ผมเข้าไปยืนตรงกลางหน้าห้องประชุม คณะกรรมการบริษัททั้งเก้าคนนั่งรายล้อมโต๊ะกลมขนาดใหญ่เสียงพูดคุยในห้องพลันเงียบลง ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ผมเป็จุดเดียวจนน่าอึดอัดทำขนแขนลุกซู่ด้วยความประหม่าอีกครั้ง
พิมพ์แนะนำชื่อผมกับตำแหน่งที่สมัครกับเหล่าคณะกรรมการผมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม กล่าวสวัสดีแล้วเพ่งที่ลวดลายไทยของผนังไม้ที่ใช้ตกแต่งห้องประชุมแทน
“สวัสดีครับ ท่านประธานอิทธิเราชื่อประชา อมาตย์วาริน” ผมพูดตามที่ซักซ้อมมาจนลืมไปว่าพิมพ์ก็บอกชื่อไปแล้วรอบหนึ่ง ธรณีบอกประชากรกว่า 60% ก็ยังใช้คำว่าครับแทนจ๊ะอยู่จึงไม่ผิดแปลกอะไร
“เรียกอิทธิเฉย ๆ ก็ได้เราอยู่ในตำแหน่งประธานคณะกรรมการเหลือเวลาอีกแค่ปีเดียว เดี๋ยวเขาก็เลือกตั้งใหม่”ชายผู้นั้นบอก ผมได้ยินชื่อเขามาหลายครั้งแล้ว วันนี้เพิ่งได้เห็นตัวจริงเขาเป็ชายสูงวัย ที่เดาว่าน่าจะอายุราว ๆ 60 ปีใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นเพียงเล็กน้อย ท่าทางดูทะมัดทะแมง ราวกับว่าเป็คนออกกำลังกายเขาสวมเสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น เหมือนไปเที่ยวชายทะเล อิทธิเลื่อนเก้าอี้หนังสีดำที่ว่างข้างๆให้ผมนั่ง ซึ่งเป็ตำแหน่งหัวโต๊ะพอดี ผมยังประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“ทำตัวตามสบายนะที่นี่บริษัทเราอยู่กันแบบ... จะพูดว่าอะไรดี” น้ำเสียงประธานก็ดูสบาย
“อยู่กันแบบครอบครัวเหรอครับ”ผมช่วยต่อประโยคให้
“อยู่กันแบบบริษัทแบบเพื่อนร่วมงานนี่แหละ จะไปอยู่แบบครอบครัวทำไม เราไม่ได้เป็ญาติกันสักหน่อย”คำตอบเขาทำผมหน้าซีดกว่าเดิม ชายชราอธิบายต่อ “ ครอบครัวมีโอกาสอุปถัมภ์เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ แทรกแซงเื่ส่วนตัวแต่ที่นี่เราทุกคนต่างเป็ส่วนหนึ่งของบริษัท เราต่างมีหน้าที่และเป้าหมายเดียวกัน และใช้กฏระเบียบเดียวกันเชื่อมั่นได้เลยว่าเราจะไม่ยุ่งเื่ส่วนตัวนอกเวลาทำงาน จริง ๆ ถึงคิดจะทำพวกเราก็ยุ่งไม่ได้อยู่ดีเพราะมีกฎหมายห้ามไว้ ถ้ามีปัญหาอะไร ไม่ชอบงานที่ทำ มากไป น้อยไป ก็เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารชุดนี้ได้เลย“
อิทธิไล่แนะนำคณะกรรมที่อยู่ในห้องไล่ไปทีละคนซึ่งแน่นอนว่าผมจำไม่ได้หมดหลังจากนั้นห้องอยู่ในความเงียบชั่วอึดใจหนึ่งขณะที่กรรมการทุกคนนั่งอ่านประวัติผมจากหน้าจอตรงหน้าปล่อยให้เสียงลมของเครื่องปรับอากาศคลอเบา ๆ เป็ฉากหลังผมมีเวลาสำรวจบรรยากาศในห้องสักพัก เพดานห้องสูงกว่าที่คิดมีโคมไฟระย้าห้อยลงมาจากฝ้าเพดานที่เป็ภาพเขียนศาสนาคริสต์คล้ายโบสถ์เก่าในยุโรปคงเป็ความหรูหราตามรสนิยมคนออกแบบ กลางห้องมีเครื่องฉายโฮโลแกรมทุกคนมีจอเอลอีดีส่วนตัว จึงไม่จำเป็ต้องมีจอบนผนังห้อง ผมไปยังภาพสามมิติที่ปรากฏเบื้องหน้าซึ่งหมุนไปมากลางห้องประชุมมีหน้าตาขอผม อายุ สถานที่เกิด ประวัติการทำงาน การศึกษา แน่นอนว่าส่วนใหญ่ธรณีกับผมช่วยกันแต่งขึ้นมาบนเค้าโครงของความจริงที่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย ผมทดลองขยับมือ เพื่ออ่านออกเสียงทางหูฟังเป็การทบทวน
“ประชา อมาตย์วาริน อายุ 27 ปีเกิดที่เชิงเขาไกรลพ จังหวัดเสมา ครอบครัวเป็ชนชั้นกลางระดับล่างจึงไม่ชำนาญเื่เทคโนโลยี และการใช้มือถือได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนจบชั้นมัธยมศึกษา จากนั้นมีการเรียนวิชาที่หลากหลายสนใจวิชาหมวดสังคม รัฐศาสตร์ และวิชาทางการทหารเป็พิเศษ หลังจบการศึกษาชั้นมัธยม กำลังอยู่ใน่หางานตามความฝันเคยไปสมัครรับจ้างทำงานบ้านทั่วไปสองครั้งแต่ถูกปฏิเสธ ประชามีทักษะการอ่านข่าวการเมืองและวิเคราะห์ข่าวดีเยี่ยมตามความเห็นของคุณธรณีแม้บางส่วนจะหลงลืมไปบ้างตามกาลเวลา” เสียงใส ๆ ของไอรินกระซิบกรอกหูผม จริง ๆจะปรับเสียงอื่นก็ได้ แต่ผมติดใจเสียงนี้ไปแล้วธรณีแนะนำให้เพิ่มข้อมูลชีวประวัติด้านลบ (Negative CV) ลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็วิชาที่เรียนไม่จบงานที่เคยถูกปฏิเสธ หรือทักษะที่ห่างเหินไปนานจนลืมการนำเสนอแต่ด้านดีถูกมองว่าเป็คนหลอกลวง
“ให้เราแนะนำตัวไหมครับ” ผมเปรยไปยังเหล่าคณะกรรมการที่ต่างก้มหน้า
“ไม่ต้องหรอกยกเว้นว่าท่านมีอะไรจะพูดนอกเหนือจากที่เขียนไว้ในนั้น”กรรมการชายที่ไว้ผมยาวเหมือนนักดนตรีตอบดูไม่ใส่ใจประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้สมัครมากนักธรณีบอกว่าเป็นโยบายเฉพาะตัวของบริษัทนี้ เขาหันหน้าไปยังเลขาสาวที่นั่งเฝ้าตรงประตูทางออก “คุณพิมพ์เช็คแอปฮูอาร์ยู (WhoRU App) มาด้วยแล้วใช่ไหม”
ผมฝืนยิ้มไว้ก่อนธรณีคาดเดาเื่นี้ไว้ล่วงหน้าจึงอธิบายไว้ั้แ่เมื่อคืน แอปนี้คือเอไอที่ช่วยหาข้อมูลบุคคลจากโลกอินเทอร์เน็ตอันกว้างใหญ่ไพศาลเพื่อดูว่าชื่อนี้ใบหน้านี้เคยปรากฏในข้อมูลตรงไหนบ้าง เช่น มีคดีติดตัวไหมนอกจากเป็มาตรฐานที่เอกชนใช้ตรวจสอบผู้สมัครงานแล้ว ยังมักใช้กับนักการเมือง ผมค่อนข้างสบายใจเพราะแทบไม่มีข้อมูลอะไรนอกจากภาพที่จับได้จากกล้องวงจรปิด ่ที่ออกไปเดินข้างนอกถ้าเขาถามผมแค่แก้ตัวว่าเป็คนอินโทรเวิร์ตผู้ชอบเก็บตัวในห้องก็เพียงพอ
“ใช่ค่ะ ชื่อ ประชามีคนใช้ซ้ำมากก็จริงแต่ตัวของเขาคนนี้ ในแอปบอกว่ายังไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อนทั้งด้านบวกและด้านลบ” พิมพ์กล่าวสรุป อิทธิพยักหน้าก่อนหมุนเก้าอี้เข้าประจันหน้ากับผม ทำเอาผมใจเต้นตุบ
“ในเมื่อท่านไม่มีอะไรจะเราเราขอถามคำถามท่านสักสองสามข้อละกัน คำถามข้อแรก เวลาอ่านข่าว ท่านจะอ่าน อะไรก่อนชื่อสำนักข่าว คนที่พูดในข่าว หรือเนื้อความที่เขาพูด หรือพาดหัว”
“เดี๋ยวนะครับ”กรรมการชายอีกคนซึ่งมีผิวคล้ำยกมือ ตายังจดจ่ออยู่ที่ประวัติผมบนหน้าจอ“ที่ท่านบอกว่าไม่ชำนาญเื่การใช้มือถือแต่ท่านไม่ได้รับของฟรีจากรัฐั้แ่ตอนบรรลุนิติภาวะเหรอ”
ผมเสียวสันหลังวาบ พยายามคิดหาทางออก จะอ้างว่าลืมไปเอาทุกคนจะเชื่อรึเปล่าถ้าตอบแบบนั้นจะสะท้อนว่าผมเป็คนที่ไม่สนใจ เป็พวกอิกนอร์ทางการเมืองถ้าคิดแบบนั้นทุกคนอาจมองว่าคุณสมบัติไม่เหมาะสม โชคดีที่อิทธิแก้ตัวให้
“ไม่เป็ไรหรอก เราพอเข้าใจคนเรโทร[1]เหล่านี้อยู่เขาเลือกที่จะใช้เอ็มการ์ดแน่นอนว่าทำได้ แต่คงใช้เท่าที่จำเป็มันคือเสรีภาพของเขา”
“ใช่ครับ ที่บ้านเรานิยมใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมแบบเรโทร” ผมได้ทีพูดเสริม รู้สึกว่าไม่เนียนเท่าไหร่โชคดีที่ประเด็นนี้ตกไป อิทธิถามคำถามเมื่อครู่อีกครั้งว่าจะอ่านอะไรก่อนระหว่างชื่อสำนักข่าว คนที่พูด เนื้อความ หรือพาดหัว
“น่าจะสำนักข่าวเพราะรู้ั้แ่ตอนไปซื้อหนังสือพิมพ์ หรือตอนเปลี่ยนช่องไปดู” ผมตอบตามสัญชาตญาณ
“ถ้าท่านรู้ว่าสำนักข่าวนั้นลำเอียง มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับท่านและท่านไม่ชอบ แต่ข่าวที่ท่านอ่านดันเป็ข่าววิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับการเมืองล่ะท่านจะอ่านมั้ย”
ผมลังเลครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “น่าจะอ่านนะครับ”
“แต่ท่านก็ยอมรับอยู่ดีใช่มั้ย ว่าจะรู้สึกแปลก ๆ” ชายสูงวัยยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก
“คิดว่างั้นนะครับ” ผมพยักหน้า
“เห็นมั้ยว่าพวกเราหนีอคติที่โยงอยู่กับคนพูดหรือคนนำเสนอคนเดี๋ยวนี้ไม่เชื่อสำนักข่าวที่ชอบไปสัมภาษณ์แต่คนพวกเดียวกันแล้วเลยต้องมีสำนักข่าวทุติยภูมิแบบเรา”
“แต่คนก็ยังเลือกว่าจะอ่านสำนักข่าวทุติยภูมิไหนได้อยู่ดี” ผมเถียงกลับโดยอัตโนมัติไม่ได้ตั้งใจหักหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย
“เออ ก็จริง” อิทธิดูแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อน “ตอบได้ดีมาก บางทีก็ต้องยอมรับว่าคนเราไม่มีเวลาจะไปอ่านหลายๆ สำนักเพื่อเช็กเหมือนกัน เลยเลือกเอาสำนักที่น่าเชื่อถือก่อน...งั้นเดี๋ยวเราเริ่มสัมภาษณ์กันเลย”
“อันนี้ยังไม่ใช่สัมภาษณ์อีกเหรอ ครับ”ผมถาม นึกว่าเขา้าทดสอบไหวพริบ
