ในที่สุดไป๋จื่อชีและลวี่เยาก็แยกออกจากกัน หลังจากร่างเกี่ยวกันพัลวัน ไป๋จื่อชีกระโดดออกมานอกรถ สูดอากาศบริสุทธิ์หลายที ถามคนขับรถว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
คนขับรถม้าตอบอย่างตื่นตระหนก “เรียนใต้เท้าไป๋ จู่ ๆ มีหินก้อนใหญ่อยู่หน้ารถม้า ฟ้าค่อนข้างมืด ข้าน้อยจึงไม่ทันสังเกต เห็นอีกทีก็พบว่ามันอยู่ใกล้มาก ข้าน้อยจึงรีบหยุดรถขอรับ แต่กลับทำให้ไป๋เหย่ต้องลำบาก ข้าน้อย...”
ไป๋จื่อชีขมวดคิ้ว “ทำไมมากความเสียจริง?!”
คนขับรถรีบหุบปาก ไป๋จื่อชีเดินไปดูหน้ารถม้า มองก้อนหินใหญ่ที่ขวางอยู่ ในใจรู้สึกสับสน เมื่อคืนก็ผ่านถนนเส้นนี้ แต่กลับมองไม่เห็น เขาเงยหน้า ไม่พบสิ่งผิดปกติ แอบคิดในใจว่าเขตลิ้วเหอนี้ไม่เคยมีเสียงม้า ไม่น่าจะเป็นการจงใจขัดขวางเพื่อชิงทรัพย์ หรือต่อให้มีเสียงฝีเท้าม้า ก็ต้องดูก่อนว่าใครอยู่ในรถ มิใช่คิดจะลงมือก็ทำได้เลย
ไป๋จื่อชีมองไปรอบ ๆ พบว่าตนมาถึงตีนเขาเยี่ยนซานแล้ว มันล้อมรอบไปด้วยเงากระจัดกระจายดูลึกลับยิ่งนัก เขารู้สึกพอใจ หันกลับไปมองลวี่เยาก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้ม
ด้านหลังของไป๋จื่อชีคือภูเขาเยี่ยนซานที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ยามที่ท้องฟ้าใกล้มืด ทำให้มันดูเหมือนสัตว์ประหลาดยักษ์ที่จำศีลในฤดูหนาวกำลังแลบลิ้นสีดำแดง พร้อมจู่โจมเข้าทุบกระดูกและกลืนเนื้อมนุษย์ได้ทุกเมื่อ
ฟ้าเริ่มมืด แสงเรือง ๆ สาดลงบนหน้าของไป๋จื่อชี ทำให้ใบหน้างดงามนั้นยิ่งดูขาวผ่องกว่าเดิม ด้วยเสื้อคลุมสีดำที่เขาใส่ท่องไปในป่าทำให้ดูคล้ายกับล่องหน มองไปรอบ ๆ เห็นเพียงใบหน้าที่คล้ายกระเบื้องเคลือบสีขาวลอยอยู่ในอากาศ รอยยิ้มนั้นดูเหี้ยมโหด ชั่วร้าย น่ารังเกียจ ไร้ความปรานี เมื่อรวมกันแล้วก็กลายเป็นรอยยิ้มปีศาจที่ชวนให้ขนลุก
ชิ...
ลวี่เยารู้สึกอยากปัสสาวะ มิใช่เพราะกลัว แต่เพียงเพราะต้องการปัสสาวะ
มือเท้าของนางถูกมัด จึงเคลื่อนไหวไม่สะดวก ทว่านางไม่รีบร้อนที่จะแกะเชือก แค่อยากรู้ว่าเหตุใดไป๋จื่อชีจึงต้องมัดนาง หากเป็นเพราะเรื่องที่นางเคยเดินชนเขา เช่นนั้นเขาก็คงเป็นบุรุษที่ใจแคบมาก แน่นอน หากเขายืนกรานในความใจแคบจนถึงที่สุด นางก็ไม่รังเกียจที่จะเหลือหลุมว่างที่ตีนเขาเยี่ยนซานเพื่อให้เป็นหลุมฝังศพของเขา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ในขณะที่ใบหน้าของไป๋จื่อชียังมีรอยยิ้ม ลวี่เยาได้กล่าวไปตามตรง “ไป๋จื่อชี รู้หรือไม่ว่ารอยยิ้มของเจ้าช่างงดงามนัก”
ตุบ...
