบทสนทนาในเร็วพลัน มิเช่นนั้นเขาคงต้องจำใจฟังเสียงก่นด่ายาวนานอีกนับชั่วโมง

            เมื่อนั้นเซเรน่าจึงกวาดสายตามองจอสังเกตการณ์ทั้งหมดอยู่ราวสามนาทีและจึงพูด 

            “กลุ่มที่เข้าตาชั้นมีอยู่หกกลุ่ม กลุ่มแรกก็อย่างที่ได้พูดไป จากห้องเก้าสิบเก้า จำนวนผู้สอบผ่านคือสิบคน ใช้เวลาในการสอบทั้งหมดสิบนาทีห้าสิบวินาทีสามสิบสองมิลลิวินาที”

            “กลุ่มที่สองมาจากห้องที่สิบสี่ มีผู้สอบผ่านเพียงคนเดียว ชื่อของผู้ทดสอบคือเจ้าฆาตกรโรคจิต เซริน มอลเฟน สอบผ่านด้วยการทำให้ทุกคนสลบและตอบคำถาม ใช้เวลาในการสอบทั้งหมดห้านาทีห้าวินาทีสิบสองมิลลิวินาที”

            “กลุ่มที่สามมาจากห้องเจ็ดสิบเอ็ด จำนวนผู้สอบผ่านคือสามคน ดูเหมือนว่าจะเป็นคนของผู้กล้ายามาดะคนนั้น พวกเธอใช้จดหมายแนะนำตัวเพื่อให้ได้อยู่ในห้องเดียวกัน ใช้เวลาในการสอบทั้งหมดคือเจ็ดนาทีถ้วน ถึงแม้ผู้เข้าสอบจะมีแต่ชายร่างยักษ์ แต่ก็ไม่คณามือพวกเธอแม้แต่น้อย”

            “กลุ่มต่อมาคือกลุ่มที่สี่ มาจากห้องที่หนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด จำนวนผู้สอบผ่านคือหนึ่งคน ที่จริงหมอนี่เคยสอบผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง และยังเลื่อนระดับมาถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่งโดยใช้เวลาเพียงครึ่งปีเศษ แต่กลับต้องถูกริบตราไปอย่างน่าเสียดาย เหตุมาจากการล้างบางกลุ่มมาเฟียใต้ดินกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลในตลาดค้าทาสเหนือเวหา วิธีการผ่านของเขาช่างง่ายดาย เขาจัดการทุกคนจนสาหัส แต่กลับใช้เวลาในการคิดตอบคำถามมากไปหน่อย โดยใช้เวลาในการสอบไปทั้งหมดคือสี่สิบสี่นาทีสิบสองวินาทีห้าสิบหกมิลลิวินาที”

            ทั้งสี่กลุ่มล้วนแล้วแต่ประกอบไปด้วยบรรดาตัวประหลาด แม้กระทั่งโบโบโบก็มิอาจมองข้ามไปแม้แต่เพียงกลุ่มเดียว

            “อืม น่าสนใจจริงๆ แต่ก็มีพวกที่น่าปวดหัวอยู่ไม่น้อย ชั้นล่ะไม่อยากจะคิดเลยสักนิด ว่าหากเจ้าฆาตกรโรคจิตอย่างเซรินมันเกิดผ่านการสอบขึ้นมา จะต้องมีอีกสักกี่ศพที่ต้องสังเวยให้แก่ตัณหาของมัน”

            เพราะภายในดันเจี้ยนเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าที่อาจมอบบางสิ่งให้แก่โลกทั้งใบ การเป็นนักบุกเบิกจึงไม่สนสัญชาติหรือสถานะทางสังคม จะผู้ร้ายหรือฆาตกรก็มีสิทธิ์สอบผ่านหากเป็นผู้มากมีไปด้วยความสามารถ 

            “แล้วอีกสองกลุ่มที่เหลือล่ะ ?” โบโบโบเริ่มเอ่ยถามอีกครั้ง 

            “นั่นแหละที่น่าสนใจ งั้นก็เริ่มจากกลุ่มที่ห้าซึ่งมาจากห้องที่สามร้อยยี่สิบแปด ผู้สอบผ่านมีอยู่สามคน หนึ่งในนั้นคือองค์ชายคนเล็กแห่งราชวงศ์อาร์นุลฟ ซึ่งเป็นลูกคนที่สามจากบรรดาพี่น้องทั้งห้าคน อีกทั้งผู้เข้าทดสอบอีกสองคนยังใช้จดหมายแนะนำตัวเพื่อให้ได้อยู่ห้องเดียวกับท่าน ทั้งสองเคยเป็นนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่ห้า แต่กลับยอมสละตราด้วยตนเองเพื่อเข้าสอบอีกครั้ง เป้าหมายคงเป็นการปกป้ององค์ชายไม่ให้ถูกใครทำร้ายในระหว่างการสอบ พวกเขาใช้เวลาในการสอบทั้งหมดสิบห้านาทีห้าสิบสี่วินาทีสามสิบแปดมิลลิวินาที”

            ได้ยินดังนั้น โบโบโบจึงเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด

            “อืม ก็น่าสนใจจริง ๆ นั่นแหละ ครั้งล่าสุดที่องค์ชายลำดับที่หนึ่งอย่างท่านกลาดิโอลัสเข้าสอบก็คงเป็นช่วงเวลาราวสิบหกปีก่อน ในปีนั้นยังมีคู่แข่งที่สูสีอย่างองค์ชายราฟาเอลแห่งราชวงศ์อัลบาอีกด้วย”

            ราชวงศ์อาร์นุลฟแห่งซูเมทิส และราชวงศ์อัลบาแห่งอินดูเอล ก่อกำเนิดเป็นการประชันความแข็งแกร่งของผู้สืบทอดอาณาจักรแห่งสามค้อนแห่งกูรันก้า ในปีดังกล่าวได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คน ถึงพระปรีชาสามารถขององค์ชายทั้งสองผู้มาจากต่างแดนซึ่งมากล้นจนน่าอัศจรรย์

            “แล้วกลุ่มสุดท้ายล่ะ ?” 

            “กลุ่มนี้มาจากห้องสี่ร้อยสิบ จำนวนผู้สอบผ่านคือสามคน ใช้เวลาในการทดสอบคือห้าสิบเก้านาทีสี่สิบเก้าวินาทีสิบสี่มิลลิวินาที”

            นัยน์ตาของโบโบโบหรี่เล็กลงเมื่อสิ้นสุดถ้อยคำของเซเรน่า ลึกลงไปในดวงตาคล้ายกับมีความสงสัยน้อย ๆ เริ่มต้นก่อตัว

            “ชั้นไม่เข้าใจ มันไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนหากเทียบกับอีกห้าห้องที่เหลือ” เขากล่าว 

            ทว่าทันใดนั้นริมฝีปากของเซเรน่ากลับบางเม้มเข้าหากัน กลายเป็นรอยยิ้มบาง ๆ แฝงเล่ห์กลและจึงพูด

            “ไม่เลย ความไม่น่าสนใจนั่นแหละที่ทำให้มันน่าสนใจ เพราะว่าพวกเขาทั้งสามคนที่ว่ามา ล้วนแล้วแต่เป็นมือใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียงใด ๆ และพึ่งเคยสอบเป็นครั้งแรกแทบทั้งสิ้น”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน