“เฮ้อ...” ฮ่องเต้ถอนหายใจทีหนึ่งชักม้าไปชิดม้าของเสนาบดีเฉิน เฉินจงกุ้ยก็ยื่นมือไปอุ้มลูกมา จับลูกนั่งข้างหน้ากอดเอวลูกเอาไว้ เขาชักม้าออกห่าง องค์ชายใหญ่ก็ขี่ม้ามาถึงเขาบังคับม้าพุ่งไประหว่างกลางม้าทั้งสองตัว ตามองเฉินมู่อิ๋งอย่างข่มขู่ ‘เ้าอยู่ห่างๆ เสด็จพ่อข้าหน่อย’
ฮ่องเต้จึงหันไปมองลูกชาย สั่งว่า“ระวังตัวอย่าอยู่ห่างจากองครักษ์”
“พะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่รับคำสีหน้าอ่อนโยนลง เฉินมู่อิ๋งโล่งอกมากที่ได้มานั่งม้าตัวเดียวกันกับท่านพ่อความเอ็นดูของฮ่องเต้เหมือนดาบสองคมสำหรับเขา ทางหนึ่งคือทำให้คนไม่กล้ารังแกเขาอีกทางหนึ่งก็ต้องรับมือกับความริษยาของผู้คนที่อิจฉาตาร้อนผ่าวๆ อย่างเช่นที่องค์ชายใหญ่แสดงออกอยู่ในขณะนี้
ฮ่องเต้ก็ชักม้าไปล่าสัตว์องค์ชายใหญ่ชักม้าตามไป องครักษ์ก็ชักม้าตามไปหมด เหล่าขุนนางก็พากันชักม้าตามไปเหลือม้าของเฉินจงกุ้ยยืนอยู่ที่เดิม ไฉฟู่ชักม้าไปใกล้แล้วพูดว่า“เ้าช่างสั่งสอนลูกได้ดีจริงๆ ทำให้ฝ่าาเอ็นดูเขายิ่งกว่าลูกแท้ๆ เสียอีก”
“หึ!”เฉินจงกุ้ยแค่นเสียงคำหนึ่งเขาไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเสนาบดีไฉจึงชักม้ากลับไปที่ตำหนัก ไฉฟู่มองตามเห็นเสนาบดีเฉินขี่ม้าไปกลับไปเพียงลำพังเขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาเขากวักมือเรียกองครักษ์คนสนิทหยุนเตอ (云地) หยุนเตอก็ชักม้าไปใกล้ๆ เ้านาย ไฉฟู่กระซิบกระซาบสั่งความบางอย่าง“เ้า.......”
หยุนเตอฟังจบแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ “ขอรับ”
เขาชักม้าออกไฉฟู่ก็ชักม้าตามเสด็จฮ่องเต้ไป หยุนเตอก็สั่งลูกน้องว่า “พวกเ้า 5คนตามข้ามาไปจัดการศัตรูของนายท่าน”
เขาชักม้ากลับไปทางตำหนักพร้อมกับลูกน้องอีก5 คน พวกเขาเอาผ้ามาปิดหน้าจนเห็นแต่ลูกตาแล้วรีบตามเสนาบดีเฉินไปอย่างมุ่งร้าย พวกเขารีบควบม้าตามเสนาบดีเฉินไป
เฉินจงกุ้ยได้ยินเสียงควบม้าตามหลังมาเขาก็หันไปมองเขาชักม้าหลบข้างทางเพื่อให้คนกลุ่มนั้นผ่านไปก่อนเมื่อคนข้างหลังตามมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชักกระบี่ชักดาบออกฟันใส่เสนาบดีเฉินทันทีเฉินจงกุ้ยก้มหลบพลางชักกระบี่ต้าน เคร้ง!
“พวกเ้าบังอาจนัก!”เขาตวาดอย่างดุดัน เฉินมู่อิ๋งมองคนทั้ง 6 คนที่ล้อมเขากับท่านพ่อเอาไว้เขาจำคนหนึ่งในกลุ่มได้ คนๆ นั้นเป็คนสนิทของเสนาบดีไฉ เ้าคนๆ นี้(เสนาบดีไฉ)วางแผนร้ายต่อท่านพ่อเขามาตลอด เขาอยากจะช่วยท่านพ่อแต่ตัวเขาก็เล็กเกินไปอย่าว่าแต่จะยกดาบฟันเลย เกรงว่าแค่ยื่นมือออกไปก็คงถูกฟันมือขาดแล้วกระมังเขาได้แต่ร้องเตือน “ท่านพ่อข้างหลัง!”
เฉินจงกุ้ยรีบหันไปมองทันทีเขารีบผลักดาบออกไปแล้ววาดกระบี่ฟันซ้ายฟันขวา กระทุ้งสีข้างม้าให้วิ่งโจนทะยานออกไป
“อย่าให้มันหนีไปได้!”หยุนเตอสั่ง ลูกน้องก็พยายามปิดล้อมเสนาบดีเฉินเอาไว้เฉินจงกุ้ยเห็นท่าไม่ดีก็พยายามจะพาลูกหนีไปให้ได้เขาตัวคนเดียวอีกทั้งไม่ได้พาองครักษ์มาด้วยเพราะมาลานล่าสัตว์กะทันหันจึงไม่ได้พาองครักษ์ติดตามมาด้วยนี่นับเป็คราวเคราะห์โดยแท้ ฮึ่ม!
เฉินมู่อิ๋งกอดท่านพ่อแน่นมือหนึ่งอีกมือก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้อล้วงห่อผ้าออกมา 1 ห่อ สั่งว่า “ท่านพ่อหลับตา!”
เฉินจงกุ้ยไม่ทันคิดอะไรเขาหลับตาลงทันทีเฉินมู่อิ๋งก็โยนห่อผ้าห่อนั้นใส่คนร้ายที่อยู่ข้างหน้าหยุนเตอยกกระบี่ฟันห่อผ้าห่อนั้น ฉั๊วะ!
ผงสีคล้ำๆ กระจายออกมา ถูกตัวหยุนเตอเขาร้องลั่น “อ้า! ตาข้า!”
คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็พลอยถูกผงสีคล้ำไปด้วย“อ้า!”
เขาถูกผงสีคล้ำๆ จนแสบคันยิ่งนัก เฉินมู่อิ๋งมองแล้วสั่งท่านพ่อว่า“ท่านพ่อ หนี!”
เฉินจงกุ้ยลืมตาขึ้น เห็นคนร้ายข้างหน้ายกมือปิดตาร้องเสียงดังก็รีบชักม้าควบหนีไปทันทีคนร้ายข้างหลังชักม้าควบตามเฉินมู่อิ๋งก็รีบเอาห่อผ้าอีกห่อออกมาโยนใส่คนร้ายข้างหลังทันที
“เหวอ!”คนร้ายผวาห่อผ้าชะงักกึกไม่กล้าตามไป ห่อผ้าตกลงพื้นตุบ! เฉินจงกุ้ยจึงหลุดจากกลุ่มคนร้ายไปได้เขารีบควบม้าสุดฝีเท้า มุ่งหน้าไปตำหนักล่าสัตว์อย่างเร่งรีบสุดชีวิตพวกคนร้ายเสียจังหวะไม่อาจตามต่อได้ หยุนเตอก็ถูกผงพิษจนแสบตาไปหมดแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าเ้าเด็กนั้นจะมีพิษสงร้ายกาจถึงเพียงนี้! ฮึ่ม!
เขาเอาถุงน้ำออกมาเทน้ำล้างหน้าล้างตาเขาแสบตามากจนน้ำตาไหลพรากๆ มองอะไรไม่เห็นแล้วเขาล้างหน้าล้างตาจนพอจะลืมตาขึ้นมาได้นิดหนึ่ง แต่ดวงตาก็ยังแสบมากอยู่ดีคนอื่นลงจากหลังม้าก้มลงไปหยิบห่อผ้าขึ้นมาดู เขาค่อยๆ แกะห่อผ้าตรวจดูเห็นผงสีแดงคล้ำ กลิ่นฉุนอย่างยิ่ง กลิ่นนี้!?
เขาเอานิ้วแตะผงสีแดงคล้ำนั้นขึ้นมาแตะลิ้นแล้วเขาก็รีบถุยทิ้ง“ถุยๆ”
เขาหันไปบอกหยุนเตอว่า “ท่านหยุนเตอนี่มันผงพริก ไม่ใช่ยาพิษขอรับ”
หยุนเตอพยายามลืมตามองเขาจดบัญชีแค้นนี้ไว้ในใจแล้ว เ้าเด็กนั่นอายุเท่านี้ก็รู้จักใช้พริกโยนใส่คนแล้ว!“เ้าเด็กเหลือขอ! เ้าเด็กเลว! ฮึ่ม!”
เขาก่นด่าแล้วก็สั่งว่า “ไป!”
