สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 60 กู่ซา

            คำพูดของจวงเฟยเฟยดูนุ่มนวล แต่แววตาเต็มไปด้วยรังสีสังหาร

     

           แม้กระทั่งอันเจิงยังอดกลั้นความตกใจไม่อยู่แล้วชะงักไปชั่วขณะเขาคงต้องมองผู้หญิงคนนี้ใหม่เสียแล้ว เพื่อเกล็ดมัจฉานางถึงกับทำลายโรงประมูลอีกแห่งที่มีชื่อเสียงในโลกมายาได้ช่วงเวลาไม่นานที่ยอดฝีมือเหล่านั้นออกไป พวกเขาฆ่าไปกี่ศพกัน?

     

            เมื่อเห็นอันเจิงมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปไม่รู้เพราะอะไรถึงทำให้จวงเฟยเฟยรู้สึกกลัวขึ้นมา นางหัวเราะเยาะตัวเองในใจ...ต่อให้อันเจิงจะมีชะตาชีวิตที่แปลกหรือเคยได้รับชะตาลิขิตจากฟ้ามาใหม่แต่นั่นก็ไม่ได้มีอะไรที่น่ากลัวเลย นางกลัวเขาเพราะอะไรกัน? อันเจิงก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่มีสายตาคมเฉียบและมีความเชี่ยวชาญด้านสมบัติวิเศษหากพูดถึงในด้านพลังวัตรแล้วเขาถือว่าอยู่ปลายแถวเลยทีเดียว

     

            แล้วทำไมนางต้องกลัวด้วย?

     

            จวงเฟยเฟยอาจไม่มีวันเข้าใจว่าเพราะอะไรนางถึงกลัวแววตาคู่นั้นของอันเจิงมากขนาดนี้

     

            “โลกมายาก็เป็นแบบนี้แหละ”

     

            แล้วก็ไม่เข้าใจอีกเช่นกันว่าทำไมถึงต้องหันไปทางอันเจิงแล้วอธิบาย“ไม่มีใครรับประกันได้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตตื่นขึ้นมาดูโลกหรือไม่ และทุกคนที่นั่นก็ตายอย่างสมเหตุสมผลแล้วผู้คนในโรงเต๋อเป่าต่างมีนิสัยเหมือนโจร สมบัติวิเศษที่พวกเขามีส่วนใหญ่ก็มาจากการแย่งชิงทั้งนั้นฉะนั้น ข้าทำแบบนี้ก็ถือเป็นการลงโทษแทนฟ้าดินแล้วล่ะ ที่สำคัญกว่านั้นคือข้าคิดจะทำแบบนี้มานานมากแล้ว”

     

            นางนั่งลงเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกในใจ“โลกมายานี้ไม่ใหญ่มาก ฉะนั้นมีโรงประมูลแห่งเดียวก็เกินพอแล้วและหากโรงเต๋อเป่ามีอำนาจมากกว่านี้ละก็ พวกเขาก็คงจะลงมือกำจัดโรงจวี้ฉ่างของข้าเช่นกัน”

     

            อันเจิงยักไหล่เล็กน้อย “ไม่เกี่ยวกับข้าข้าจะไปแล้ว”

     

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

     

           เจินจวงปี้เดินไปยืนขวางประตูไม่ให้อันเจิงออกไป “ตอนนี้เกล็ดมัจฉาอยู่ที่เจ้าเจ้าคิดอยากจะไปก็ไปง่าย ๆ อย่างนี้รึ?”

