#ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์

    ตอนที่ 29 : จุดเริ่มต้นของข่าวลือ

    ตอนที่ 29 : จุดเริ่มต้นของข่าวลือ “โถ่ ท่านพ่อบ้าน ข้าแค่เป็นห่วงท่านเท่านั้นเองน้า >_<….”ลู่หลินยังคงสอพลอต่อเนื่อง เห็นเสี่ยวเฮยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาได้แล้วตัวเองก็รีบเกาะเสี่ยวไป๋ลุกขึ้นยืนทันที ไม่ลืมส่งยิ้มหวานจ๋อยให้ท่านผู้เฒ่าคล้ายกับเมื่อครู่นี้ไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด เป็นอุบัติเหตุจริงจริ้งๆๆๆ“ฮึ่ม…เอาเถอะ เป็นห่วงก็เป็นห่วง… แล้วร่างกายของคุณชายป๋ายเป็นอย่างไรบ้าง หายดีแล้วหรือไม่? …ดูจากท่าท่างคล่องแคล่วขนาดนี้ คงจะหายดีแล้วสินะ…”พ่อบ้านชราจัดท่าจัดทางให้ตัวเองจนเรียบร้อยดีแล้วก็หันมากล่าวกับลู่หลิน สีหน้าท่าทางสงบนิ่งอย่างยิ่งความจริงพ่อบ้านพ่วงตำแหน่งอดีตขันทีเช่นเขานั้นเคร่งครัดพิธีการแบบชาววังเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะรู้ว่าท่านอ๋องไม่ได้โปรดปรานธรรมเนียมวังหลังนัก ที่ผ่านมาจึงยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบกับบ่าวไพร่ไปบ้าง มีแค่กับท่านอ๋องเท่านั้นที่เจ้าตัวยังคงเคร่งครัดเรื่องมายาทไม่ให้ดูเป็นการล่วงเกินมากเกินไปอยู่กับอนุชายารองป๋ายอิ้งซื่อผู้นี้ แม้ตำแหน่งจะต่ำมาก แต่ความจริงแล้วบ่าวทั้งจวนก็สมควรจะให้เกียรติไม่ต่างจากเชื้อพระวงศ์ชั้นปลายในฐานะชายาอ๋อง แต่เพราะท่านอ๋องไม่เคยกำชับ ทั้งยังแสดงท่าทีไม่ถูกใจอย่างชัดเจน บ่าวไพร่จึงพลอยให้ความเกรงใจน้อยลงไปด้วย ขนาดตัวเขาเองเป็นพ่อบ้านยังพูดจาด้วยคล้ายเป็นเพียงคุณชายธรรมดา นับประสาอะไรกับบ่าวคนอื่นๆแต่ลู่หลินมิใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างหรือมากพิธีการจึงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ากำลังโดนข่ม คิดแต่ว่าพ่อบ้านหวังมองตนราวกับเป็นท่าทีของผู้ใหญ่เตรียมดุเด็กอย่างไรอย่างนั้นถึงได้ตั้งท่าอ้อล้อกลับไป“ก่อนหน้านี้ข้าน้อยยังอ่อนเพลียอยู่เลยท่านพ่อบ้าน แต่เห็นท่านมาเยี่ยมเยือนแต่เช้าอย่างนี้ก็ดีใจนัก กระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่ง ดูสิยามนี้ข้าถึงกับวิ่งได้เชียวนะ!”พูดจบก็ทำท่าจะวิ่งใส่พ่อบ้านหวังอีกรอบจนชายชราต้องยกมือห้ามเป็นพัลวัน เพราะเกรงจะพากันล้มคว่ำไปอีก ทั้งยังแปลกที่ป๋ายอี้หลินผู้นี้โดนตนข่มใส่ ไม่เพียงไม่โกรธกลับยังชวนคุยเล่นเสียอีก“ไม่ต้องๆ จะวิ่งอีกทำไมกัน เสียกิริยานัก! แล้วเจ้าคู่แฝดนี่…นายตัวเองตื่นแล้วไยไม่เตรียมน้ำท่าข้าวปลามาให้พร้อม? ปล่อยให้รุงรังอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร?”พ่อบ้านหวังเคยชินกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะเกลียดชังอย่างไรก็ต้องรักษาภาพลักษณ์คนของท่านอ๋องให้ดูดีเสมอ ติเตือนกิริยาอีกฝ่ายพอเป็นพิธีแล้วจึงไม่ลืมหันมาตำหนิบ่าวไพร่ที่ทำงานชักช้าไม่ทันการต่อทันทีจนเจ้าคู่แฝดต้องเร่งขอตัวออกไปจัดการตามคำสั่งท่านพ่อบ้าน หาถังใส่น้ำมาให้คุณชายป๋ายล้างหน้า และรีบเร่งไปที่เรือนครัวหาข้าวหาปลาทันทีเด็กสองคนแบ่งหน้าที่กันตามกำลังความสามารถเสี่ยวไป๋ช่างฉอเลาะและบอบบางกว่าจึงวิ่งเข้าครัวเตรียมไปอ้อนขอข้าวปลาจากพ่อครัวหลิว ปกติบ่าวเรือนนี้เกลียดชังป๋ายอี้หลินเป็นอย่างยิ่ง จัดเตรียมมื้ออาหารแต่ละทีก็ให้เขียมนัก ไม่ใส่ใจเรื่องโภชนาการอาหารมากเท่าไหร่ หากไม่ได้เสี่ยวไป๋ออดอ้อนขอนั่นนิดขอนี่เพิ่มอีกหน่อย ที่ผ่านมาคุณชายป๋ายคงได้กินแต่มันเทศกับผักต้มเป็นแน่แท้ แม้คุณชายจะกินน้อยยิ่งกว่าน้อยจนตัวบางร่างเล็กจิ๋ว แต่เสี่ยวไป๋ก็ยังคิดว่าเนื้อสัตว์นั้นจำเป็นนักตามประสาเด็กที่กำลังโต ยามไปถึงครัวคิดว่าคงต้องเตรียมถ้อยคำออดอ้อนเหมือนทุกที มิคาดว่ามื้อนี้พ่อครัวหลิวจะเตรียมอาหารไว้ให้อย่างดียิ่ง ทั้งเนื้อปลา ทั้งผลไม้อย่างดีพร้อมสรรพเป็นรองเพียงสำรับของท่านอ๋องเท่านั้น จากที่คิดว่าจะต้องเปลืองน้ำลายขอข้าวปลาจึงเปลี่ยนเป็นเปลืองน้ำลายพูดคุยสัพเพเหระแทนอยู่หลายนาที อย่างไรเสียคุณชายก็ต้องอาบน้ำก่อนทานอาหารอยู่แล้ว ไปช้าสักหน่อยคงมิเป็นไรหรอกเนอะ…ส่วนเสี่ยวเฮยที่บึกบึนกว่าก็ตรงไปท้ายเรือนเตรียมตักน้ำใส่ถังมาให้คุณชายของตัวเองล้างหน้าและเนื้อตัว แม้เมื่อวานหลังกลับมาจากปากปล่องภูเขาไฟจะสลบไปและได้คู่แฝดเช็ดเนื้อเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายให้แล้ว แต่ก็คงจะสบายตัวได้ไม่เท่ากับลงอาบน้ำในอ่างด้วยตัวเองนัก มันจึงรีบตักน้ำหวังจะรีบกลับไปหาคุณชายของตัวเองโดยไว ทางด้านของลู่หลิน หลังจากมองตามสองบ่าวที่รีบวิ่งปรี่ไปที่ครัวแล้วก็ถึงเวลาหันมาสนใจกับพ่อบ้านหวังที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าผู้เฒ่ามีเจตนาไล่คู่แฝดไปเพราะหวังอยู่ตามลำพังกับเขาแบบนี้…ในเวลานี้จึงเกิดเป็นความเงียบที่หนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งผู้เยาว์ยืนสบตากันนิ่งต่างฝ่ายต่างประเมินกันและกันพ่อบ้านหวังคนนี้ดูเป็นคนเคร่งครัดกฎระเบียบนัก แต่เมื่อครู่นี้ถูกเขาล้มใส่เสียหลายครั้งก็ยังไม่โกรธเกรี้ยวจนสั่งลงโทษรุนแรงแปลว่าลึกๆ แล้วคงใจดีอยู่ไม่น้อย....ฝั่งผู้เฒ่าเองก็กำลังพิจารณาลู่หลินอยู่เช่นกัน มาเยือนตำหนักเย่วหยวนคราวนี้นับว่าได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่คาดไม่ถึงป๋ายอี้หลินคนเดิมที่ถือตนเป็นคนสนิทของฮองเฮาเจ้ายศเจ้าอย่างเป็นอย่างยิ่ง กับเขาที่เป็นถึงพ่อบ้านแห่งจวนอ๋องยังถูกมองเป็นเพียงบ่าวชั้นต่ำ นับประสาอะไรกับบ่าวคนอื่นๆ ที่คงถูกมองเป็นเพียงฝุ่นควันเท่านั้น“ปลอดคนอื่นแล้ว คุณชายป๋ายคงมิต้องเสแสร้งแสดงละครแล้วกระมั้ง...”“.....”“แม้ท่านจะมีข้ออ้างตกผาจนความจำเสื่อม เปลี่ยนแปลงบุคลิกนิสัยตนจนดีแค่ไหน แต่ความจริงที่ว่าจิตใจท่านเป็นคนคิดคดหวังปองร้ายท่านอ๋องก็ไม่มีทางเปลี่ยนไป”“.....”“ข้ารู้นะ ว่าแท้จริงแล้วคุณชายป๋ายยังมีบางสิ่งปิดบังซ่อนเร้นอยู่....”“...ห๋า???? นี่ท่านรู้ด้วยรึ?!!! ...”