“แค่ทักทายเฉย ๆ เชิญคุณจอฟฟี่ดำเนินการสัมภาษณ์เลย” ชายชราหันไปบอกกรรมการชายที่นั่งข้าง ๆ ผมเลิกคิ้วขณะได้ยินชื่อนั้นชื่อช่างไม่เข้ากับใบหน้าอาตี๋ที่ดูไม่มีความเป็คนคอเคเชี่ยนเลยสักนิดเดียวอย่างว่าคนตั้งชื่อแปลก ๆ เริ่มมีมาั้แ่ยุคผมแล้ว ชายที่ชื่อจอฟฟี่บอกให้ผมถอดเอวีเอสอีออกเพื่อแสดงความสามารถที่แท้จริงไม่ได้ใช้ตัวช่วย ผมรู้สึกตื่นกลัวอยู่บ้างขณะถอดมันออกมาเก็บไว้ในมือถึงจะใส่จริงก็คงหาข้อมูลไม่ทันอยู่ดี
“ต่อไปนี้จะให้คุณประชา ถามคำถามอะไรก็ได้ แล้วพวกเราจะตอบ มาสักสองคำถาม” ชายที่ชื่อจอฟฟี่บอก สีหน้าดูนิ่งเฉย
“ท่านต้องเป็ฝ่ายสัมภาษณ์เราไม่ใช่เหรอ”ผมท้วง มีอะไรแปลกกว่านี้อีกไหม
“แบบนั้นมันน่าเบื่อ เอาแบบนี้แหละถามมาเลย”
“เออ...” ผมยังตั้งตัวไม่ติดพยายามคิดคำถาม “...พวกท่านกินข้าวเช้ากันรึยัง”
ทุกคนในห้องหัวเราะผมอายจนอยากซุกหน้าลงไปหลบใต้โต๊ะ พอพวกเขาพอใจแล้วก็เปลี่ยนกลับมาเป็โหมดปกติ
“ขอคำถามแบบซีเรียสหน่อยเอาคำถามที่เกี่ยวกับ อาชีพทำข่าว หรือการเมืองที่ท่านสนใจก็ได้”อิทธิช่วยอธิบายแทน ผมนิ่งอยู่ห้าวินาที แม้ตั้งใจจะหันหลังให้การเมืองแค่ไหนก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่คือสิ่งที่ถนัดอันดับต้น ๆผมแสดงทัศนะทางการเมืองแย้งกับธรณีแทบทุกเื่ในทุกวี่ทุกวันบางเื่ก็เถียงเพื่อนกลับไป บางเื่ก็เก็บไว้ในใจหรือสาเหตุที่ชอบต่อต้านเป็เพราะเืนักกิจกรรมที่ไหลเวียนในตัวผม
“เราจะรู้ได้ไงว่าสำนักข่าวของเราเป็กลาง รู้ได้ไงว่าไม่ได้ถูกนักการเมือง หรือนายทุนซื้อ”ผมเสี่ยงถามออกไป
“มีเหตุผลสองประการ ประการแรกไม่เคยมีใครตรวจพบหลักฐานสนับสนุนนั้น ไม่ว่าจะจากเครื่องเอวีเอสอี จากแอปปาปารัสซี่หรือเอกสารหรือ การกระทำใด ๆ ไม่เคยโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลกล่าวหาประการที่สองหากท่านลองใช้ filterเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอข่าวของสำนักเราจะพบว่ามีทั้งข่าวที่เป็บวกและลบต่อรัฐบาลปนๆ กัน”
จอฟฟี่ใช้เวลาคิดไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็ตอบมาแสดงถึงความเป็มืออาชีพได้อย่างดี หรือเป็เพราะเอวีเอสอีที่เขาสวมอยู่กันแน่ อิทธิพยักหน้าขณะฟังแล้วหันมาบอกผมให้ลองสรุปคำตอบผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะทดสอบทักษะอะไรในตัวผม
“เป็กลาง เพราะไม่มีหลักฐานทุจริตและเสนอข่าวทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีเซเลกชันไบแอส[2]”
“ใช้ได้ ...” อิทธิกล่าวชมก่อนยิงคำถาม “แล้วถ้าสำนักข่าวเราไม่เป็กลางจะเกิดอะไรขึ้น”
“ก็ทำอะไรไม่ได้ครับ”คำตอบผมทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ จนต้องขยายความต่อ “เพราะเป็เสรีภาพของเราคงต้องให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ เลิกติดตาม เลิกสนับสนุน แล้วเราก็จะเจ๊งเอง”
