ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 60 ราชาตนแรก

              เป็นธรรมดาเมื่อจู่ ๆก็มาโผล่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องรู้สึกสับสนกันทั้งนั้นหลังจากเดินผ่านประตูโทริอินั่นเข้ามาพวกของฮิราตะเหมือนถูกส่งไปยังอีกสถานหนึ่งซึ่งแตกต่างผิดแผก ทั้งองค์ประกอบโดยรอบและบรรยากาศอันเหนือจินตนาการ


              สถานที่ที่พวกเขาโผล่มานั้นมีโครงสร้างที่สูงใหญ่และทรงพลังสถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันออกที่เต็มไปด้วยหลังคาโค้งยกสูง ทอดยาวออกไปเป็นชั้น ๆซ้อนกันหลายระดับมีบันไดหินขนาดใหญ่ทอดขึ้นไปยังปราสาทอันยิ่งใหญ่ที่มีแสงสีม่วงส่องสว่างออกมาจากภายใน


              ทางด้านข้างของบันไดยักษ์ที่พวกเขายืนอยู่มีรูปปั้นสัตว์ประหลาดถูกล่ามโซ่ไว้สร้างความรู้สึกถึงพลังอำนาจที่กักเก็บไว้และความดุดันที่ซ่อนอยู่ผืนดินด้านล่างเป็นหลุมลาวาเดือดพล่านควันที่พวยพุ่งและลาวาที่ไหลรินทำให้ที่นี่เหมือนเป็นสถานที่ในโลกหลังความตายหรือโลกที่ถูกต้องคำสาปบรรยากาศรอบตัวถูกประดับด้วยเปลวไฟสีม่วงที่ส่องแสงสว่างในความมืด


              พวกเขาเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดจนพบประตูโลหะโบราณขนาดยักษ์ดูตระหง่านวิจิตรตระการตาสลักด้วยลวดลายใบหน้าของยักษ์สองตน


              พอได้เห็นใกล้ ๆยิ่งตระหนักถึงความแข็งแกร่งทนทานน่าครั่นคร้าม


              เอี๊ยด... ครืน!


               บานประตูเปิดออกเองโดยอัตโนมัติราวกับต้องการเชื้อเชิญแขกผู้มาเยือน


              อากาศยะเยือกหลั่งไหลออกมาโดยไร้เสียงเยียบเย็นเสียจนอากาศด้านนอกเทียบไม่ติด


              กลุ่มกองกำลังของฮิราตะและกองทัพผีดิบต่างหลั่งไหลเข้าไปยังภายใน


              หลังเดินผ่านพ้นบานประตูด้านในปรากฏให้เห็นท้องพระโรงกว้างขวางสีแดงสลับทองปูพื้นทุกตารางนิ้วด้วยหินโมราสีดำสลับแดง เครื่องเรือนทั้งหมดล้วนทำจากทอง แสดงให้เห็นความงดงามตระการตาของพระราชวังอันเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิ


              ปลายสุดด้านในมีแท่นบัลลังก์ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าฮิราตะมองเห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์บนนั้น


              ‘นั่นน่ะหรือ ‘ราชา’ ที่เสียงในหัวนั่นเคยกล่าวถึง’

     



            หลังเดินผ่านพ้นบานประตูด้านในปรากฏให้เห็นท้องพระโรงกว้างขวางสีแดงสลับทอง ปูพื้นทุกตารางนิ้วด้วยหินโมราสีดำสลับแดงเครื่องเรือนทั้งหมดล้วนทำจากทอง แสดงให้เห็นความงดงามตระการตาของพระราชวังอันเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิ


              ปลายสุดด้านในมีแท่นบัลลังก์ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าฮิราตะมองเห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์บนนั้น


              ‘นั่นน่ะหรือ‘ราชา’ ที่เสียงในหัวนั่นเคยกล่าวถึง’


              มันมีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ผมยาวสีขาว ผอมบางสูงราวร้อยห้าสิบเซนติเมตรสวมใส่อาภรณ์ตัวใหญ่สีแดงสลับทองลวดลายที่ปักอยู่บนผ้าคลุมดูเหมือนมีชีวิตมันไหลเวียนเหมือนกับเปลวเพลิงที่เต้นรำไปมาตามแรงลมผ้าคลุมยาวจนถึงพื้นและมีหัวกะโหลกหลายหัวผูกติดอยู่ที่ปลายผ้า ช่วยขับผิวสีเผือกซีดคล้ายเงินที่ส่องแสงสะท้อนแสงไฟในท้องพระโรงให้เด่นชัด ดวงตาสีเลือดแลดูพิศวงมือซ้ายกุมลำแสงแคบยาวสีเลือดเส้นหนึ่ง มือขวาเท้าคาง นั่งโดดเดี่ยวบนบัลลังก์มองทุกสิ่งอย่างเบื่อหน่าย