พวกเขาก็รีบจากไปทันที แผนการล้มเหลวแล้วหากเสนาบดีเฉินไปถึงตำหนักล่าสัตว์เขาย่อมให้ทหารที่อยู่ที่ตำหนักออกมาจับตัวคนร้ายแน่ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบหนีไปก่อนที่ทหารจะมาถึง พวกเขาพลาดโอกาสเพียงเพราะผงพริก2 ห่อ นี่มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก! ฮึ่ม!
เมื่อไปถึงตำหนักล่าสัตว์ เฉินจงกุ้ยก็รีบหยุดม้าทำให้ขุนนางบางคนที่ไม่ได้ตามเสด็จไปด้วยล้วนแปลกใจ“ท่านเสนาบดีเฉินไยจึงรีบร้อนเช่นนั้นเล่า?”
“ข้าถูกคนร้ายตามฆ่าน่ะซิจึงได้รีบพาลูกหนี”เฉินจงกุ้ยบอกสีหน้าตึงเครียด ขุนนางคนอื่นๆ ใ “โอ้!”
“ลานล่าสัตว์ มีคนร้ายด้วยหรือ?”ขุนนางคนหนึ่งถามขึ้นมา ทำให้ได้รับสายตาดูแคลนจากขุนนางคนอื่นองค์ชายเก้าได้ยินที่เสนาบดีเฉินพูดเมื่อครู่เขาจึงรีบวิ่งไปหาเฉินมู่อิ๋งถามว่า“อิ๋งตี้ เ้าาเ็หรือไม่?”
“ข้าน้อยไม่เป็อะไรพะย่ะค่ะ”เฉินมู่อิ๋งตอบ เฉินจงกุ้ยก้มลงกระซิบถามลูก“ห่อนั่นที่เ้าโยนใส่คนชั่วพวกนั้นคืออะไรรึ?”
“ผงพริกขอรับ” เฉินมู่อิ๋งกระซิบตอบเฉินจงกุ้ยเบิกตาโต ลูกของเขาฉลาดถึงเพียงนี้เชียวรึ!
“ข้าไปอาบน้ำก่อนดีกว่า พริกทำให้ข้าแสบๆยิ่งนัก” เฉินมู่อิ๋งกระซิบบอกแล้วก็ถามว่า “ท่านพ่อ จะอาบน้ำตรงไหนได้บ้างขอรับ?”
“ข้าพาเ้าไปเอง” เฉินจงกุ้ยอุ้มลูกขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในตำหนักเขาเดินไปทางด้านหลังของตำหนักซึ่งมีห้องอาบน้ำสำหรับข้าราชบริพารอยู่เขาสั่งบ่าวที่อยู่แถวนั้นว่า “พวกเ้ารีบต้มน้ำร้อนมาที ข้าจะอาบน้ำ”
“ขอรับ”บ่าวรับคำสั่งแล้วเดินไปต้มน้ำร้อนให้ท่านเสนาบดีเฉินท่านเสนาบดีผู้นี้ติดตามฮ่องเต้มาหลายครั้งยิ่งนักพวกเขาล้วนรู้ว่าท่านเสนาบดีผู้นี้เป็คนโปรดปรานของฮ่องเต้จึงรับใช้อย่างดี
“อ่อ หาอาภรณ์ให้ข้ากับลูกด้วยข้าไม่ได้เตรียมอาภรณ์มา อาภรณ์ชุดนี้สกปรกแล้วไม่อาจใส่ได้แล้ว”เฉินจงกุ้ยสั่งพลางยื่นถุงเงินให้บ่าง 1 ถุง บ่าวรับถุงเงินไป “ขอรับ”
เฉินจงกุ้ยพาลูกไปนั่งรอในห้องอาบน้ำขุนนางด้านนอกก็พูดคุยเื่คนร้ายกันอื้ออึงราชครูจึงสั่งให้ทหารออกไปตามจับคนร้ายมาให้ได้ หากฮ่องเต้รู้เื่ก็ย่อมสั่งให้ทหารตามจับคนร้ายอย่างโมโหยิ่งนักกล้าลงมือในเขตลานล่าสัตว์ซึ่งถือเป็เขตพระราชฐานของฮ่องเต้เท่ากับลบหลู่เกียรติของฮ่องเต้ ต้องปะา 9 ชั่วโคตรจึงจะสาสม ฮึ่ม!
ทหารก็รีบแบ่งกำลังไปตามจับคนร้ายราชครูก็ตามติดองค์ชายเก้าคอยอารักขายิ่งกว่าชีวิตของเขาเสียอีกองค์ชายเก้าก็รอให้เฉินมู่อิ๋งออกมาตามประสาเด็กน้อย เขาเดินไปเดินมาบางครั้งก็นั่งดื่มชากินขนม ชะเง้อชะแง้มองอย่างรอคอย
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว สวมอาภรณ์ชุดใหม่ที่บ่าวหามาให้เรียบร้อยดีแล้วสองพ่อลูกก็ออกจากห้องอาบน้ำ องค์ชายเก้าก็วิ่งไปหาทันที “อิ๋งตี้”
เฉินจงกุ้ยปล่อยให้ลูกอยู่กับองค์ชายเก้าตัวเขาเดินไปคุยกับราชครู เดาว่าราชครูย่อมส่งทหารไปตามจับคนร้ายแล้วแน่นอนเขาถามทันที “ท่านราชครู ทหารกลับมาหรือยัง?”
“ยังเลย” ราชครูตอบ แล้วถามว่า“คนร้ายมีกี่คนรึ?”
“6 คน” เฉินจงกุ้ยตอบ “พวกมันปิดหน้าข้าจึงไม่รู้ว่าพวกมันเป็ใคร?”
อันที่จริงแล้วเขารู้อยู่เต็มอกว่าคนพวกนั้นเป็คนของเสนาบดีไฉหากจับคนพวกนั้นได้พวกมันก็ไม่ซัดทอดไปถึงตัวเสนาบดีไฉหรอกพวกมันย่อมออกรับว่าเป็พวกมันเกลียดชิงชังเขาจึงได้ลงมือฆ่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเสนาบดีไฉสักนิด
“เช่นนั้นก็อาจจะจับตัวได้หรือไม่ได้ก็ได้น่ะซิ”ราชครูพูด มองดูท่าทางของเสนาบดีเฉินเขายังไม่ทันจะพูดต่อก็ได้ยินเสียงทหาระโว่า “ฮ่องเต้เสด็จ---”
เขาจึงหยุดคุย รีบเดินไปรอรับเสด็จเฉินจงกุ้ยก็เดินตามไป คนอื่นๆ ก็หยุดคุยรีบเดินไปรอรับเสด็จกันหมดองค์ชายเก้าจูงมือเฉินมู่อิ๋งไปรับเสด็จด้วยกัน“เ้าคิดว่าเสด็จพ่อข้าจะล่าสัตว์อะไรได้บ้าง?”
“นกพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบเพราะตอนที่เขาอยู่กับฮ่องเต้ เห็นฮ่องเต้ล่านกได้ 2 ตัวหลังจากนั้นท่านพ่อก็พาเขากลับมา
ฮ่องเต้เสด็จมาถึงก็ลงจากหลังม้า เหล่าขุนนางก็กุมมือคารวะ“ฝ่าา”
“พวกเ้าลุกขึ้นเถอะ”ฮ่องเต้สั่งแล้วเดินผ่านพวกขุนนางไปองค์ชายใหญ่ลงจากหลังม้าแล้วเดินตามเสด็จพ่อไปอย่างภาคภูมิใจมาก เขาล่ากระต่ายได้3 ตัว ไก่ 2 ตัวเมื่อเดินผ่านเฉินมู่อิ๋งเขาก็มองเฉินมู่อิ๋งอย่างไม่เป็มิตรเช่นเดิมองค์ชายเก้ารีบเดินไปหาพี่ชาย “พี่ใหญ่ ท่านล่าอะไรมาได้บ้างหรือพะย่ะค่ะ?”
“ข้าล่ากระต่ายได้ 3 ตัว ไก่ 2 ตัว”องค์ชายใหญ่ตอบอย่างภูมิใจ องค์ชายเก้าตบมือชม “พี่ใหญ่ยอดเยี่ยมยิ่งนักเมื่อข้าโตขึ้นข้าก็จะล่าสัตว์ให้เก่งเหมือนท่าน”
“ขี่ม้าตัวใหญ่ให้ได้ก่อนเถอะ”องค์ชายใหญ่บอก องค์ชายเก้าหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่ง พยักหน้า “ข้าจะพยายาม”
“เสนาบดีเฉินข้าได้ข่าวว่ามีคนร้ายจะฆ่าเ้ารึ?” ฮ่องเต้ถาม เขาหยุดยืนอยู่ห่างจากเสนาบดีเฉิน1 ่แขน กวาดตามองร่างเสนาบดีเฉินขึ้นๆ ลง ๆ 1 รอบเห็นว่าไม่ได้าเ็อะไรก็เบาใจ
“ราชครูส่งทหารไปตามจับแล้วพะย่ะค่ะ”เฉินจงกุ้ยกุมมือตอบ ฮ่องเต้หันไปสั่งทหารว่า “ตามจับคนร้ายมาให้ได้!”
