สือเจียงหย่วนกล่าวว่า "คราวก่อนคุณบอกว่าไม่มีเนยไม่ใช่เหรอ? ผมก็เลยให้เพื่อนที่เมืองหลวงส่งมาให้ ตอนนี้เป็นฤดูร้อน กลัวว่ามันจะเสีย ก็เลยต้องใส่ก้อนน้ำแข็งไว้ด้วย พอถึงฤดูหนาวก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ"
คังอิงฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะอึ้งไปพักหนึ่ง “ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง คุณยังอุตส่าห์ให้คนส่งมาให้ไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
“คุณบอกว่าคุกกี้ถ้าไม่ใส่เนยจะไม่อร่อยนี่นา ผมลองกินคุกกี้ที่คุณทำรอบก่อน รสชาติมันต่างจากที่ขายในห้างสรรพสินค้าอยู่นิดหน่อย ผมเดาว่าเป็นเพราะขาดรสชาติของเนยนี่แหละ” สือเจียงหย่วนบอก
ในใจคังอิงรู้สึกดีอย่างมาก เธอแค่พูดขึ้นลอยๆ เท่านั้น แต่กลับมีคนจัดการทุกอย่างให้เธออย่างเต็มที่ ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกซาบซึ้งเลย คงเป็นไปไม่ได้
คังอิงรีบหยิบกรรไกรขึ้นมาแกะกล่องพัสดุพลางกล่าวว่า “ขอดูหน่อยสิ ให้คนส่งมาไกลขนาดนี้ ถ้าเกิดเสียขึ้นมาคงน่าเสียดายแย่”
เธอแกะกล่องพัสดุด้านนอกออก ข้างในมีก้อนน้ำแข็งที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกแบบสุญญากาศ ก้อนน้ำแข็งนั้นละลายจนกลายเป็นน้ำเกือบหมดแล้ว แต่กล่องโฟมยังคงเก็บความเย็นเอาไว้ได้เป็นอย่างดี พอสัมผัสดูก็ยังรู้สึกเย็นๆ อยู่
คังอิงหยิบเนยที่อยู่ในกล่องโฟมขึ้นมาดูแล้วก็พบว่าเนยยังคงแข็งอยู่ มันยังไม่ละลาย
“ดีมากเลย ไม่มีปัญหาอะไร มันยังไม่ละลายค่ะ” คังอิงบอก
จากนั้นเธอก็เห็นว่ามีถุงพลาสติกอีกหลายใบวางอยู่ใต้เนย พอเปิดดูก็พบว่าเป็นชีส คังอิงจึงถามว่า “มีชีสด้วยเหรอ? สงสัยน้องชายคุณจะเป็นเซียนเบเกอรีแน่ๆ ”
คังอิงเผลอพูดคำศัพท์จากชาติที่แล้วออกมา สือเจียงหย่วนไม่รู้ว่า เซียนเบเกอรีคืออะไร แต่คิดว่าน่าจะหมายถึงคนที่ทำขนมเก่ง เขากล่าวว่า “หมอนั่นทำเบเกอรีไม่เป็นหรอก คงเป็นแฟนของเขาซื้อมาให้น่ะ”
สือเจียงหย่วนจำได้ว่าตอนที่เขากำลังจะออกจากเมืองหลวง จ้าวซื่อหงกำลังคบหากับผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนเคยไปเรียนต่อต่างประเทศ ดูเหมือนจะชอบทำขนม น่าจะเป็นความคิดของหล่อน
ถึงจ้าวซื่อหงนั่นจะไม่เอาไหน แต่เขาก็หน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ ฐานะทางบ้านก็ดี ดังนั้นก็เลยมีสาวๆ มากมายชื่นชอบเขา
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้สาวๆ ต่างก็พากันหลงใหลจ้าวซื่อหง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จ้าวซื่อหงเป็นคนเข้ากับผู้คนได้ง่าย ใครๆ ก็พูดคุยกับเขาได้ถูกคอ ไม่ว่าคุณจะพูดอะไรขึ้นมา เขาก็สามารถพูดโต้ตอบได้อย่างไม่ติดขัด
