ในตอนที่หมิงจวงกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาด ๆ ให้กับลานเซลอตนั้น เขาก็พบว่าบนแขนของนายน้อยนั้นเต็มไปด้วยรอยเข็มจำนวนมาก หลังจากที่แช่อยู่ในน้ำหลายชั่วโมงผิวหนังของผู้นำตระกูลเอสเตก็ขาวซีดราวกับกระดาษ บวมเป่งอย่างเห็นได้ชัด... หลังจากที่ลังเลอยู่เล็กน้อย หมิงจวงก็พับแขนเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นมาด้วยความเบามือที่สุด หลังจากที่ติดกระดุมเรียบร้อยแล้วก็ประคองตัวนายน้อยให้นอนลงไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้กับเขา
ลานเซลอตอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่นอนลงไปได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไปในที่สุด
หมิงจวงเก็บเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งขว้างตามพื้นขึ้นมา หลังจากที่ปิดไฟแล้วเขาก็ลงไปยังห้องซักผ้าข้างล่าง เมื่อเปิดน้ำใส่จนเต็มอ่างแล้วเขาก็เตรียมจะนำเสื้อผ้าเหล่านั้นแช่ลงไปในอ่าง แต่ในตอนที่หยิบเสื้อสูทขึ้นมานั้นก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อ หมิงจวงวางเสื้อตัวนั้นลง แล้วก้มเก็บกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาดู เขาพบว่าเป็นใบสั่งยาที่ออกโดยโรงพยาบาล
หลังจากที่อ่านอาการของโรคที่เขียนอยู่บนใบสั่งยาแล้ว หมิงจวงก็รีบพลิกหาตามกระเป๋าเสื้อสูทตัวนั้นอีกครั้ง จนกระทั่งเจอซองยาเม็ดสีขาวซองหนึ่งจากในกระเป๋าเสื้อทางด้านขวา ปมคิ้วขมวดขึ้นในทันใด
เมื่อก่อนลานเซลอตเข้าออกห้องทดลองบ่อยมาก เขาให้ความสนใจสารเสพติดบริสุทธิ์มากเป็นพิเศษ หลังจากที่สัมผัสกับมันมาก ๆ เข้า ก็เผลอสูดดมตัวสารชนิดผงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ต่อมาจึงก่อให้เกิดผลกระทบที่หนักหนาแก่ร่างกายของเขา จนกระทั่งมีอาการสูญเสียต่อมรับรู้รสและประสาทการได้ยินไปอีกด้วย ในตอนที่นายหญิงยังมีชีวิตอยู่ เธอเป็นห่วงสุขภาพร่างกายของหลานชายมาก ลานเซลอตจึงสัญญาว่าจะไม่เข้าไปในห้องทดลอง และไม่ใช้ยาเสพติดอีก เมื่อนายหญิงจากไป ผู้นำตระกูลเอสเตก็ยังคงรักษาคำสัญญาที่ตัวเองให้ไว้ เขาไม่เข้าไปเหยียบห้องทดลองอีกเลย สุขภาพด้านร่างกายจึงค่อย ๆ ดีขึ้น แต่นึกไม่ถึงว่าเพื่อเฉินอันหลาน ลานเซลอตถึงกับยอมผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับนายหญิงแล้วเข้าไปในห้องทดลองและเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีกครั้ง…
ยาซองนี้ ——
กลัวว่าจะเป็นโรคที่กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
เขาขยำซองยาในมือไว้แน่น สุดท้ายก็คลายมือออก หมิงจวงวางซองยาและใบสั่งยาไว้ด้านข้าง แล้วยัดเสื้อสูทตัวนั้นลงไปซักในน้ำ เมื่อซักเสร็จก็อบแห้งและรีดจนเรียบร้อย จากนั้นก็นำซองยาและใบสั่งยาใส่กลับเข้าไปในตำแหน่งเดิม แล้วเดินถือเสื้อสูทตัวนั้นขึ้นไปข้างบน ก่อนจะแขวนไปบนไม้แขวนเสื้อในห้องของนายน้อย
หมิงจวงนั่งเฝ้าเจ้านายอยู่ข้างเตียงจนถึงเช้า เขามองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ เมื่อเห็นว่านายน้อยยังไม่ตื่น จึงตัดสินใจลงไปทำอาหารเช้าให้ ในตอนที่เดินถือขึ้นมาเสิร์ฟข้างบนก็พบว่าลานเซลอตตื่นแล้ว หมิงจวงวางถาดลงด้านข้างแล้วเดินเข้าไปหาลานเซลอต เขาหยิบหมอนขึ้นมาพิงหัวเตียงให้ก่อนจะประคองอีกฝ่ายขึ้นมานั่ง
“นายน้อยครับ เป็นยังไงบ้างครับ?”
“ไม่เป็นไร”
“ผมต้มโจ๊กมาให้ นายน้อยกินสักหน่อยนะครับ?”
ลานเซลอตตอบรับกลับสั้น ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงหัวเตียงหลับตาพักผ่อนเล็กน้อย
หมิงจวงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้กับนายน้อยจรดขาทั้งสองข้าง เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยแล้วก็เดินไปถือถาดอาหารเข้ามาวางลงบนโต๊ะขนาดเล็ก แล้วจัดวางโจ๊กและเหล่าเครื่องเคียงไว้บนโต๊ะ ก่อนจะหยิบถาดออกไป
“ในห้องมืดเกินไป ไปเปิดหน้าต่างหน่อยไป”
“ครับ นายน้อย”
หลังจากที่หมิงจวงยื่นตะเกียบให้กับลานเซลอตแล้ว เขาก็เดินไปเปิดม่านหน้าต่างที่ยาวจรดพื้นออก ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่ามีรถสองคันขับเข้ามาจอดอยู่หน้าประตูบ้านของเฉินอันหลานที่อยู่ตรงข้ามพอดี คนหนึ่งเป็นผู้ชายและอีกคนเป็นผู้หญิงทั้งคู่ลงมาจากรถคันนั้น ผู้หญิงคนนั้นมีอายุราว ๆ สี่สิบถึงห้าสิบปี แต่งกายด้วยชุดคลุมยาวค่อนข้างดูมีชาติตระกูล ส่วนผู้ชายนั้นดูวัยรุ่นหน่อย หลังจากลงมาจากรถแล้วผู้ชายคนนั้นก็รีบประคองผู้หญิงที่มาด้วยกันเข้าไปในบ้านทันที
หมิงจวงจ้องมองไปทางผู้หญิงคนนั้นพักใหญ่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยเห็นภาพผู้หญิงคนนี้ตอนที่ไปค้นหาประวัติความเป็นมาของเฉินเจิ้นถิง นั่นคือจิ๋งหลานภรรยาของเฉินเจิ้นถิงนั่นเอง อีกทั้งยังมีสถานะเป็นแม่ของสามพี่น้องตระกูลเฉินอีกด้วย แต่ผู้ชายวัยรุ่นที่อยู่ด้านข้างคนนั้น...
หมิงจวงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นึกถึงคำพูดที่เฉินหยินชิงพูดกับเขาในโรงจอดรถของโรงพยาบาลในคืนนั้นขึ้นมาได้ บวกกับที่เฝ้าสังเกตมาหลายวันด้วยแล้ว เฉินอันหลานไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกเท่าไรนัก นอกจากเหลยจินและลูกน้องสองสามคนของเขาแล้ว หมิงจวงก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครมาเยี่ยมคุณชายสามเลยสักคนเดียว ถ้าเขาเดาไม่ผิด ชายวัยรุ่นที่ประคองจิ๋งหลานคุณนายตระกูลเฉินคนนั้นจะต้องเป็นคนที่เฉินหยินชิงบอกเขาไว้อย่างแน่นอน...
คู่หมั้นของเฉินอันหลาน
“ยกไปเก็บเถอะ”
“หมิงจวง?”
“ครับ นายน้อย” หมิงจวงรีบดึงสติกลับมา เขาเปิดม่านไว้เพียงครึ่งเดียวเพื่อต้องการปิดบังทิวทัศน์ของบ้านตรงข้าม ก่อนจะเดินกลับมาข้างเตียง “นายน้อยไม่กินแล้วเหรอครับ?”
ดวงตาสีดำทมิฬหรี่ลงเล็กน้อย ลานเซลอตจ้องมองไปทางหมิงจวงแล้วถามขึ้น
“เมื่อกี้นายมองอะไร?”
“เชียนเฉินบอกว่าจะออกจากโรงพยาบาลเช้านี้ ตอนนี้น่าจะถึงได้แล้วครับ”
“งั้นเหรอ?”
“ครับ นายน้อย”
ลานเซลอตจ้องเขม็งไปทางหมิงจวงหลายวินาที เมื่อเห็นว่าหมิงจวงเก็บถ้วยชาม และตะเกียบไปโดยไม่ได้มีท่าทีอะไรที่ผิดสังเกต จึงไม่ได้ถามอะไรให้มากความ นอกจากหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาเปิดแล้วจัดการเรื่องธุรกิจของตระกูลต่อไป
หลังจากที่เก็บถ้วยชามเรียบร้อยแล้วหมิงจวงก็ถือถาดออกจากห้องนอนไป เมื่อประตูปิดลง สีหน้าที่นิ่งเฉยของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงในทันที หลังจากที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องหลายวินาที เขาก็รีบเดินลงไปข้างล่างทันที
※※※※※※※※※※
ตระกูลเฉิน
หลังจากที่เหลียงลั่วหยินตายไป เฉินอันหลานก็ไม่เคยหลับสนิทเลยสักวันเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะฝันร้ายปลุกให้เขาตื่น ก็เป็นเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อหนุ่มน้อยจนทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานจากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แต่เมื่อคืนหลังจากที่กลับมาจากบ้านของลานเซลอตแล้ว ยอดสายลับกลับสามารถหลับสนิทได้จนถึงเช้า ถ้าไม่ใช่เพราะเหลยจินมาเคาะประตู บางทีเขาอาจจะยังนอนอยู่บนเตียงก็ได้
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“มีอะไร?”
“คุณชายสาม มีแขกมาครับ”
“ไล่ไป”
เมื่อเฉินอันหลานพูดจบ ก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวแล้วหลับลงต่อ
เหลยจินเคาะประตูอยู่ด้านนอกอีกครั้ง
“ว่ามา!”
“คุณชายสามครับ คุณนายมาครับ”
คุณนาย?
ความตั้งใจที่จะนอนต่อหายไปปลิดทิ้ง ดวงตาทั้งสองข้างลืมโพลงขึ้นมาทันที เฉินอันหลานนอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบสะบัดผ้าห่มออกแล้วลงจากเตียง หลังจากที่ล้างหน้าบ้วนปากแล้วก็ทำการเปลี่ยนชุด จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วเดินไปเปิดประตูทันที
“คุณชายสามครับ คุณนายรออยู่ที่ห้องรับแขกครับ”
“ฉันรู้แล้ว”
“คุณชายสาม...”
“มีอะไรอีก?”
เหลยจินเดินเข้าไปกระซิบข้างหูของคุณชายสามด้วยเสียงเบา ๆ
“คนที่มาหาคุณชายเมื่อวานตอนเช้าก็มากับคุณนายด้วยครับ”
เมื่อวานตอนเช้า?
เฉินอันหลานครุ่นคิดอยู่สักพัก ไม่นานก็นึกออกว่าคนที่เหลยจินพูดถึงคือลู่ฮหวาย คุณชายสามมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที คิ้วเขาขมวดมุ่น
“แค่สองคน?”
“ครับ แค่สองคนครับ”
“พาอะไรมาด้วยไหม?”
“ดูเหมือนจะไม่มีนะครับ มามือเปล่ากันทั้งสองคน”
เมื่อได้ยินเหลยจินพูดแบบนี้ เฉินอันหลานก็วางใจ ตราบใดที่ลู่ฮหวายไม่ได้ขอให้แม่ของเขามาคุยเรื่องงานแต่งงาน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาก็รับได้หมด
“ไปทำธุระของนายเถอะ”
“ครับ คุณชายสาม”
เมื่อเหลยจินเดินออกไปแล้ว เฉินอันหลานก็เดินลงไปข้างล่างแล้วตรงไปยังห้องรับแขกทันที
ซึ่งจิ๋งหลานและลู่ฮหวายก็นั่งรออยู่ในห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว
“แม่ครับ”
“อันหลาน”
“วันนี้แม่มีเวลาว่างมาหาผมได้ยังไงครับ?” เฉินอันหลานเดินเข้าไปประคองจิ๋งหลานให้นั่งลง
จิ๋งหลานดึงมือของเฉินอันหลานมาตีเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “ทำไมล่ะ แม่จะมาหาลูกชายของตัวเองก็ยังต้องเลือกวันมาด้วยเหรอ?”
“ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นครับ ถ้าแม่มีเรื่องด่วนก็โทรศัพท์มาก็ได้ เดี๋ยวผมเป็นฝ่ายไปหาเอง”
“ไม่ต้องหรอก ลู่ฮหวายเขาอาสามาส่งแม่”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเฉินอันหลานก็ปรายตามองไปทางลู่ฮหวายที่นั่งอยู่ตรงข้ามแวบหนึ่ง ลู่ฮหวายทำท่าจะทักทาย แต่เฉินอันหลานกลับละสายตากลับมาพูดคุยกับจิ๋งหลาน
“กลางวันทานข้าวด้วยกันก่อนนะครับ เดี๋ยวผมให้เหลยจินจัดที่ไว้ให้”
ลู่ฮหวายยิ้มพร้อมขยับแว่นเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
เมื่อสังเกตเห็นท่าทางที่ลูกชายมีต่อลู่ฮหวาย จิ๋งหลานก็คลี่ยิ้มออกมา จากนั้นก็ดึงมือของเฉินอันหลานมาจับไว้ “ไม่ต้องหรอกลูก ลู่ฮหวายจองร้านอาหารให้แม่แล้ว เดี๋ยวเราไปกินด้วยกันข้างนอก”
“ให้คุณหมอลู่จ่ายมันดูไม่ดีเท่าไหร่นะครับ อีกอย่างคุณหมอลู่ก็ยุ่งมากด้วย...”