รอยยิ้มแข็งทื่อบนใบหน้าของไป๋จื่อชีตกลงมาบนพื้น ดูเหมือนมันจะส่งเสียงดังมากจนทำเอาแผ่นดินสะเทือนถึงสามครา
ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าพูดว่ารอยยิ้มของเขางดงาม!
รอยยิ้มงดงามนั่นเป็นของโสเภณี มิใช่ของเขา!
ไป๋จื่อชีเริ่มโมโหแล้ว
แม้เขาจะยิ้มไม่บ่อยนัก แต่ก็ทราบว่าผู้อื่นมองเขาราวกับเสือ และหวาดกลัวรอยยิ้มของเขา ตอนที่มองลวี่เยา ในใจเขาก็คิดว่าจะทรมานนางอย่างไรดี รอยยิ้มนั่นจึงปรากฏโดยไม่รู้ตัว หากบอกว่ารอยยิ้มนี้งดงาม...ไป๋จื่อชีก็มีแรงกระตุ้นพอที่จะฉีกหนังหน้าออกแล้ว!
สายตาของไป๋จื่อชีเริ่มเย็นยะเยือก เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา
แววตาของลวี่เยาเป็นประกาย นางแอบยิ้มในใจ พลางกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น “โอ้ โอ้ โอ้ เสียงถอนหายใจนั้นช่าง....ช่างน่าปลื้มปีติเหลือเกิน”
ไป๋จื่อชีกำมือแน่น กล่าวเสียงต่ำ “ลากนางลงมา!”
เมื่อได้รับคำสั่ง คนขับจึงเข้าไปในรถม้า
มือเท้าของลวี่เยาถูกมัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก นางจึงตะโกนโดยไม่มีเหตุผล “ไป๋จื่อชี เจ้าให้ผู้อื่นแตะต้องข้าไม่ได้นะ! ไม่ได้! ข้าเป็นคนของเจ้านะ!”
คนขับรถพลันตัวแข็งทื่อ มือใหญ่ที่ยื่นออกไปกลับอ่อนแรง และนิ่งค้างกลางอากาศ จะแตะตัวลวี่เยาก็ไม่ได้ จะชักมือกลับก็ไม่ดี แม้เขาจะรู้ว่าไป๋เหย่คงไม่มองคนอย่างลวี่เยา แต่เมื่อนางร้องตะโกนเช่นนี้ เขาต้องฟังคำสั่งของไป๋เหย่ก่อนจะดำเนินการต่อไป เฮ้อ บางครั้งเขาก็นึกสงสัยในรสนิยมของไป๋เหย่จริงเชียว
รูม่านตาของไป๋จื่อชีหดเล็กลง เขาก้าวไปข้างหน้า ผลักคนขับรถให้พ้นทาง ก่อนจะเข้าไปในรถม้า ดึงคอเสื้อของลวี่เยาด้วยแววตาดุร้าย
ลวี่เยากะพริบตาสามเหลี่ยมของตนเอง ทันใดนั้นก็ตะโกนเสียงแหลม “อย่านะ! อย่าฉีกเสื้อผ้าข้า! อย่าทำอย่างนี้! อา! ไอ้เดรัจฉาน! ไอ้อันธพาล! อย่านะ! อา!อา! อา! อา!”
“โอ้ นี่ข้ามารบกวนเรื่องราวดี ๆ ของไป๋เม่าฉายหรือไม่?” น้ำเสียงหยอกเย้าดังมาจากนอกรถม้า
แววตาของไป๋จื่อชีชะงัก ลวี่เยายิ้มมุมปาก ทั้งสองคนมองหน้ากันโดยไม่ขยับ
ด้านนอกตัวรถมีคบเพลิงสว่างขึ้น ชวีหนานอีสวมชุดคลุมยาวสีม่วง กำลังเอนตัวมาที่ด้านข้างรถม้า เปิดม่านออกและมองเข้าไปในรถเอ่ยว่า “ไป๋เม่าฉาย ข้าจุดไฟให้เจ้าดีไหม? ดูสายตาเจ้าสิ เฮ้อ...” คำพูดนี้ต่ำทรามมากพอที่จะทำให้ทั้งสองคนชะงักไปชั่วขณะ ไม่เพียงสายตาดูถูกไป๋จื่อชีที่ปรารถนาในตัวลวี่เยา ซ้ำยังเหยียดหยามกิริยาของลวี่เยาที่ไม่น่ามองเอาเสียเลย
ลวี่เยาและไป๋จื่อชีมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนรีบแยกออกจากกันโดยปริยาย ดูคล้ายกับทั้งคู่จะเข้าใจตรงกัน ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนจริงๆ
ไป๋จื่อชีรู้สึกมีบางสิ่งผิดปกติ ไม่ทราบเพราะเหตุใด เขามองเห็นสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญาผ่านดวงตาสามเหลี่ยมของลวี่เยา ราวกับว่ามันดูแตกต่างออกไป แน่นอนว่านั่นมิใช่ภาพลวงตาอันเกิดจากแสงที่สลัวเกินไป
ไป๋จื่อชีปล่อยมือที่จับคอเสื้อลวี่เยา แล้วจู่ ๆ ก็ตบหน้านางอย่างแรง!
การเคลื่อนไหวของเขาเร็วมาก เร็วจนลวี่เยาป้องกันไม่ทัน ให้ตายสิ ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ เขาจะคลั่งตบตีผู้อื่น?! การสบตาส่งสัญญาณกันเมื่อครู่เป็นเพียงข้อตกลงงี่เง่ารึ? หรือมีเพียงนางคนเดียวที่รู้สึกว่าสายตาเมื่อครู่หมายถึงการสงบศึกชั่วคราวโดยเอกฉันท์?
โอ้ โอ้ โอ้ ผิดแล้ว ผิดแล้วจริง ๆ! ในใจนาง นางมีความสามารถในการเจรจากับไป๋จื่อชี และร่วมมือกับเขาได้ แต่ในใจของไป๋จื่อชี เกรงว่านางจะเป็นเพียงของตายโง่ ๆ ชิ้นหนึ่ง สายตาของไป๋จื่อชีที่มองลวี่เยาเมื่อครู่น่าจะเป็นการเตือน เตือนนางว่าอย่าเล่นตุกติก!
บ้าเอ๊ย!
ลวี่เยารู้สึกค่อนข้างแย่ จู่ ๆ ก็เริ่มสงสัยในสติปัญญาของตัวเองอย่างจริงจัง การตบของไป๋จื่อชีรุนแรงมาก ทำเอาหน้าของนางชาไปครึ่งหนึ่ง! หากบอกว่าไม่โกรธก็คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตามความเจ็บปวดที่ใบหน้าก็ไม่เท่ากับความเจ็บปวดในจิตใจ ครานี้เห็นทีลวี่เยาจะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว นางไม่สามารถโน้มน้าวตนเองให้ทำตัวเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่ยื่นมือเล็ก ๆ ออกมาจับหน้าของตัวเองเบา ๆ ใช่หรือไม่? ไม่ได้! ไม่ได้จริง ๆ! มันเจ็บมาก!
แม้ลวี่เยาจะไม่รู้สึกอันใดกับผู้คนที่ร้องตะโกนว่าห้ามทำร้ายผู้หญิง ทว่ากลับรังเกียจพวกผู้ชายที่ทุบตีผู้หญิงมากกว่า เฮ้อ...แม้ว่าสตรีเช่นนางจะแข็งแกร่งกว่าบุรุษ แต่นางก็ยังชอบวางเพลิงเอง มิยอมให้ผู้ใดจุดไฟให้ คนเราหากมีชีวิตอยู่โดยไม่มีนิสัยเช่นนี้ มันก็เสียเวลาเปล่ามิใช่หรือ?
ไป๋จื่อชีผู้นี้ ทำให้ลวี่เยาโกรธเข้าแล้วจริง ๆ
เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***