              แม้จะอยู่ในท่วงท่าเช่นนั้นยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันเงียบงันแรงกดดันอันน่าขนลุกซึ่งแผ่ออกมาจากทั่วร่าง กลับแผ่ขยายออกมายิ่งขึ้นไม่หยุดเหมือนมนุษย์ แต่หาใช่มนุษย์ไม่ ราวกับสิ่งนั้นคือวิญญาณที่แตกต่างออกไปวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่เพียงมีรูปร่างคล้ายมนุษย์


              บางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับต้องตบเข่าตัวเองรากับกลัวจะถูกบรรยากาศรอบตัวกลืนกินเข้าไป


              ไม่มีใครหัวเราะเยาะคนพวกนั้นเลยทุกเงียบกริบขนาดไม่สามารถก้าวขาเดินต่อไปข้างหน้าต่อได้ทุกคนต่างตระหนักว่าสิ่งนั้นช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดทุกตัวที่เคยพบเจอมาเป็นตัวตนอันสูงส่ง


              ริมฝีปากของมันขยับในขณะที่ฮิราตะตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างตกใจ


              ทว่ามันแค่อ้าปากหาววอดออกมาเพียงเท่านั้น สายตาจ้องมองทุกสิ่งโดยไม่สะทกสะท้านไร้ความยี่หระ


              ฮิราตะได้แค่กลั้นหายใจและเงยหน้ามองสิ่งที่เรียกว่าความหวาดกลัวต่อตัวตนอันน่าเกรงขามเลือดทั่วตัวเหมือนถูกแช่แข็ง ขนทั่วสรรพางค์กายต่างพากันร่ำร้องว่าให้ถอยหนีรู้สึกว่าตัวตนของมนุษย์นั้นช่างแสนกระจ้อยร่อย


              มันคืออาการที่เรียกว่า ‘ทานาโทซิสรีเฟล็กซ์’


              เป็นกลไกการป้องกันตัวที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกถึงภัยคุกคามจากสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าเส้นประสาทในกล้ามเนื้อก็จะยับยั้งการเคลื่อนไหวไว้ชั่วขณะหนึ่ง


              “ยิ่งเป็นชะตากรรมที่หนักอึ้งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งคู่ควรให้เราต่อต้านมากเท่านั้น ว่าไหม?”


              ฮิราตะเปิดปากโดยไม่ละสายตาพร้อมกันนั้นร่างของเบเอลเซบูปรากฏกายขึ้นประชันกับราชาเบื้องหน้า


              “ฉันจะใช้อสูรอัญเชิญและกองทัพผีดิบขยี้มันเอง ทุกคนกระจายตัว ห้ามสู้ระยะประชิดเด็ดขาดเดี๋ยวจะโดนลูกหลงไปด้วย”


              ราชาหยิบหน้ากากยักษ์ครึ่งหน้าครอบบริเวณปากออกมาสวมใส่ก่อนลุกขึ้นหยิบดาบคาตานะเล่มยาวสภาพผุพังซึ่งพิงอยู่ข้างกายแล้วก้าวขาลงจากบัลลังก์


              ลำแสงแคบยาวสีเลือดในมือซึ่งลอยอยู่ข้างกายเริ่มเกิดปฏิกิริยา


              มันลอยสูงขึ้นอยู่เหนือศีรษะของราชาเปล่งแสงวาบเฉกเช่นวินาทีแห่งการกำเนิดใหม่


              ใช่ หัว


              เรือนผมยาวแผ่สยายเหมือนสายน้ำใสสะอาดกลางท้องพระโรงกว้างแม้ดวงหน้าเลือนรางไม่ชัดเจนแต่องค์ประกอบทั้งหมดก่อขึ้นเป็นรูปร่างคล้ายเมฆหมอกสีแดงเข้มเส้นที่ลากจากลำคอจรดบริเวณอกบ่งบอกว่ามีลักษณะของสตรีเพศ


              ไม่มีช่วงลำตัวครึ่งร่างร่องลอยเหมือนภูตผี โอบล้อมอยู่เหนือศีรษะของราชา พร้อมละอองรัศมีสีแดงรายล้อม


              เบเอลเซบูหันหน้าเข้าหา ‘สิ่งนั้น’