“ไม่เป็นไร วันนี้ฉันหยุด” ยังไม่ทันรอให้เฉินอันหลานพูดจบ ลู่ฮหวายก็รีบพูดต่อด้วยรอยยิ้มทันที “กลับประเทศมาตั้งนานแล้วยังหาโอกาสเลี้ยงข้าวนายและคุณป้าตามลำพังไม่ได้เลย วันนี้ฉันไปเยี่ยมคุณป้าพอดี และได้ยินว่าคุณป้าบอกว่าช่วงนี้นายลาพัก ก็เลยคิดจะถือโอกาสว่างวันนี้ไปกินข้าวด้วยกัน”
“ดูเหมือนว่านายจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่ ๆ ของฉันนะ ทำไมไม่ชวนพวกเขามาด้วยล่ะ?”
“ฉันถามหยิ่นหลินแล้ว ช่วงนี้เขาค่อนข้างยุ่ง เพราะงั้นนัดกันไม่ได้เลย”
“นัดไม่ได้แล้วยังชวนแม่กับฉันอีกเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายที่แฝงไปด้วยความโกรธ จิ๋งหลานก็กุมมือของเฉินอันหลานไว้อย่างมีนัย ก่อนเธอจะคลี่ยิ้ม แล้วเอ่ยปากขึ้นเพื่อกำจัดบรรยากาศที่แสนอึดอัดนี้ “หลังจากสองชั่วโมงนี้พวกลูกทั้งสองคนต้องรักใคร่ปรองดองกันนะ โตกันขนาดนี้แล้วยังจะทะเลาะกันอีก อันหลานลูกลืมไปแล้วเหรอ? ตอนเด็ก ๆ ลูกชอบเดินตามลู่ฮหวายและอยากให้เขาเล่นกับลูกอยู่เลย”
เฉินอันหลานเชื่อฟังจิ๋งหลานมาตั้งแต่เด็ก ๆ ในเมื่อเธอเอ่ยปากพูดแทนลู่ฮหวายขนาดนี้แล้ว คุณชายสามจึงไม่สามารถขัดเธอได้ เขากวาดตามองไปทางลู่ฮหวายที่นั่งอยู่บนโซฟาโดยไม่พูดอะไร
“คุณป้าจำได้ด้วย”
“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ป้ายังจำได้ว่าตอนที่อันหลานยังเป็นเด็กเขาชอบเล่นพ่อแม่ลูกกับเธออยู่บ่อย ๆ หยิ่นหลินและหยินชิงเล่นเป็นผู้ปกครอง ส่วนเธอกับอันหลาน...”
“แม่ ดื่มชาหน่อยนะครับ”
เฉินอันหลานตัดบทสนทนาต่อไปของจิ๋งหลานด้วยการยกแก้วชายื่นให้กับเธอ
จิ๋งหลานรู้ความคิดของลูกชายดี จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงคลี่ยิ้มออกมาแล้วก็รับแก้วชานั้น ลู่ฮหวายเองก็ยกชาขึ้นมาดื่มเช่นเดียวกัน
ลู่ฮหวายยิ้ม เขาถือแก้วชาก่อนจะก้มหน้าลงพร้อมกับเม้มปากแน่นสนิท
“ลู่ฮหวาย กลับมาครั้งนี้จะกลับไปที่โน่นอีกไหม?”