     

            จวงเฟยเฟยก็พูดขึ้นเช่นกัน “ผู้นำนิกายอันเกล็ดมัจฉายังอยู่บนตัวเจ้า”

     

            เดิมทีอันเจิงมาที่นี่ในครั้งนี้เขาไม่ได้คิดอยากล้ำเส้นใครเลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นชนเผ่ากู่เลี่ยหรือโรงจวี้ฉ่างก็ตามถึงแม้ว่าเกล็ดมัจฉาจะมีตำนานที่เก่าแก่ แต่ในสายตาอันเจิงแล้วมันไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่เคยคิดอยากครอบครองสมบัติวิเศษชิ้นนี้เลย เพราะเขารู้จักจักรวรรดิต้าซีและรู้จักจักรพรรดิแห่งราชสำนักต้าซีเป็นอย่างดีฉะนั้นเขาไม่เชื่อเรื่องปลาวิเศษอะไรนั่นและยิ่งไม่เชื่อว่าเกล็ดมัจฉาจะทำให้ใต้หล้าเกิดความวุ่นวาย

     

            “เดิมทีข้าไม่ได้อยากเอาสมบัติวิเศษชิ้นนี้ไปด้วยเลย”

     

            อันเจิงนำกระดิ่งแก้วออกจากคอเสี่ยวช่าน จากนั้นก็ส่งแมวน้อยให้ตู้โซ่วโซ่ว

     

            เขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมแบมือออกมา มีกระดิ่งแก้ววางอยู่บนมือนั้น“อยากได้ก็เข้ามาเอา”

     

            จวงเฟยเฟยพูดอย่างจนปัญญา “ผู้นำนิกายอันทำแบบนี้ไม่มีเหตุผลสิ้นดี นี่เป็นสมบัติของชนเผ่ากู่เลี่ย และเพื่อแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษกับพวกเขาข้าก็เพิ่งกำจัดโรงเต๋อเป่าไป ตอนนี้เจ้าจะเอามันไปแบบนี้ ทำเกินไปแล้วหรือไม่?”

     

           อันเจิงก้มหน้ามองไปยังกระดิ่งแก้วในมือแล้วหัวเราะ “ข้าเป็นคนที่ใช้แต่เหตุผลมาโดยตลอดต่อให้ผู้อื่นจะไม่อยากฟังข้าก็จะพูดจนกว่าเรื่องจะกระจ่าง ส่วนคนที่ไม่ยอมฟังข้าก็จะสู้จนกว่าเขาจะยอมฟังแต่ครั้งนี้คงต้องดูอารมณ์ข้าแล้วล่ะ เดิมทีข้ามาที่นี่ก็เพื่อประเมินสมบัติวิเศษเท่านั้นไม่ได้มีเจตนามาวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้เลย ทว่าพวกเจ้ากลับทำให้ข้าอารมณ์ไม่ดีแล้วหากข้าอารมณ์ไม่ดีก็จะไม่มีเหตุผลเสียด้วยสิ”

     

            เขาลากเก้าอี้มาแล้วนั่งลง “ใครอยากได้ก็เข้ามาเอาได้เลย”

     

            เจินจวงปี้ก้าวไปข้างหน้าแต่กลับหยุดนิ่งเขาไปหาเชียวจ่างเฉินเพื่อขอยืมสมบัติวิเศษในหอสมุดมายาอยู่หลายครั้งแต่เชียวจ่างเฉินก็ไม่ยอมให้สักที เขาไม่มีอะไรมาต่อกรกับกระดิ่งแก้ว ขนาดท่านจิ่วหัตถ์วิญญาณที่มีพลังอยู่ในขอบเขตกิเลสมารยังไม่สามารถต่อต้านกระดิ่งแก้วได้เลย

     

            กู่หมานดูเหมือนจะโมโหเป็นอย่างมากเขาอยากก้าวขึ้นไปข้างหน้าแต่กลับถูกกู่เชียนเยว่รั้งเอาไว้ ไม่รู้เพราะอะไรสายตาที่กู่เชียนเยว่มองอันเจิงจึงไม่เหมือนเดิม

     

            กู่หมานใช้ภาษาของชนเผ่ากู่เลี่ยพูดกับกู่เชียนเยว่อยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังถกเถียงเรื่องอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายเขาก็ต้องเคารพการตัดสินใจของกู่เชียนเยว่อยู่ดี จึงได้แต่ยืนนิ่ง ๆอยู่ข้างนางแล้วมองอันเจิงด้วยสายตาที่เย็นชา

     

            “ไม่มีใครอยากได้รึ?”