“ใช่ เราอาจจะโดนสภาวิชาชีพผู้สื่อข่าว จับผิด และก็ระงับใบประกอบได้ด้วย” อิทธิเสริมก่อนจะให้ถามคำถามข้อที่สอง ผมพยายามนึกถึงคำถามคาใจ ที่กะว่าจะถามธรณีซักวันตอนได้ยินเื่สำนักข่าวทุติยภูมิ
“ส่วนของการสรุปข่าว ในเว็บไซต์ของสำนักข่าวเราแม้จะวิเคราะห์ได้ดีแค่ไหน ถือว่าเป็การชี้นำประชาชนรึเปล่า”
กรรมการหญิงคนหนึ่งกดปุ่มส่งเสียงกริ่งในทันทีที่ผมถามจบผมนึกถึงบรรยากาศห้องประชุมในยุคผม ทุกคนจะก้มหน้าก้มตาฟังแทบไม่มีใครเสนอความเห็นคนยุคผมถูกฝึกเป็ผู้ฟังมากกว่าผู้พูดมาั้แ่เรียนในโรงเรียน
“ท่านปรารถนา เชิญได้”
กรรมการหญิงคนนั้นผุดลุกขึ้นเธอไว้ผมสีน้ำเงินในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาว ยังดูอายุเด็กกว่าผมอีกขัดแย้งกับชื่อที่ดูโบราณ ธรณีเคยบอกว่าการตั้งชื่อคนมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดใน่ 70 ปีมานี้หลังจากยุคผมไม่นานค่านิยมเสรีภาพการแสดงออกไปสุดขั้วจนเกิดเป็ชื่อประหลาดก่อนจะกลับมาเป็ชื่อไทยปกติเพราะสละสลวยและ่สิบปีก่อนก็เริ่มกลับมาเป็ชื่อประหลาดอีกเพราะคนเริ่มเบื่ออยากหาอะไรที่แตกต่าง กลายเป็ความหลากหลายมีั้แ่ชื่อไทยดั้งเดิมไปจนชื่อประหลาดเหมือนไม่ใช่มนุษย์โลกเมื่อวานนี้ตอนดูข่าวกับธรณีได้ยินชื่อชายคนหนึ่งว่า “อุบาท”แทนที่จะขำขันผมกลับใแล้วถามเพื่อนให้แน่ใจว่าตนฟังไม่ผิด
“ทุกคนมีเสรีภาพในการตั้งชื่อเราไม่รู้เหตุผลหรอก อาจเป็ความเชื่อส่วนตัวไว้แก้เคล็ด หรือแค่อยากต้านขนบ”ในตอนนั้นธรณีบอก สีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าเป็เื่ธรรมดาสามัญ
ปรารถนายืนตอบ น้ำเสียงเธอฟังดูนุ่มนวล“ถึงพยายามชี้นำแค่ไหน ก็ไม่ได้ผลกับทุกคนอยู่ดี เพราะแต่ละคนมีคริติคัลธิงกิ้งไม่เท่ากันทำให้แต่ละคนตอบตัวเองว่าได้อะไรจากข่าวไม่เท่ากัน จากนั้นเมื่อคนเ่าั้ไปแลกเปลี่ยนทัศนะกับคนอื่นก็จะปรับความคิดได้มากขึ้นเอง ส่วนใหญ่คนยุคนี้ไม่ว่าจะวัยไหน เด็ก ผู้ใหญ่ก็หาความรู้เก่งกันหมด ผู้ใหญ่อาจจะมีประสบการณ์ในโลกจริงมากกว่าแต่เด็กบางคนอาจมีประสบการณ์ในโลกเสมือนมากกว่า”
ชายชราบอกให้ผมสรุปเช่นเคยผมพยายามเลี่ยงทุกสายตาที่จ้องมาจุดเดียวเพื่อครุ่นคิด รอบนี้ใช้เวลาเร็วกว่าเดิม
“มีการสรุปเพื่อให้ประหยัดเวลาเชื่อหรือไม่ขึ้นกับทักษะแต่ละคน ไม่มีการล้างสมอง และการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น”คำพูดนั้นหลุดออกจากปากผมไปโดยอัตโนมัติ ราวกับตัวตนที่เคยยืนบนเวทีปราศรัยมาสิงร่างความรู้สึกที่ห่างหายไปนานแล่นพล่านขึ้นมาใน่เวลาสั้น ๆ
อิทธิกับปรารถนาพยักหน้าส่วนกรรมการคนอื่นไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ผมพยายามคาดเดาล่วงหน้าว่าจะมาไม้ไหนอีก