“ไม่กลับไปแล้วครับ พ่อแม่ของผมก็อายุมากแล้ว ผมตั้งใจจะอยู่ดูแลพวกเขาที่เมืองอวิ๋นกังครับ”
“ไม่กลับก็ดี” จิ๋งหลานยิ้ม “พ่อแม่ที่อายุเยอะแล้วก็มักจะต้องการให้ลูก ๆ อยู่ดูแลข้างกายนั่นแหละ ไม่เพียงแต่ลูก ๆ เท่านั้นที่วางใจ พ่อแม่ก็วางใจด้วย ตอนไปกินข้าวด้วยกันครั้งที่แล้วพวกเขายังพูดถึงเธออยู่เลย บอกว่าถ้าเธอกลับมาในครั้งต่อไป จะไม่ให้เธอไปไหนอีกแล้ว”
ลู่ฮหวายยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองไปทางเฉินอันหลาน แล้วก็พบว่าคุณชายสามก้มหน้าดื่มชาด้วยท่าทีนิ่งเฉย ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกเขาแต่อย่างใด
การแสดงออกของชายวัยรุ่นทั้งสองตกอยู่ในสายตาของจิ๋งหลานตลอด เธอเลยพูดขึ้นทำลายบรรยากาศที่ชวนอึดอัดลง
“อันหลาน ลูกจะหยุดพักไปถึงเมื่อไหร่?
“อันหลาน?”
“ผมย้ายไปทำงานในกลุ่มอาชญากรรมแล้วครับ” เฉินอันหลานได้สติกลับมา เขาวางแก้วชาลงแล้วเอ่ยตอบคุณนายเฉิน “อีกสองสามวันผมต้องไปรายงานตัวแล้ว”
เมื่อจิ๋งหลานได้ยินสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
“ย้ายไปกลุ่มอาชญากรรม ทำไมถึงได้ย้ายไปอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงอันตรายแบบนั้นล่ะ?”
“ผมอยากฝึกฝนตัวเองให้มากกว่านี้”
“ฝึกฝนตัวเอง กลุ่มอื่นก็ได้นี่ ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มอาชญากรรมเลย กลุ่มนั้นอันตรายเกินไป... ไม่ได้ ลูกต้องไปคุยกับหัวหน้าของลูก ให้ย้ายไปกลุ่มอื่น”
“หนังสือขอย้ายของผมได้รับการอนุมัติแล้วครับ ไม่สามารถทำการขอย้ายไปกลุ่มอื่นในเวลาอันสั้นได้”
“พี่ใหญ่ของลูกรู้จักบรรดาเพื่อน ๆ ในแวดวงการเมือง เขาจัดการได้แน่นอน”
“แม่ครับ ผมหวังว่าแม่จะสนับสนุนการตัดสินใจของผมนะครับ”
“อันหลาน...”
เมื่อเห็นจิ๋งหลานทำท่าจะโน้มน้าวอีก ลู่ฮหวายก็รีบท้วงขึ้น
“คุณป้าครับ ให้อันหลานเขาลองก่อนเถอะครับ ในเมื่อเบื้องบนของอันหลานก็อนุมัติให้เขาย้ายกลุ่มแล้ว นั่นก็บ่งบอกได้ว่าความสามารถของอันหลานเหมาะสมกับงานในกลุ่มอาชญากรรมนะครับ คุณป้าอย่าเป็นกังวลไปเลยครับ”
“แต่อันหลาน...”
ลู่ฮหวายขยับเข้ามานั่งใกล้จิ๋งหลาน แล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของเธอ
“คุณป้าครับ ผมรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เขาเองก็ทำงานอยู่ในกลุ่มอาชญากรรมเหมือนกันครับ ผมช่วยพูดกับเขาให้เขาช่วยดูแลอันหลานได้ จะพยายามไม่ให้เขาออกไปทำภารกิจที่เสี่ยงอันตรายมากเกินไปครับ”
เมื่อจิ๋งหลานได้ยินลู่ฮหวายพูดแบบนั้น เธอก็ค่อย ๆ สงบลง
เฉินอันหลานมองไปทางลู่ฮหวายที่กำลังพูดอะไรบางอย่างกับแม่ของตัวเองอยู่ข้าง ๆ เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ แม่ของเขาก็คลี่ยิ้มออกมาทันที ซึ่งดูเหมือนคำพูดของลู่ฮหวายจะได้ผลมากกว่าคำพูดของเขา ——
มันจะต้องเป็นความคิดที่บ้ามากแน่ ๆ
ในขณะที่เฉินอันหลานกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าลู่ฮหวายกำลังพูดอะไรกับแม่ของตัวเองนั้น อีกฝ่ายก็มองมาทางเขา ส่งผลให้ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน ในระหว่างนั้นลู่ฮหวายก็ส่งยิ้มให้กับเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานตกใจเล็กน้อย แต่เขาเก็บสีหน้าเอาไว้ได้ เลยไม่ได้แสดงอาการใด ๆ ออกมา นอกจากก้มหน้าลงแล้วดื่มชาในมือ
ลู่ฮหวายยิ้ม แล้วพูดคุยกับจิ๋งหลานต่อไป