     

            อันเจิงเอากระดิ่งแก้วทุบลงบนโต๊ะหลายครั้งจากนั้นก็แบมือออก“เกล็ดมัจฉาลอยเข้าไปเอง ข้าไม่ได้เป็นคนแย่งมาเสียหน่อยตอนนี้มันเข้าไปอยู่ข้างในและไม่ยอมออกมา ข้าก็เอามันออกมาไม่ได้ เช่นนั้นแบบนี้ดีหรือไม่หากข้าสามารถนำมันออกมาได้เมื่อไหร่จะส่งคนเอากลับมาให้เอง?”

     

            จวงเฟยเฟยเพิ่งจะเริ่มอ้าปากพูดแต่กู่เชียนเยว่ก็ยืนขึ้นอย่างกะทันหัน “ได้”

     

            นางพูดเพียงคำเดียวจากนั้นก็ถอยหลังไป

     

            จวงเฟยเฟยชะงักไปชั่วครู่ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

     

            กู่เชียนเยว่เดินไปด้านหลังของอันเจิง “เกล็ดมัจฉานี้เป็นของข้าเรายังไม่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนของกัน ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าพูดหรือทำอะไรไปก็ไม่มีความหมายที่ข้าพูดว่า ‘ได้’ เจ้าไม่เข้าใจรึ?”

     

            จวงเฟยเฟยแผ่รังสีสังหารออกมาทางแววตามากขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ยอดฝีมือในโรงจวี้ฉ่างต่างก็เริ่มมารวมตัวกันแล้ว

     

            ปัง! กู่หมานกระแทกสามง่ามลงบนพื้น “หัวหน้าเผ่าข้าพูดอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้นหากพวกเจ้าคิดจะลงมือ เช่นนั้นก็ลองดูดูว่าพวกเจ้าจะสามารถฆ่าทหารนับหมื่นคนที่อยู่ด้านนอกได้หรือไม่ หากไม่ได้ เช่นนั้นข้าก็จะเป็นคนฆ่าพวกเจ้าเอง”

     

           สีหน้าของจวงเฟยเฟยเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นางสามารถกำจัดโรงเต๋อเป่าได้ แต่นางไม่สามารถเอาชนะทหารมากมายของเผ่ากู่เลี่ยได้แน่ถึงแม้กู่หมานจะดูดิบเถื่อนแบบนี้แต่ก็คงมีพลังไม่น้อย สาวน้อยคนนั้นเป็นถึงหัวหน้าเผ่าแล้วกู่หมานก็เป็นองครักษ์ของนางแน่นอนว่าฝีมือเขาต้องไม่ธรรมดา ชนเผ่ากู่เลี่ยมีตำนานที่ยาวนานและในตำนานเหล่านี้ก็เคยปรากฏยอดฝีมือไม่น้อยเช่นกัน

     

            ยิ่งไปกว่านั้นทหารของเผ่ากู่เลี่ยดูน่ากลัวและน่าเกรงขามมาก ๆ

     

            ตอนนั้นชนเผ่ากู่เลี่ยรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในเทือกเขาชางหมานยากลำบากนัก จึงอยากออกไปใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไปฉะนั้นจึงเข้าไปรวมกับแคว้นโยว ในตอนนั้นแคว้นโยวแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นแต่ไม่มีใครนึกเลยว่า ในระหว่างการสู้รบนั้นแคว้นเยี่ยนกับแคว้นป้าจะร่วมมือกันและทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ ทหารเยี่ยนไล่ฆ่าเข้าไปจนถึงตัวเมืองแคว้นโยวแล้วหากไม่ใช่เพราะแคว้นย่งและแคว้นโจวร่วมมือกันลอบโจมตีทหารแคว้นเยี่ยนละก็แคว้นโยวคงถูกฆ่าล้างแคว้นอย่างแน่นอน

     

            หลังจากสงครามครั้งนั้น ชนเผ่ากู่เลี่ยเสียหายเป็นอย่างมากทหารมากกว่าแสนคนที่ออกมาสู้รบมีชีวิตกลับไปไม่ถึงห้าพันคนเลยด้วยซ้ำหลังผ่านการฟื้นฟูมาหลายสิบปี ตอนนี้กำลังทหารของเผ่ากู่เลี่ยได้ฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้วแต่ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับสมัยก่อนได้อีก

     

            อย่างไรก็ตาม ฝีมือการสู้รบของทหารเผ่ากู่เลี่ยก็ทำให้ผู้คนเกรงกลัวจนถึงปัจจุบันในช่วงรุ่งโรจน์ของแคว้นเยี่ยน มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เหล่าทหารกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กพ่ายแพ้ต่อสงครามนั่นก็คือตอนที่รบกับกองทัพโซ่วหั้วแห่งเผ่ากู่เลี่ยนั่นเอง ในตอนนั้น กลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กที่มีทหารสามพันคนพ่ายแพ้และไม่มีทหารเหลือชีวิตกลับมาแม้แต่คนเดียวส่วนอีกฝ่ายคือกองทัพโซ่วหั้วที่มีทหารถึงเจ็ดพันคนและผลสุดท้ายก็เหลือทหารกลับมาเพียงสี่คนเท่านั้น

     

            จากสงครามครั้งนั้นแคว้นเยี่ยนก็เข้าสู่ยุคอ่อนแอที่สุดเป็นเวลานานนับสิบปี จนถึงเมื่อหกปีที่แล้ว แม่ทัพฟางจือจี่ได้ปฏิรูปกองทัพของเหล่าอัศวินเพลิงเหล็กเสียใหม่แคว้นเยี่ยนจึงกลับมาเป็นที่น่าเกรงขามของแคว้นอื่น ๆ อีกครั้ง

     

            อันเจิงมองจวงเฟยเฟยแวบหนึ่ง “ดูเหมือนนายตัวใหญ่จะยังค้างคาใจอยู่ หากท่านรู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมนิกายเบิกสวรรค์ยินดีต้อนรับทุกเมื่อ เชิญมาหาข้าได้เลย”

     

            อันเจิงรู้ตัวดีหากไม่ใช่เพราะมีกระดิ่งแก้วละก็ เพียงแค่พลังในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสามที่มีอยู่เขาคงถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ นานแล้ว รังสีสังหารในดวงตาของจวงเฟยเฟยมีมากนัก มากเสียจนสามารถทำร้ายคนอื่นได้เลยทีเดียว

     

            “ฮ่า ๆ ๆ”

     

            จวงเฟยเฟยหัวเราะขึ้นอย่างกะทันหัน “ผู้นำนิกายอันพูดอะไรกันในเมื่อท่านมีธุระต้องกลับก่อน ก็เชิญได้เลย”

     

            ‘อืม’ อันเจิงเปล่งเสียงออกมาจากนั้นก็ชี้ไปที่โลงแก้ว“อย่าเปิดมันออกจะดีที่สุด”

     

            ในแววตาของจวงเฟยเฟยเต็มไปด้วยความสงสัย “เพราะอะไร?”

     

            อันเจิงไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้นหลังจากเอ่ยเตือนแล้วเขาก็เดินจากไป

     

            หลังจากที่อันเจิงเดินออกจากประตูหลังแล้วเขาก็รีบดึงตู้โซ่วโซ่วทันที “รีบหนีเร็ว ที่นี่จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว”

     

            ตู้โซ่วโซ่วที่กำลังอุ้มเสี่ยวช่านอยู่ชะงักไปเล็กน้อย“หมายความว่าอย่างไร?”