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำสั่งจากนั้นก็แบ่งคนไปตามจับคนร้าย
“กลับวัง” ฮ่องเต้สั่งผู้คนก็รีบตื่นตัวกันพรึ่บพั่บ ฮ่องเต้ก็สั่งทหารว่า“แบ่งคนส่วนหนึ่งคุ้มกันเสนาบดีเฉินกลับจวนด้วย”
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำสั่ง เฉินจงกุ้ยรีบขอบพระทัย“ขอบพระทัยฝ่าา”
“อืม”ฮ่องเต้พยักหน้าทีหนึ่งแล้วเดินไปขึ้นรถม้า องค์ชายใหญ่เดินตามไปองค์ชายเก้าก็รีบตามไป ก่อนไปเขาหันไปพูดกับเฉินมู่อิ๋งว่า “พรุ่งนี้เจอกันนะ”
เฉินมู่อิ๋งไม่ได้ตอบอะไรเขามององค์ชายเก้าไปจนองค์ชายเก้าเข้าไปในรถม้า ราชครูก็รีบตามขึ้นไปนั่งกับสารถีหลังจากนั้นรถม้าก็วิ่งกลับวังหลวง เฉินจงกุ้ยก็จูงลูกเดินไปที่รถม้าของเขาสองพ่อลูกขึ้นรถม้าแล้วสารถีก็บังคับรถม้าวิ่งตามขบวนเสด็จไปทหารก็ตามคุ้มกันขบวนเสด็จอย่างแข็งขัน
จนกระทั่งรถม้าเข้าประตูเมืองไปแล้วสารถีก็บังคับรถม้าแยกกลับจวนไปทหารก็แบ่งกำลังไปคุ้มกันเสนาบดีเฉินไปจนถึงจวนหลังจากส่งท่านเสนาบดีเฉินถึงจวนแล้วทหารก็กลับไป เฉินจงกุ้ยก็อุ้มลูกลงจากรถม้าจูงมือเข้าเรือน พ่อบ้านเหลียงรออยู่แล้วรีบเดินไปบอกว่า “ท่านพ่อตามาขอรับรออยู่ที่ห้องโถงขอรับ”
“หือ?” เฉินจงกุ้ยขมวดคิ้วเขารีบเดินไปที่ห้องโถงทันที พลางจูงมือลูกไปด้วยเฉินมู่อิ๋งรู้สึกว่าปลายนิ้วท่านพ่อเย็นขึ้นมาเล็กน้อยเขาจึงมองหน้าท่านพ่อสังเกตท่าทางของท่านพ่อเงียบๆ
เมื่อไปถึงห้องโถงเฉินจงกุ้ยเห็นฮูหยินนั่งอยู่ในห้องโถง ส่วนท่านพ่อตาก็นั่งอยู่ข้างๆเฉินม่านอิ๋งมองไปพลางบอกว่า “ท่านพ่อ ท่านพี่กลับมาแล้วเ้าค่ะ”
“หึ!” หวงห้าวหยาง(黄浩洋) แค่นเสียงคำหนึ่งมองลูกเขยอย่างไม่ชอบใจนัก เฉินจงกุ้ยเดินเข้าไปกุมมือคารวะ “ท่านพ่อ”
“อ่อ ยังจำได้ว่าข้าเป็พ่อตาเ้าอยู่รึ?”หวงห้าวหยางถามน้ำเสียงเ็า เฉินจงกุ้ยรีบคุกเข่าลงไป “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ลืมว่าท่านเป็ท่านพ่อตาของข้าสักวันเลยนะขอรับ”
“จนหลานข้าโตขนาดนั้นแล้วเ้ายังไม่เคยพาลูกสาวข้ากับหลานข้าไปหาข้าบ้างเลยยังจะนับว่าข้าเป็พ่อตาอยู่อีกรึ! หึ!”หวงห้าวหยางแค่นเสียงอย่างโมโห นิ้วชี้ไปที่หลานตัวน้อยซึ่งไม่เคยเห็นหน้าแต่ได้รับรายงานจากสาวใช้ของลูกสาวว่า เขามีหลาน 1 คนแล้ว
“ท่านพ่อเป็เพราะร่างกายข้าไม่แข็งแรงจึงไม่อาจเดินทางไกลได้ไม่ใช่ท่านพี่ไม่อยากพาข้าไปเยี่ยมท่านหรอกเ้าค่ะ” เฉินม่านอิ๋งแก้ตัวแทนสามีหวงห้าวหยางหันไปมองลูกสาวอย่างโมโห “เ้าก็เข้าข้างมันเสียจริงเ้านอนไปในรถม้าจะเดินทางไม่ได้ได้อย่างไร!มันี้เีพาเ้าไปหาข้าต่างหาก”
“ท่านพ่อ ท่านพี่อยากจะพาไปนะเ้าคะแต่เป็ข้าเองที่ไม่อยากเดินทางกลับไป” เฉินม่านอิ๋งบอกน้ำเสียงเข้มขึ้น“ข้าไม่แข็งแรงเช่นนี้ เดินทางลำบากนัก หรือท่านพ่อ้าให้ข้าเดินทางไปแล้วฝังอยู่ที่บ้านเ้าคะ?”
“อิ๋งเอ๋อร์ พ่อไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะเ้าอย่าได้โมโหไป เดี๋ยวจะป่วยเอา” หวงห้าวหยางปะเหลาะลูกสาวเฉินม่านอิ๋งส่งเสียงคำหนึ่ง “ฮึ!”
เฉินมู่อิ๋งเห็นท่านแม่โมโหจึงรีบเดินไปหา“ท่านแม่ขอรับ”
“อิ๋งเอ๋อร์” เฉินม่านอิ๋งมองลูกพลางอุ้มลูกขึ้นมานั่งตัก หวงห้าวหยางมองหลานพลางกวักมือ “มาหาตาก่อน”
เฉินมู่อิ๋งลงจากตักท่านแม่ เดินไปหาท่านตากุมมือคารวะ “ท่านตา”
“ดีๆ”หวงห้าวหยางมองหลานแล้วจับหลานหมุนซ้ายหมุนขวามองขึ้นๆ ลงๆ ลงๆ ขึ้นๆ หลายรอบสุดท้ายสายตาของเขาก็หยุดลงที่ต่างหูบนหูซ้าย “นี่!”
“ไพลินฟ้าครามเครื่องหมายเ้าตระกูลหวงอย่างไรล่ะเ้าคะ” เฉินม่านอิ๋งตอบ หวงห้าวหยางอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วบ่นว่า “เ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะมอบไพลินฟ้าครามให้ลูกเ้าโดยไม่ผ่านการทดสอบไม่ได้”
“ข้ามอบให้เขาไปแล้ว”เฉินม่านอิ๋งตอบอย่างกำปั้นทุบดิน หวงห้าวหยางจับต่างหูถอดออกทันทีแต่เขาดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก เฉินมู่อิ๋งถูกดึงจนเจ็บหูจึงร้อง “ท่านตา ข้าเจ็บ”
“วะ ทำไมถอดไม่ได้เล่า!?” หวงห้าวหยางสบถพยายามดึงต่างหูออกมา เฉินมู่อิ๋งปัดมือท่านตาออกแล้วรีบเดินไปหาท่านแม่ ฟ้องว่า “ท่านแม่ ข้าเจ็บ”
“โอ๋ๆ” เฉินม่านอิ๋งปลอบลูกพูดกับท่านพ่อว่า “ต่างหูนี้ข้าเคยพยายามถอดออกแล้วแต่ก็ถอดไม่ออกอีกเลยข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหากคิดจะถอดต่างหูออกจากหูเขามีทางเดียวคือต้องตัดหูแล้วล่ะท่านพ่อท่านอยากจะตัดหูหลานไหมล่ะ?”
“ไหนๆ มาให้ตาลองอีกทีซิ”หวงห้าวหยางลุกขึ้นเดินไปหาหลาน ยื่นมือไปดึงต่างหูออกมา เฉินมู่อิ๋งไม่หลบยอมให้ท่านตาลองดึงต่างหูอีกครั้ง หวงห้าวหยางก็พยายามดึงออกเขาจับตัวต่างหูข้างหน้ากับแป้นข้างหลังแล้วออกแรงดึงแยกออกจากกัน “ฮึ๊บบบบบ---”
เขาดึงจนสุดแรงแล้วก็ยังดึงไม่ออกเลยเขาพยายามอีกครั้ง “ฮึ๊บบบบบบบ---”
ก็ยังดึงไม่ออกราวกับต่างหูติดแน่นกลายเป็ส่วนหนึ่งของติ่งหูไปแล้ว เขาหมดแรงจึงปล่อยมือก้มมองต่างหูอย่างแปลกใจ “เมื่อก่อนไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เลยสักครั้งไม่ว่าใครใส่ก็ถอดได้หมดทุกคน เหตุใดพอเ้าเด็กคนนี้ใส่ถึงได้เป็เช่นนี้เล่า?”