จากคำพูดที่ดูเหมือนเป็นผู้รอบรู้ของเขา คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าเขาเคยเป็นอันธพาลที่เรียนจบมัธยมปลายอย่างยากลำบาก
พอสือเจียงหย่วนพูดเช่นนี้ คังอิงก็เข้าใจ จู่ๆ เธอก็เกิดไอเดียขึ้นมา “ในเมื่อมีชีส ที่นี่ก็มีเตาอบ งั้นบ่ายนี้ฉันจะทำข้าวอบชีสให้คุณกินดีกว่า”
คังอิงที่ไม่ถามอะไรทั้งนั้นชวนเขากินข้าวแล้ว แถมยังคิดเมนูแปลกใหม่ขึ้นมาอีก อันที่จริงต้องเรียกว่าเมนูข้าวต่างหาก สือเจียงหย่วนรู้สึกดีใจมาก เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็เต็มใจจะอยู่ต่ออยู่แล้ว
เขาไม่ปริปากพูดเลยสักคำว่า ตอนเที่ยงนี้น้ารองของเขาได้จองโต๊ะอาหารที่โรงแรมเอาไว้ และเตรียมที่จะพาครอบครัวไปกินอาหารด้วยกัน
เห็นว่าคังอิงสนใจมากขนาดนี้ สือเจียงหย่วนก็คิดในใจ ‘จ้าวซื่อหงทำงานได้ดีจริงๆ’ เขาแอบให้คะแนนจ้าวซื่อหงในใจ
การทำข้าวอบชีสของคังอิงนั้นคล่องแคล่วมาก เพราะว่าเดิมเธอจะผัดข้าวอยู่แล้ว ดังนั้นส่วนผสมต่างๆ เช่น แฮมหั่นเต๋า เห็ดหอมแห้ง ก็มีครบแล้ว คังอิงเตรียมส่วนผสมพวกนี้ไว้เรียบร้อย จากนั้นก็นำมาคลุกกับข้าวสวย แล้วตักข้าวใส่จานเซรามิกสีขาวสองใบ ที่นี่ไม่มีชามสำหรับทำข้าวอบชีส ก็เลยต้องใช้จานเซรามิกสีขาวแทน
เธอจัดข้าวบนจานให้เป็นรูปครึ่งวงกลม แล้วเกลี่ยให้เรียบ จากนั้นก็โรยชีสลงบนข้าวหนาๆ แล้วนำไปอบในเตาอบที่อุ่นไว้ล่วงหน้า อบไฟแรงเป็นเวลายี่สิบนาที
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ คังอิงก็บอกกับสือเจียงหย่วนที่กำลังจ้องมองอยู่ข้างๆ ว่า “ข้าวอบชีสอร่อยก็จริง แต่ขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า คุณรอก่อนนะ ถ้าหิวก็กินคุกกี้รองท้องไปก่อนก็ได้ค่ะ”
สือเจียงหย่วนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไรหรอกครับ เช้านี้ผมตื่นสาย กินข้าวเช้าสาย ก็เลยยังไม่หิว”
สือเจียงหย่วนเดินไปที่ต้นหอมหมื่นลี้ในลานบ้าน เขาเห็นว่ามีโต๊ะตัวใหม่วางอยู่ข้างๆ ต้นหอมหมื่นลี้ บนโต๊ะตัวใหม่มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารกองอยู่เต็มไปหมด
สือเจียงหย่วนเห็นเข้าก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน เขาชอบอ่านหนังสือกับดูข่าวสารต่างๆ เพียงแต่เขาจะหยิบขึ้นมาอ่านเล่นๆ เวลามีเวลาว่าง ไม่ได้สนใจมันมากเป็นพิเศษ
ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์ ก็มีเสียงกริ่งจักรยานดังขึ้นมาจากหน้าประตู จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งตะโกนถามขึ้นว่า
“คุณคัง อยู่บ้านไหมครับ?”
คังอิงที่อยู่ในห้องครัวไม่ได้ยินเสียงเรียก ส่วนสือเจียงหย่วนพอได้ยินเสียงนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ทำไมถึงเป็นเสียงผู้ชาย? แถมยังเรียกด้วยน้ำเสียงสนิทสนม ราวกับว่าสนิทกับคังอิงมาก? แต่เสียงของผู้ชายคนนี้เขากลับไม่คุ้นเคย?