     

           อันเจิงไม่ตอบแต่กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้น เขาหันหลังกลับไปดูก็พบว่า กู่เชียนเยว่และทหารกู่เลี่ยอีกจำนวนนับสิบได้เดินตามหลังเขามาแต่ยังรักษาระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งคู่ไว้

     

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”ตู้โซ่วโซ่วเดินไปพลางถาม

     

            ทว่าอันเจิงยิ่งเดินก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเขาลากตู้โซ่วโซ่วแล้วบินขึ้นไป

     

            ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นเมื่อเจอเกาซานตัวอีกครั้ง ก็พบว่าเขาพาลูกน้องขึ้นม้าบินไปก่อนแล้ว

     

            หลังจากที่พวกเขาจากไปไม่นานในโรงจวี้ฉ่างก็มีเสียงกรีดร้องที่แปลกประหลาดดังขึ้น ราวกับเสียงร้องของผีตายโหงก็ไม่ปาน

     

            หลังคาและขื่อคานของโรงจวี้ฉ่างถูกแรงกระแทกจนปลิวขึ้นฟ้าขณะนั้นอันเจิงได้จากไปไกลแล้ว ตอนที่เขาหันกลับมามองก็เห็นเพียงแสงคมเฉียบที่พุ่งขึ้นฟ้าเท่านั้นต่อมาเล่ากันว่า ในตอนนั้นยังมีร่างของคนพุ่งตามแสงนั้นออกมาเป็นจำนวนมากอีกด้วยศพเหล่านั้นล้วนมีสภาพร่างกายที่ฉีกขาดทั้งสิ้น

     

            เมื่อกลับถึงนิกายเบิกสวรรค์ อันเจิงสร้างแท่นขึ้นมาแท่นหนึ่งทันทีจากนั้นก็นำกระดิ่งแก้วไปวางอย่างเป็นระเบียบ เมื่อทุกคนได้เห็นท่าทางของอันเจิงจึงแปลกใจไปตามๆ กัน

     

            “ในนี้ไม่มีคนนอกแล้ว บอกข้าได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น”

     

            ตู้โซ่วโซ่วดึงตัวอันเจิงไว้เพื่อถามให้ชัดเจนแต่เมื่อหันหลังก็พบว่ากู่เชียนเยว่พาทหารของเผ่ากู่เลี่ยมายืนจ้องพวกเขาอยู่เหมือนกัน

     

            “ใช่ ข้าก็ไม่ใช่คนนอกนี่นา”

     

            กู่เชียนเยว่หันกลับไปสั่งเหล่าทหาร “นิกายเบิกสวรรค์นี้มีพื้นที่กว้างใหญ่พอสมควรพวกเจ้าทุกคนไปหาห้องนอนเอาเองก็แล้วกันนะ และจัดเตรียมอาหารเย็นด้วยล่ะอย่าได้รบกวนคนอื่นมาจัดการให้เลย”

     

            อันเจิงมองไปที่กู่เชียนเยว่ “เหมือนว่าที่นี่จะไม่ใช่บ้านของพวกเจ้านะ”

     

            กู่เชียนเยว่เลิกคิ้วแล้วหัวเราะ “แต่พวกเจ้าเอาสมบัติวิเศษข้าไปหากข้าไม่ตามมาแล้วพวกเจ้าหนีไปจะทำอย่างไร อีกอย่าง...ตอนนี้ข้างนอกไม่ปลอดภัยกู่ซาถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว คนจะตายมากเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้เลย ที่นี่ปลอดภัย มีแท่นวางอาวุธที่มีอานุภาพมากขนาดนี้อยู่เพราะฉะนั้นข้าจะไม่ยอมออกไปไหนเด็ดขาด”

     

            อันเจิงขมวดคิ้ว “เจ้าไม่กลัวว่าคนของเผ่าเจ้าจะเกิดอันตรายรึ?”

     

            กู่เชียนเยว่ส่ายหัว “ไม่กลัวชนเผ่าข้ามีโหราจารย์อยู่ กู่ซาไม่กล้าทำร้ายชนเผ่าข้าหรอก”

     

            ตู้โซ่วโซ่วไม่ได้ใส่ใจชนเผ่ากู่เลี่ยพวกนั้นแต่กลับเซ้าซี้ถามอันเจิงว่าเกิดอะไรขึ้น

     

            อันเจิงถอนหายใจ “นั่นไม่ใช่โลงแก้วธรรมดามันถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา ฉะนั้น นี่ไม่ใช่การฝังแต่เป็นการผนึกร่างเอาไว้ต่างหากเดิมทีมันอยู่ใต้น้ำลึกในเทือกเขาชางหมาน น่าจะมีอะไรบางอย่างปิดผนึกไว้อีกชั้นแต่เพราะน้ำป่าซัดของที่ปิดผนึกเอาไว้จนปลิวออกไป ถึงอย่างนั้นโลงแก้วนี้ก็แข็งแรงและไม่สามารถเปิดได้หากไม่ใช่เพราะ...เพราะจวงเฟยเฟยสั่งคนไปกำจัดโรงเต๋อเป่ายอดฝีมือที่กลับมาจึงมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรง เมื่อพวกเขาไปยืนอยู่ข้างโลงแก้วแล้วทำเลือดหยดลงไปบนนั้นจึงเป็นการปลดปล่อยกู่ซาออกมา ตอนนี้ในตัวกู่ซาเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดฉะนั้นอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า”

     

            กู่เชียนเยว่ปรบมือ “นึกไม่ถึงว่าเด็กอย่างเจ้าจะรู้มากขนาดนี้กู่ซาถูกฝังอยู่ใต้แม่น้ำหลิวซาอย่างน้อยเป็นพันปีแล้วตอนที่สิ้นใจตัวมันเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ยังดีที่มีกระทิงดำผนึกเอาไว้ แต่น้ำป่าซัดกระทิงดำลอยไปส่วนโรงจวี้ฉ่างก็ไม่รู้จักแยกแยะวางของสองชิ้นนี้ไว้แยกกันอีกถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้นน่ะสิแปลก”

     

            “กระทิงดำก็อยู่ในโรงจวี้ฉ่างรึ?”อันเจิงถามด้วยความสงสัย

     

            กู่เชียนเยว่พยักหน้า “ใช่หากไม่มีกระทิงดำเจ้าคิดว่าจวงเฟยเฟยจะกล้าเก็บโลงแก้วไว้งั้นรึ? แต่นางไม่รู้วิธีการใช้กระทิงดำฉะนั้นมีก็เหมือนไม่มี”

     

            เวลานี้เองอันเจิงหันไปเห็นเจินจวงปี้ที่ร่างเต็มไปด้วยเลือด หนีกลับมาในสภาพสะบักสะบอมและขาดแขนซ้ายไปข้างหนึ่งราวกับเจินจวงปี้รู้สึกได้ว่ามีใครมองอยู่จึงหันกลับมามองด้วยแววตาที่โหดร้ายจากนั้นก็เดินโซซัดโซเซเข้าหอสมุดมายาไป

     

            จากนั้นไม่นาน กู่ซาก็พุ่งตรงมาหยุดอยู่ด้านนอกหอสมุดมายามันมองมาทางอันเจิงครู่หนึ่ง แต่เมื่อกระดิ่งแก้วเปล่งแสงกะพริบออกไปกู่ซาจึงหันกลับแล้วมุ่งไปทางหอสมุดมายา ตูม! ทันใดนั้นก็มีลำแสงหนึ่งพุ่งออกมาจากหอสมุดมายาแล้วปักลงบนพื้นหน้าประตูหลังจากกู่ซาเห็นมันแล้วก็รีบกระโดดออกไปโดยเร็วอันเจิงจึงเห็นว่าของที่ปักอยู่หน้าประตูนั่นคือหอกยักษ์นั่นเอง

     

            หอกยักษ์มีความยาวสองเมตรครึ่ง ปลายหอกยาวหนึ่งเมตรส่องแสงประกายออกไปรอบด้าน

     

            ณ ชั้นสองของหอสมุดมายา เชียวจ่างเฉินกำลังยืนมือไขว้หลังอยู่บนนั้น

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812