              ‘สิ่งนั้น’ หยิบดาบคาตานะเล่มยาวในมือของราชาที่ยืนส่งให้ออกจากฝักมันสามารถจับต้องวัตถุทางกายภาพได้ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นนั้น


              ฮิราตะสั่งให้ผีดิบทุกตนโถมเข้าใส่


              คลื่นบรรยากาศโดยรอบเริ่มเปลี่ยน ‘สิ่งนั้น’ ตอบโต้ด้วยการชูดาบเล่มยาวชี้ตรงมาด้านหน้าการไหลของพลังงานมหาศาลพลางเข้ามาบรรจบกันที่ใบดาบจนมองเห็นได้ชัดว่าปลายดาบนั้นมีออร่าสีแดงเข้ามาเสริมจนส่วนปลายขยายยาวขึ้นออกไปอีกหลายเท่าตัวอากาศทั้งหมดเหมือนถูกดูดเข้าไปโดยมีราชาเป็นจุดศูนย์กลาง


              จิตปรปักษ์แหลมคมเปล่งจากดาบเล่มยาว


              เบเอลเซบูพ่นไอสีดำออกมาเพื่อโจมตี


              เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ ‘สิ่งนั้น’ตั้งคมดาบหงายขึ้นฟันเสยผ่าอากาศ การฟันกลายเป็นเส้นแสงขนาดมหึมาปราณอันเข้มข้นซึ่งปลดปล่อยออกมานั้น เข้ากัดกร่อนทุกสิ่งคลื่นแสงที่ตวัดขึ้นจากร่องดินเป็นเส้นตรงกวาดทุกอย่างในเส้นทางให้กลืนหายไม่เหลือซากในพริบตา


              ไอสีดำถูกตัดวิถีของมันพุ่งออกจากตำหนักทะลุผ่านประตูมิติไปด้านนอกผ่าส่วนหนึ่งของเมืองแยกเป็นสองซีกในความหมายตรงตามตัวอักษร ประหนึ่งคมดาบตัดผ่านสายน้ำแหวกเป็นทางยาว


              ครืน...เสียงแผ่นดินสั่นสะท้านหนักหน่วง


              พลานุภาพและรัศมีการโจมตีอันน่าสะพรึงนั่นเพียงพอให้อยากก้าวถอยหลัง ทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งหนีไปให้ไกล


              “นี่ล้อกันเล่นใช่ไหม—”


              ไม่มีใครในที่นี้จะสามารถตำหนิโยซึรุที่พลันผงะถอยหลัง


              ทุกคนต่างเบิกตากว้างตัวแข็งทื่อ


              ปีศาจขนาดยักษ์ที่ฮิราตะภาคภูมิใจพับขาเป็นครั้งแรกอวัยวะภายในและกระดูกสันหลังถูกตัดขาดร่างมโหฬารซวนเซไปด้านหลังก่อนล้มทรุดลงคล้ายกำลังทรมาน น้ำหนักตัวมหาศาลกดทับ


              ร่างยักษ์ล้มลงพร้อมกับเสียงครางต่ำดังสนั่นก่อนที่เบเอลเซบูบนพื้นจะทันได้ทำอะไร คลื่นแสงดาบก็ผ่าตามมาอีกสองเส้น ทั่วร่างเริ่มสลายกลายเป็นขี้เถ้าไม่สามารถคงรูปได้อีกต่อไป


              ฝูงผีดิบที่กำลังดาหน้าเข้าไปถูกคลื่นดาบสวนกลับมาจนระเหิดหายในพริบตา


              ราชามองมาเหมือนดูแคลนการต่อสู้อันน่าอดสูและความไม่เที่ยงอันสงบเงียบโดยเท่าเทียมกัน


              ยังคงมีผีดิบเหลืออยู่อีกมากพวกมันต่างไม่มีสามัญสำนึกแบบมนุษย์ จึงกล้าบุกเข้าไปอย่างไม่กลัวว่าจะแหลกสลาย


              ‘สิ่งนั้น’ง้างดาบฟันใส่เหล่ากองทัพผีดิบ องศาการฟันนั้นกว้างมากรัศมีเริ่มจากตรงหน้าวนไปถึงด้านหลัง เก็บกวาดทุกสิ่งที่พยายามเข้าใกล้ทิ้งรอยคมบาดลึกบนพื้นหินไว้เป็นร่องยาว


              คมดาบตวัดว่องไวฉวัดเฉวียนต่อเนื่องไม่หยุดราวกับพายุฝนทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้อนุญาตให้แม้แต่จะกล้ำกรายเข้าใกล้ราชาผ่านระยะสิบเมตร


              ประชากรผีดิบลดลงอย่างต่อเนื่อง

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน