บทที่ 4
อาจารย์...ศิษย์จำต้องเอาโสมพลังปราณไปแลกคูปอง
ฉีมู่หรงกลับมาถึงบ้านก็มืด ค่ำเขาจัดเตรียมโสมที่ขุดมาจากมิติเร้นเมฆาใส่กล่องไม้อย่างดี ที่จริงเข้าป่าไปเขาก็เจอโสมแดงถึง 5 ต้น แต่มันอายุเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น เขาเลยเอามันไปปลูกในมิติ ให้พวกมันได้ดูดซับพลังปราณและเติบโต
นอกจากนี้ยังได้เห็นหลินจือดำอายุ 6 ปีมา 10 ดอก เขาเอามันมาทำอาหารมื้อเช้า แบ่งบำรุงร่างกาย แบ่งให้ลุงจางและภรรยาด้วย
“ลุงจาง”
“มาแต่เช้าเลยมีอะไรหรือเปล่า”
“เอาตุ๋นเห็ดหลินจือดำมาฝากครับ ผมเข้าป่าได้มาหลายดอก”
“ทำไมไม่เก็บไว้กินเองล่ะ”
“ข้าได้มาเยอะ แบ่งมาให้ลุงกับป้าด้วย”
“ขอบใจมาก แล้วจะไปไหนแต่เช้า เห็นว่ามีทหารเข้ามาในหมู่บ้านระวังด้วย”
“ครับลุง ผมจะไปฝ่ายผลิตก่อน”
ฉีมู่หรงเดินตามทางมาที่ศาลากลางของหมู่บ้าน ระหว่างเห็นชาวบ้านกำลังลงแปลงเพาะปลูก ทุกบ้านจะรีบเร่งเพาะปลูกและเฝ้ารอการเก็บเกี่ยวผลผลิต เขาเองก็เช่นกัน
“หัวหน้าหวัง”
“มีอะไร?”
“พอดีเข้าป่าไปเมื่อวานแล้วได้โสมมา อยากเอามาแลกคูปอง ไม่ทราบว่าหัวหน้าหวังยังรับแลกอยู่ไหม?” ฉีมู่หรงเอ่ยถาม
“เข้ามาคุยในห้องทำงาน”
“ครับ” ฉีมู่หรงเดินตามหัวหน้าหวังเข้าไปในห้องทำงานของอีกฝ่าย
“ขอดูโสมหน่อย”
“นี่ครับ”
“....” หวังเฮ่อแม้ว่าจะไม่รู้ว่าโสมตรงหน้าอายุเท่าไหร่ แต่เขาก็พอจะรู้ว่าอายุมันมากกว่าที่ชาวบ้านนำมาให้เขาครั้งก่อน ตอนนี้ท่านนายพลเฉิง้าโสมไปรักษาผู้เป็พ่อ ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนเป็คูปองเป็กรณีพิเศษได้
“ทั้งหมด 5 ต้น ไม่ทราบว่าคุณจะแลกเปลี่ยนคูปองอะไร?”
“ผม้าคูปองอุตสาหกรรม คูปองผ้า ถ้าได้คูปองอื่นด้วยจะดีมาก” ฉีมู่หรงบอกความ้าของตัวเอง
“ถ้าได้มากกว่าคูปองล่ะ?” หวังเฮ่อเอ่ยถามอีกฝ่าย
“หัวหน้าหวังหมายถึงได้เงินด้วยหรือ? แต่ว่ามัน...”
“ท่านนายพลเฉิงควบคุมสถานการณ์เมืองเจิ้งโจว ท่านย่อมมีสิทธิ์”
“ได้ครับ” น้ำเสียงที่จริงจังอีกฝ่าย ฉีมู่หรงเข้าใจว่าหัวหน้าหวัง้าจะบอกอะไรเขา การค้าขายผิดกฎหมาย แต่ถ้าทำโดยคนมีอำนาจก็ไม่นับว่าผิดอะไร เพราะถือเป็ข้อยกเว้น
นี่แหละคือความเป็จริงของสังคมมนุษย์ ผู้มีอำนาจย่อมมีความชอบธรรมไม่ว่าจะทำก็ตาม ไม่ว่าจะเป็โลกเดิม หรือโลกใหม่ ก็ยังคงเป็เช่นเดิม
“พรุ่งนี้เย็นๆ คนของนายพลเฉิงเอาสิ่งของมาแลกเปลี่ยน”
“เื่นี้ขอให้คุณฉีเก็บเป็ความลับด้วย”
ฉีมู่หรงพยักหน้ารับคำของหัวหน้าหวัง แล้วเย็นวันต่อมาคนของนายพลเฉิงมาที่บ้านเขา เอาคูปองและเงินมาให้ อีกทั้งยังบอกกับว่าหากสามารถหาโสมได้ให้เอาไปให้นายพลเฉิงที่บ้านในเมือง
“500 หยวน”
“คูปองอีกอย่างละ 10 ใบ” ให้มาเยอะขนาดนี้เลยเพราะคูปองอุตสาหกรรมได้มายากมาก ไม่เหมือนคูปองธัญพืชและคูปองผ้าที่แจกให้เป็จำนวนมาก ตามแต้มที่สะสมเอาไว้
ตอนนี้ได้คูปองมากแล้วและที่สำคัญยังเป็คูปองที่มาจากนายพลใหญ่ของเมือง เขาจะเอาไปแลกอิฐมาซ่อมกำแพงรั้วบ้านด้านหลังที่มันแตก และกระเบื้องมาซ่อมหลังคาหน้าบ้าน
อีกทั้งยังสามารถนำสิ่งของจากในมิติเร้นเมฆามาใช้ได้ โดยมีที่มาและที่ไปให้ตรวจสอบ ไม่มีใครสงสัยแหล่งที่มาของมัน หัวหน้าฝ่ายผลิตรู้ว่าเขาได้คูปองมาจากไหน แม้ว่าไม่เคยทำงานเก็บสะสมแต้มหรือทำการเพาะปลูก
โสมแค่ 5 ต้นแลกกับความสะดวกในสบายจากใช้ชีวิตนับจากนี้ไป ยังไงก็คุ้ม
เวลาอันสงบสุขของฉีมู่หรงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้พืชพันธุ์ที่เพาะปลูกเติบโต บ้างก็ออกดอก ให้ผล อย่างถั่วเหลืองและแตงโม ที่มี่การเก็บเกี่ยวในเวลาสองเดือนกว่า ตอนนี้ให้ผลผลิตพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวแล้ว
ตัวเขาเองก็เป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นปรมาจารย์ระดับสามแล้ว นับว่าประสบความสำเร็จทั้งการฝึกลมปราณและการเพาะปลูก แตงโมลูกใหญ่ ถั่วเหลืองให้ผลิตที่ดีมาก
“ขอบคุณหัวหน้าหวังที่ส่งคนมาช่วย”
“ไม่ต้องเกรงใจ ส่วนแบ่งได้แบ่งเอาไว้แล้ว ที่เหลือคนของฝ่ายผลิตขนไปเก็บไว้ส่วนกลางแล้ว ว่าแต่่นี้เข้าป่าบ้างหรือเปล่า?” อีกฝ่ายเอ่ยถาม
“่นี้ต้องดูแลแปลงเพาะปลูกที่ออกดอกผล ไม่มีเวลาเข้าป่าเลย”
“เห็นว่าบ้านเฉาล่ากวางป่ามาได้ ถ้าอยากจะไปแลกเปลี่ยน ตอนเย็นมีการแลกเปลี่ยนที่ส่วนกลาง”
“ครับ”
“ถ้ามีเวลาลองไปหาโสมป่าดู เห็นว่าครั้งก่อนโสมที่ได้ไปดีมาก ท่านนายพลเฉิงอยากได้เพิ่มอีก สิ้นเดือนท่านจะส่งลูกชายมาตรวจเยี่ยมหมู่บ้าน สามารถรับคูปองที่้าได้เลย”
“ไว้ว่างแล้วลองดู ขอบคุณหัวหน้าหวังมากที่นำข่าวมาแจ้ง”
“อื้ม” หัวหน้าหวัง พาคนขนแตงโมและถั่วเหลืองออกมา ผลิตของฉีมู่หรงนับว่ามาก แตงโมแค่สองแปลงให้ผลิตเป็ร้อยลูก ถั่วเหลืองก็ได้มาถึงสิบกระสอบ เขาแบ่งตามสัดส่วนที่ทางการแจ้งเอาไว้ แตงโม 70 ลูก ถั่วเหลือง 7 กระสอบ ที่เหลือเป็ส่วนแบ่งของฉีมู่หรง
แต่อีกฝ่ายไม่เก็บแตงโมเอาไว้ นำมาสะสมแต้มเพื่อแลกเปลี่ยนคูปอง เขาจดบันทึกเอาไว้ หลังการเก็บเกี่ยวถึงจะมีการแจกคูปอง ตอนนี้ทุกบ้านสะสมเป็แต้มเอาไว้ก่อน
ฉีมู่หรงยุ่งอยู่กับการพลิกหน้าดิน บำรุงดินเพื่อที่จะได้เพาะปลูกพืชพันธุ์เพิ่ม เขาจะลงมันหวานและมันฝรั่ง ระยะเวลาเก็บเกี่ยวคงได้เก็บเกี่ยวก่อนเข้าฤดูหนาวพอดี
ส่วนข้าวโพด ฟักทอง ฟัก ถั่วลิสง อีกเกือบสองเดือนก็พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวแล้ว พืชแต่ละชนิดมีอายุการเก็บเกี่ยวต่างกัน การเพาะปลูกฉีมู่หรงจะนำพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวระยะใกล้ๆ กันมาปลูกไว้ข้างๆ กัน เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแล
“ดูเหมือนว่าโอสถที่ได้จากสมุนไพรในป่าจะมีประสิทธิภาพเพียงแปดส่วนเท่านั้น” ตอนดึกเขามักจะใช้เวลาในการหลอมโอสถ เป็โอสถพื้นฐานใช่รักษาอาการาเ็ภายนอก การอาการเจ็บป่วย
การฝึกควบคุมพลังปราณในการหลอมโอสถเป็เื่ที่สำคัญมาก โลกของผู้ฝึกลมปราณมีผู้ฝึกลมปราณสายโอสถน้อยมาก มีเพียงที่สำนักโอสถ์ที่สืบทอดการฝึกลมปราณของสายโอสถ อีกทั้งพวกเขายังควบคุมและเป็เ้าของหอยาในห้าแคว้นอีกด้วย ที่เขารู้เพราะอ่านหนังสือศึกษาตำราโอสถต่างๆ ของพวกเขา
ตอนนี้เขาสามารถหลอมมันออกมาได้และมีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน
“จริงอย่างที่อาจารย์ว่า ตำราของสำนักโอสถ์ก็งั้นๆ สู้ตำราโอสถพื้นฐานของอาจารย์ไม่ได้เลย” เขาลองหลอมโอสถชนิดเดียวกันตามตำรา พบว่าตำราโอสถของอาจารย์ได้ผลดีกว่า นอกจากจะได้ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน ยังเป็ยาระดับสูงอีกด้วย ละลายทันทีที่กินเข้าไป ยอดเยี่ยมจริงๆ
“แล้วอาจารย์จะให้ข้าอ่านตำราของสำนักโอสถ์ทำไม?” เขาในตอนนั้นทำได้แค่อ่านและหลอมโอสถขั้นพื้นฐานเท่านั้น น้อยครั้งมากที่จะหลอมโอสถออกมามีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน
โอสถแต่ละประเภทแบ่งออกเป็ระดับ 1-9 ผู้ฝึกลมปราณแต่ละขั้นจะสามารถหลอมโอสถออกมาได้ อย่างเขาเป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นปรมาจารย์ สามารถหลอมโอสถระดับสี่ออกมาได้ ไม่สามารถหลอมโอสถที่สูงกว่านี้ออกมาได้ แต่สามารถหลอมโอสถในระดับที่ต่ำกว่าได้