“โอเค...เดี๋ยวขอให้ทุกคน ลงคะแนน”อิทธิประกาศ ดูเหมือนว่าการสัมภาษณ์จะจบแล้วคณะกรรมการกดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แบนราบบนโต๊ะตรงหน้า ผมเห็นหน้าจอของอิทธิที่นั่งข้างๆ ด้วยหางตามีเพียงปุ่มสีแดงกับเขียวปรากฏบนหน้าจอเพื่อโหวตว่าใช่หรือไม่เหมือนตอนที่ผมทดลองโหวตเื่ระบบการเลือกตั้งในแอปซิติเซนเมื่อวันก่อนใจผมเต้นรัวขณะรอลุ้นผล เพียงสิบวินาทีต่อมามันก็ปรากฏบนจอ
“ดีใจด้วย คุณประชาท่านได้รับเสียงไว้วางใจเจ็ดในเก้าเดี๋ยวเชิญท่านลงลิฟท์ไปเริ่มต้นที่ชั้นสองได้เลย” อิทธิหันมาบอกผมยังคงนิ่งอึ้งราวกับถูกสาบ แม้จะได้ยินคำพูดของเขาชัดเจนทุกถ้อยคำร่างกายยังสั่นไม่หยุด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปจนลืมความดีใจไปเสียสิ้นผมคิดอย่างเดียวว่าต้องทำอะไรต่อ
“เสร็จแล้วเหรอครับ”ผมทำหน้าเหรอหราไปทางประธาน
“เสร็จแล้วสิ เรามีประชุมกับทีมบริหารและหัวหน้าแผนกต่อ...หรือท่านอยากถามคำถามเราอีกข้อ”
ผมผุดลุกโดยพลันยกมือไหว้กราดขอบคุณทุกคนโดยอัตโนมัติ กรรมการหันไปกระซิบกระซาบกันคงนินทาเื่ท่าทีแปลกประหลาดของพนักงานคนใหม่ ผมรีบหมุนตัวกลับแทบจะในทันทีก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังเลขาสาวด้วยความตั้งใจเดียว
ต้องออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด
“เดี๋ยวก่อน” จู่ ๆ อิทธิก็ะโน้ำเสียงห้าว ๆ นั้นทำให้ผมชะงักชะงัน หวาดกลัวล่วงหน้าบางทีเขาอาจค้นพบความลับของผม
“มีอะไรครับ”น้ำเสียงผมสั่นชัดเจนขณะเหลียวหลังกลับ
“อันนี้ของท่านรึเปล่า”อิทธิชูเครื่องเอวีเอสอีอันหนึ่งขึ้นมาให้ดูผมคงเผลอปล่อยมันตกพื้นตอนรีบลุกเมื่อครู่ นึกว่าจะโดนจับได้ว่าโกหกประวัติหัวใจผมเต้นระริกด้วยความโล่งใจราวกับูเาทั้งลูกที่เคยกดทับบ่าถูกยกออกไปในพริบตา
ผมพยักหน้าแล้วตรงรี่เข้าไปรับมาขอบคุณเขาอีกครั้ง แล้วรีบออกจากห้องประชุมก่อนจะมีเื่อะไรอีก
“เชิญท่านตามเรามาได้เลย”พิมพ์บอกผมที่หน้าห้องประชุม แต่ผมหูอื้อไปแล้วความรู้สึกดีใจเมื่อครู่ที่อั้นไว้กำลังแสดงผล ผมทำสำเร็จแล้วผมจะได้มีการงานทำจริง ๆ ซะที ไม่ต้องเกาะเพื่อนกินอีกจะได้ไม่ต้องวนกลับไปลูปเดิมเหมือนที่ผ่านมาหนึ่งเดือนอีกดูเหมือนว่าพิมพ์จะสังเกตเห็นรอยยิ้มแก้มแทบปริของผม
“ท่านยังไม่ได้ถูกจ้างงานจนกว่าจะพ้น่ทดลองงานหนึ่งสัปดาห์ก่อนนะ”คำพูดของเธอดับฝันผม
[1]Retro คือการหยิบแรงบันดาลใจจากอดีตมาสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งจะต่างจากVintage ที่เป็ของเก่าจริง ๆ
[2]ion bias อคติที่เกิดจากการเลือกตัวอย่าง ถ้าเลือกวิเคราะห์จากกลุ่มที่ไม่ใช่ตัวแทนที่ดีผลที่ได้ก็ย่อมจะไม่สะท้อนประชากรที่แท้จริง