“ข้าก็ไม่รู้เ้าค่ะ” เฉินม่านอิ๋งส่ายหน้าเฉินจงกุ้ยยิ่งส่ายหน้าไปมา เขารู้เกี่ยวกับต่างหูนี้น้อยยิ่งกว่าฮูหยินเสียอีกหวงห้าวหยางถอยไปนั่งที่เก้าอี้คิดๆ “อืม?”
สักพักเขาก็พูดว่า“เช่นนั้นต้องพาเขากลับไปทดสอบเป็เ้าตระกูลรุ่นต่อไป”
“เอ่อ...” เฉินจงกุ้ยพูดไม่ออกเท่าที่เขาได้ฟังจากฮูหยินการทดสอบเ้าตระกูลของตระกูลหวงนั้นยากเย็นยิ่งนักลูกจะสอบผ่านหรือ?
ได้ยินว่ามีคนที่สอบไม่ผ่านถึงตายด้วยนะ!
เฉินมู่อิ๋งสงสัยจึงถามว่า“ท่านแม่การทดสอบเ้าตระกูลคืออะไรขอรับ?”
“การทดสอบเ้าตระกูลก็คือการทดสอบเป็เ้าตระกูลหวงอย่างไรล่ะหากเ้าผ่านการทดสอบก็จะกลายเป็เ้าตระกูลหวงทันที มีอำนาจเหนือคนตระกูลหวงทุกคนคล้ายๆ กับเป็ฮ่องเต้ของตระกูลหวงนั่นแหละ” เฉินม่านอิ๋งอธิบาย เฉินมู่อิ๋งถามต่อ“แล้วการทดสอบนี้มีอะไรบ้างขอรับ? ทดสอบวรยุทธ์? ทดสอบความรู้? หรือว่าทดสอบไหวพริบปฏิภาณขอรับ?”
“แม่ก็ไม่รู้เช่นกัน แม่เคยเข้าไปในห้องทดสอบแล้วจำอะไรไม่ได้คล้ายหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา หินทดสอบก็ไม่เปลี่ยนสีตระกูลหวงจึงไม่มีเ้าตระกูลมาหลายรุ่นแล้ว บางคนเข้าไปทดสอบแล้วตายอยู่ในนั้นก็มี”เฉินม่านอิ๋งอธิบาย เฉินมู่อิ๋งยิ่งอยากรู้เกี่ยวกับตระกูลฝั่งท่านแม่มากขึ้นก่อนหน้านี้ท่านแม่ก็ไม่ค่อยพูดถึงตระกูลเดิมสักเท่าไหร่รู้แต่ว่าตระกูลเดิมแซ่หวง อยู่ที่เมืองเว่ยหง (卫洪) เมืองเล็กๆห่างไกลจากเมืองหลวงมากนักติดกับชายแดนแคว้นซีเอ่อ
ยิ่งฟัง เฉินมู่อิ๋งก็ยิ่งสงสัยหวงห้าวหยางก็พูดว่า “ต้องพาเขากลับไปทดสอบ ไม่เช่นนั้นก็ต้องตัดหูเขาเอาต่างหูออกหากมีใครอยากสวมไพลินฟ้าครามเข้าทดสอบเป็เ้าตระกูลหากไม่มอบไพลินให้คงเกิดศึกในตระกูลแน่”
“ท่านแม่ข้าอยากไปทดสอบขอรับ”เฉินมู่อิ๋งบอก เขารู้สึกว่าตระกูลฝั่งท่านแม่มีความลับอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ อีกทั้งเขาก็อยากหาข้ออ้างไปจากเมืองหลวงสักพักจะได้ไม่ต้องเข้าเรียนเป็เพื่อนองค์ชายใหญ่นั่นอีกองค์ชายใหญ่ไม่ชอบเขา ดังนั้นเขาก็ควรจะอยู่ให้ห่างๆ องค์ชายใหญ่ไว้หน่อยดีกว่า
“เ้าอยากไปจริงๆ หรือ?”หวงห้าวหยางถามอย่างตื่นเต้นดีใจ เขาอยากพาหลานไปอวดคนในตระกูลยิ่งนักว่าเขาก็มีหลานเหมือนกันนะ ทั้งหลานเขายังหน้าตาดีอีกด้วยเขาอิจฉาคนอื่นทุกครั้งที่มีลูกหลานอยู่เคียงข้างใครใช้ให้เขามีลูกสาวคนเดียวอีกทั้งยังแต่งงานกับบุรุษจากเมืองหลวงเล่า ก่อนแต่งงานเขาห้ามปรามอย่างไรลูกสาวก็ไม่ฟังอยากจะแต่งกับเ้าหนุ่มจากเมืองหลวงจนถึงขนาดขู่ว่าถ้าไม่ให้แต่งจะหนีตามไปทำเขาโมโหแทบตายไปครั้งหนึ่งแล้ว
ตอนนี้หลานอยากกลับไปทดสอบเป็เ้าตระกูลเขาจึงดีใจยิ่งนักจะได้พาหลานไปอวดคนอื่นให้ทั่วเมืองเลยทีเดียว หึๆๆๆๆ
“ข้าไม่ให้ไป”เฉินจงกุ้ยพูดขึ้นมาสีหน้าขึงขังจริงจัง หวงห้าวหยางโมโหขึ้นมาทันที“ข้าจะพาหลานไปแล้วก็จะพาอิ๋งเอ๋อร์กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดด้วย”
“ท่านพ่อ ร่างกายข้าไม่อาจเดินทางไกลได้”เฉินม่านอิ๋งพูดน้ำเสียงเย็นๆ หวงห้าวหยางรู้สึกขนคอลุกชันขึ้นมา “เอาๆเ้าไม่อาจเดินทางไกลก็ไม่ต้องไป ข้าพาหลานไปคนเดียวก็ได้”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ให้ข้าไปเถอะนะขอรับข้าอยากรู้เื่เกี่ยวกับต่างหูข้างนี้ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งอ้อนเขาเคยสงสัยว่าต่างหูนี้มีข้างเดียวหรือ? แล้วอีกข้างล่ะ?ไพลินิญญามีเม็ดเดียวหรือมี 2 เม็ด? เขาสงสัยเื่นี้มานานมากแล้วแต่ผู้เฝ้ามองก็ไม่อยู่ให้ถามเสียแล้ว จะไปถามคนอื่นก็ไม่รู้จะถามใครได้ท่านแม่ก็บอกว่าต่างหูข้างนี้มีข้างเดียว สืบทอดต่อกันมาในตระกูลนานแล้วแต่เขารู้สึกว่าถ้าเป็ต่างหูก็ควรมี 2 ข้างซิอีกทั้งเขาก็อยากรู้เื่ตระกูลหวงด้วยทั้งยังอยากหลบเลี่ยงการเข้าใกล้องค์ชายใหญ่ไปด้วย มีเหตุผลถึง 3 ข้อเชียวนะ
“เื่นี้เอาไว้ตัดสินใจวันอื่นเถอะนะ”เฉินจงกุ้ยเลี่ยงไป หวงห้าวหยางหน้าดำทมึนขึ้นมาอย่างโมโหลูกเขย เ้าลูกเขยคนนี้ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปก็ยังฝีปากดียิ่งนักหึ!
“ก็ได้” เฉินม่านอิ๋งพยักหน้านางมองอาภรณ์ลูกกับสามีแล้วถามว่า “ว่าแต่เหตุใดจึงเปลี่ยนอาภรณ์?ข้าจำได้ว่าเมื่อเช้าไม่ใช่ชุดนี้นี่นา”
“พอดีข้าตามเสด็จฝ่าาไปลานล่าสัตว์นะอาภรณ์เปรอะเปื้อนจึงต้องอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์” เฉินจงกุ้ยตอบ หวงห้าวหยางรีบพูดว่า“เ้าไปยุ่งเกี่ยวกับสตรีอื่นจนกลิ่นติดตัวมากระมังจึงได้อาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์”
“ท่านตา ท่านพ่อถูกข้าทำผงพริกหกใส่ต่างหากข้ากับท่านพ่อจึงต้องอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่” เฉินมู่อิ๋งช่วยพูดให้ท่านพ่อหวงห้าวหยางหน้างอฉับ!เขาพยายามหาทางให้อิ๋งเอ๋อร์หย่ากับเ้าลูกเขย นางจะได้กลับบ้านไปอยู่กับเขาเขาจะได้ไม่ต้องเหงาหงอยอีกต่อไป
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”เฉินมู่อิ๋งอ้อนท่านแม่ เฉินม่านอิ๋งจึงให้สาวใช้ไปยกอาหารมาแล้วนางก็บอกท่านพ่อว่า “ท่านพ่อข้ามีเหล้าดี”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