ช่วงนี้คังอิงติดต่อกับเขาค่อนข้างบ่อย ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นใครที่ค่อนข้างสนิทกับเธอ สือเจียงหย่วนคิดว่าเขารู้จักทุกคน แต่เขาไม่เคยได้ยินเสียงของผู้ชายคนนี้มาก่อน จึงอดที่จะรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาไม่ได้
เขาคิดว่าในเมื่อคังอิงเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขา แถมยังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาอีก เขาจึงมีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบเพื่อนให้เธอ
ด้วยความที่คังอิงเป็นหญิงสาวอ่อนแอที่หย่าร้างกับสามี สือเจียงหย่วนจึงมักจะวางตัวเป็นเหมือนกับเทพผู้พิทักษ์ คอยระวังไม่ให้คนเลวร้ายมากล้ำกรายคังอิงได้
ดังนั้นสือเจียงหย่วนจึงลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ด้วยท่าทางองอาจ เดินออกไปข้างนอกแล้วถามว่า “นายมาหาใคร?”
สือเจียงหย่วนยังไม่ทันจะเดินออกไปข้างนอก คำพูดของเขาก็พุ่งออกไปก่อน พอเขาเดินออกไป ก็เห็นรถสามล้อของบุรุษไปรษณีย์จอดอยู่หน้าประตู บุรุษไปรษณีย์วัยกลางคนคนหนึ่งกำลังถือตู้รับจดหมายเข้ามาในลานบ้าน
เมื่อเห็นดังนั้น สือเจียงหย่วนก็รู้ตัวทันทีว่าตนเองเข้าใจผิด คนคนนั้นเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์เท่านั้น เขาจึงเปลี่ยนมาทำสีหน้าปกติแล้วถามว่า
“คุณบุรุษไปรษณีย์ มีอะไรหรือครับ?”
“อ้อ คุณคังเคยสมัครขอใช้ตู้รับจดหมายเอาไว้ ทางสำนักงานอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ผมก็เลยเอามาส่งให้ ดูสิว่าจะตอกตะปูตรงไหนดี?”
บุรุษไปรษณีย์ไม่รู้จักสือเจียงหย่วน พอเห็นเขาทำท่าทางเหมือนกับเป็นเจ้าของบ้านจึงเอ่ยถาม
“ตอกตะปูตรงประตูก็แล้วกัน ตรงนี้มีชายคา คงไม่โดนฝนหรอก” สือเจียงหย่วนตัดสินใจแทน จากนั้นก็รับตู้รับจดหมายมาจากบุรุษไปรษณีย์ “ขอบคุณนะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ นี่เป็นหน้าที่ของผม” บุรุษไปรษณีย์กล่าวอย่างสุภาพ เขายังหยิบหนังสือพิมพ์และนิตยสารปึกหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้สือเจียงหย่วน “นี่เป็นหนังสือพิมพ์กับนิตยสารของคุณคังครับ รบกวนรับไว้ด้วยแล้วกัน”
สือเจียงหย่วนรับหนังสือพิมพ์และนิตยสารมา บุรุษไปรษณีย์ก็ขึ้นรถจักรยานแล้วจากไป
สือเจียงหย่วนหยิบหนังสือพิมพ์กับนิตยสารเข้าไปในบ้าน แล้ววางไว้ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ จากนั้นก็ไปหาตะปูกับค้อนมาจากห้องเก็บของ ก่อนเดินไปที่หน้าประตูบ้าน
แต่หน้าประตูบ้านเป็นอิฐทั้งหมด สือเจียงหย่วนมองไปรอบๆ พบว่ามีเพียงแค่บานประตูเท่านั้นที่ทำจากไม้ เขาจึงตอกตะปูติดตั้งตู้รับจดหมายบนนั้นอย่างไม่ลังเล
คังอิงได้ยินเสียง ‘ปังๆ’ ดังมาจากด้านนอก เธอรีบวิ่งออกมาดู แล้วพบว่าสือเจียงหย่วนกำลังติดตั้งตู้รับจดหมาย เธอรีบห้ามเขาไว้ทันที
“อย่าตอกตะปูตรงประตูสิ! ถ้าเกิดประตูเป็นรู น้ารองคุณต้องโกรธแน่ๆ ”
“ไม่เป็นไรหรอก ผมจะบอกว่าเป็นคนตอกเอง” สือเจียงหย่วนพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“อย่านะ ถ้าเกิดประตูพัง มันคงน่าเกลียดแย่ คุณเอาไปแขวนไว้กับประตูเหล็กแล้วใช้ลวดมัดเอาไว้ไม่ได้เหรอ?” คังอิงบอกเขา