“ดูเหมือนพรุ่งนี้ต้องเข้าไปในป่า เพิ่มการฝึกฝนให้มากขึ้นอีกหน่อย” น้ำตกในป่าลึกสามารถช่วยให้ร่างกายเขาดูดซับศิลาปราณได้มากขึ้น มันดีต่อการฝึกฝนลมปราณของเขา แม้แต่ในมิติเร้นเมฆายังเทียบไม่ได้ ฉีมู่หรงคิดว่าที่น้ำตกยังคงมีความลับที่ซุกซ่อนเอาไว้
ปลายเดือนห้าแล้ว ข้าวโพดหวาน ฟักทอง ฝัก ถั่วลิสงที่อลูกเอาไว้ใกล้จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว พวกมีอายุการเก็บเกี่ยวราวๆ สี่เดือน ่นี้ฉีมู่หรงเลยว่าง เขาฝึกฝนลมปราณทุกวัน วันละ 10 ชั่วโมง วิชาโอสถและเวทย์อักขระก้าวหน้าขึ้นมา
“สหายฉีมู่หรง”
“อยู่บ้านหรือเปล่า”
เสียงเรียงทำให้ฉีมู่หรงลืมตาขึ้นมาจากการฝึกฝน
“ใครครับ” เสียงเรียกไม่คุ้นเอาเสียเลย ตอนนี้ก็บ่ายแก่ๆจะว่าเป็คนจากฝ่ายผลิตก็ไม่น่าใช้ เขาเดินออกมาที่หน้ารั้วบ้านพบชายหนุ่มสามคนแต่งตัวในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ
ชายสองคนมีอายุน้อยกว่าผู้ชายอีกคนหนึ่ง ดูจากดาวบนบ่าแล้วผู้ชายสองคนคงเป็ลูกน้องของชายที่อายุน้อยกว่า
“คุณคือฉีมู่หรง”
“ครับ ผมฉีมู่หรง”
“ผม เฉิงเฟย เป็ลูกชายคนเล็กของท่านนายพลเฉิง”
“ไม่ทราบว่าคุณชายเฉิงมีธุระอะไรกับผม”
“ขอเข้าไปคุยในบ้านได้หรือเปล่า?” อีกฝ่ายเอ่ยออกมา แน่นอนว่ามันไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่มันเป็ประโยคคำสั่งกลายๆ ฉีมู่หรงมองใบหน้าคนที่อายุอ่อนกว่าด้วยแววตาเรียบเฉย
ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่ายเข้ามาในบ้าน ผู้ติดตามอีกสองคนไม่ได้เข้ามาด้วย พวกเขายืนเฝ้าที่หน้าประตูรั้วบ้านเท่านั้น
“หัวหน้าหวังบอกว่าบ้านคุณอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน ผมเลยเดินมา หายากเหมือนกัน” ร้อยตรีหนุ่มนามว่าเฉิงเฟย มองไปรอบๆ บ้านพบว่ามีแปลงเพาะปลูกมากมาย
คุณพ่อให้เขามาพบชายตรงหน้า ก็แค่ชายหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งที่เพาะปลูกเลี้ยงชีพ แต่เขาสำหรับเขาแล้ว ชายคนนี้น่าจะไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดา กลิ่นอายรอบตัวของเขามีความน่าเกรงขามเป็อย่างมาก โดยเฉพาะแววตาที่ดุดัน ส่งให้ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึม ยามสบตาเขารู้สึกหายใจไม่ออก แค่เห็นหน้าก็ไม่น่าเข้าใกล้คงเป็คำนิยายที่เฉิงเฟยมีให้กับอีกฝ่าย
แค่ชาวบ้านธรรมดาจะมีบรรยากาศรอบตัวแบบนี้ได้ยังไง
“เื่โสมป่าหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว คุณฉีมีเท่าไหร่ผมรับแลกเปลี่ยนทั้งหมด” เพราะได้โสมป่าไปครั้งก่อน ร่างกายของคุณปู่ของเขาแข็งแรงขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ ครั้งนี้เขาต้องเอาโสมกลับไปให้คุณปู่ให้ได้
“ผมมีอยู่ 3 ต้น คุณชายเฉิงก็น่าจะรู้ว่ามันหายาก”
“ผมรู้ ผมมีคูปองและเงินสดมาแลกเปลี่ยนไม่ทราบว่าคุณฉี้าคูปองประเภทไหน?” แม้จะพูดให้มันดูดีว่าการแลกเปลี่ยน แต่มันคือการซื้อขายดีๆ นี่เอง
“อยากได้เป็คูปองธัญพืชแล้วก็พวกเครื่องเทศหายาก”
“ได้สิไม่มีปัญหา ผมให้อย่างละ 10 ใบ เพื่อเป็การตอบแทน แล้วก็นี่ครับ” อีกฝ่ายยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ด้านในห่อเงินเอาไว้ให้กับเขา
“ขอบคุณคุณชายเฉิง”
“ผมสิต้องเป็ฝ่ายขอบคุณ อีกสองเดือนผมจะมาหมู่บ้านไน่เหออีกครั้ง หวังว่าคุณฉีจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง”
“ผมจะเก็บเอาไว้ให้ แต่ไม่รับปากว่าจะได้กี่ต้น” การค้าขายถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าคนมีอำนาจทำกลับไม่ผิด นี่แหละคือความเป็จริงของบ้านเมือง
โสมอายุ 45 ปี สามต้น ได้ทั้งคูปองและเงินสดมาอีก 300 หยวน มันไม่ได้มากมายอะไรสำหรับตระกูลเฉิง แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป รายได้ทั้งปีของพวกเขาไม่ถึง 50 หยวนด้วยซ้ำ
ฉีมู่หรงจะแบ่งคูปองบางส่วนให้กับลุงจางและภรรยา เก็บเอาไว้ใช้เองบางส่วน เครื่องเทศและเครื่องปรุงในมิติเร้นเมฆามีจำนวนมาก แต่ก็มีวันหมด
เว้นแต่เกลือที่มีเป็ูเาเลย เครื่องเทศอื่นๆ ยังพอหามาตากแห้งได้ แต่น้ำมันและน้ำตาลไม่ได้มีมากเหมือนเครื่องปรุงชนิดอื่นๆ เขามีถั่วเหลือง จะเอามันมาหมักเป็ซอสปรุงรส เอาไว้นำมาปรุงอาหาร อีกส่วนแบ่งมาสกัดเอาน้ำมันเอาไว้ใช้ทำอาหาร
“มู่หรง”
“ครับลุงจาง จะเข้าเมืองใช่ไหม?”
“ใช่ๆ มีอะไรจะฝากซื้อหรือเปล่า? หรือจะเข้าไปเปิดหูเปิดตาในเมืองบางก็ได้” ตอนนี้สุขภาพของฉีมู่หรงดีขึ้น เขาก็อยากให้อีกฝ่ายได้เปิดหูเปิดตา
“ผมฝากลุงซื้อดีกว่า วันนี้ผมจะเข้าป่าเสียหน่อย”
“ได้สิ ยังไงก็ระวังตัวด้วย”
“ครับ นี่เป็รายการซื้อของ เงินแล้วก็คูปอง ส่วนนี้เป็ของลุงจางนะครับ”
“นี่มัน...”
“รับไปเถอะครับ ถือเป็น้ำใจของผมที่มีต่อลุงจางกับป้า”
“ขอบใจมากนะ” ลุงจางมองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาซาบซึ้งใจ เพราะฉีมู่หรงคอยแบ่งปันอาหารและคูปองมาให้ เขาและภรรยาถึงไม่ลำบาก มีอาหารกินอิ่มท้องทุกมื้อ
“ไม่เป็ไรครับลุง”
“ลุงไปก่อนนะ”
ฉีมู่หรงเข้าป่าเพื่อฝึกฝนลมปราณ เขาดูดซับศิลาปราณในถ้ำใต้น้ำตกที่เขาพึ่งพบเมื่อเดือนก่อน เป็ถ้ำที่มีพลังปราณโอบล้อมมากที่สุด เขาสามารถดูดซับศิลาปราณได้จำนวนมากอย่างที่ตัวเองคาดไม่ถึง
ความพยายามของเขาตลอดฤดูใบไม้ผลิก็สัมฤทธิ์ผล
ปุ
ปัง
“สำเร็จ”
“ท่านอาจารย์ ข้าเป็ผู้ฝึกลมปราณราชันระดับหนึ่งแล้ว”
------TBC------