หลังจากฟังความจากพ่อบ้านหวังเงียบๆ อยู่นาน เจอประโยคความเหมือนรู้ทันกัน ลู่หลินก็แสดงท่าทีอย่างคนตกใจมากออกไป‘นั่นไงล่ะ!!! เผยท่าทีออกมาแล้ว!! ป๋ายอี้หลินยังมีเรื่องราวปิดบังอยู่จริงๆ ด้วย! เรื่องนี้ไม่รอดสายตาพ่อบ้านหวังคนนี้ไปได้หรอก...’“ท่านพ่อบ้านหวังช่างตาแหลมนัก มิอาจมีเรื่องใดเล็ดลอดสายตาท่านไปได้เลย...”“แน่นอน... ท่านคิดว่าคนผ่านโลกมาหลายปีดีดักอย่างข้าจะมองมิออกรึ...”“สมกับเป็นท่านผู้เฒ่าแห่งจวนอ๋องผู้มากประสบการณ์... แท้จริงแล้วนอกจากความจำเสื่อม ตกผาครานี้ข้าก็มีอาการปวดเนื้อปวดตัวปวดกระดูกและไขข้อยิ่งนักทั้งยังนอนหลับได้ยากเย็น คิดอยู่ว่าอาการคล้ายโรคชรา... จะปรึกษาเสี่ยวไป๋หรือเสี่ยวเฮยเจ้าสองคนนั้นก็ยังเด็กนัก คงไม่เข้าใจอาการของข้า มิสู้ปรึกษาท่านพ่อบ้านหวังคงได้เรื่องมากที่สุด ในฐานะผู้ชราที่สุดในจวนนี้ ปัญหาไขข้อนอนไม่หลับเช่นนี้จะมีใครรู้ดีเท่าท่านเล่า”“!!!!!!”ผู้เฒ่าหวังได้ฟังคำเจื้อยแจ้วของป๋ายอี้หลิน จากที่คิดกระหยิ่มในใจว่าเป็นผู้รู้ทันเมื่อครู่นี้ก็กลายเป็นสีหน้าเขียวคล้ำไปเพราะคำพูดของป๋ายอี้หลินเมื่อกี้ ไม่ต่างจากการพูดแขวะตอกย้ำความชราของตนแม้แต่น้อย“นี่เจ้าว่าข้าแก่รึ?!!!”“หูยๆๆๆ พูดแบบนั้นได้ยังไงกันเล่าท่านพ่อบ้านหวัง ข้าแค่คิดว่าเรื่องโรคชรามิอาจมีใครรู้ดีไปกว่าท่านแล้ว มิได้กล่าวหาว่าท่านแก่เสียหน่อย”“อย่ามาเล่นลิ้นนะ! เจ้าว่าข้าแก่เป็นโรคชราอยู่ชัดๆ ฮึ้ย!!!”ไม่เพียงเสียงพูดเท่านั้นที่ดูโกรธเคือง แม้แต่ท่าทีก็ยังดูขุ่นข้องเป็นอย่างยิ่ง จนได้เห็นสีหน้ากึ่งอ้อล้อกึ่งประจบของคู่กรณีจึงได้รู้ว่าเสียท่าเป็นแน่แล้วจึงได้สะบัดตัวเดินกลับออกจากตำหนักไป‘ศึกที่สองลู่หลินวิน!!!’... “หว๋าาา เจ้าเสี่ยวไป๋ คุณชายป๋ายกล้าพูดจาจาบจ้วงเทพภูเขาใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวรึ?!? "บ่าวหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งล้อมวงฟังเสี่ยวไป๋เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตำหนักเย่วหยวนระหว่างรอพ่อครัวจัดสำรับถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ บ่าวหนุ่มสาวคนอื่นๆ อีกกว่าสิบคนก็ดูตกใจไม่แพ้กัน“แล้วคุณชายของเจ้ายังพูดสิ่งใดอีกหรือไม่? ท่านอ๋องมิขุ่นเคืองแย่หรอกรึ?”บ่าวสาวคนหนึ่งถามต่อ ในมือก็ส่งซาลาเป่าลูกใหญ่ใส่มือเด็กขาวเป็นดั่งของกำนัลให้เล่าเรื่องราวต่อไป เสี่ยวไป๋ก็ซื่อนัก เล่าไปกินไปมีความสุขอย่างยิ่ง“เคืองสิขอรับ ท่านอ๋องบีบแขนคุณชายป๋ายของข้าจนเป็นรอยจ้ำเชียว!”“อืม… สมกับเป็นท่านอ๋อง เรื่องดูหมิ่นเทพเจ้าเรื่องใหญ่ปานนี้จะให้ปล่อยผ่านไปเฉยๆ มิใช่ที่ ต้องลงโทษให้สาสมกันล่ะ!”บ่าวชราคนหนึ่งนั่งฟังอยู่นานก็เอ่ยผสมโรงขึ้น เขาเป็นคนสูงวัย ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 60 ปี ทุกปีต้องกราบไหว้บูชาท่านเทพภูเขาอย่างเคารพและศรัทธายิ่ง มาได้ยินคนปากดีบังอาจกล่าวดูหมิ่นก็รู้สึกขัดใจนัก“แต่ท่านไม่คิดว่าคุณชายป๋ายจะพูดความจริงบ้างรึ ช่วงนี้ก็มีเหตุเภทภัยบ่อยจริงๆ นะ” บ่าวชายคนหนึ่งพูด“เจ้านี่บาปนัก แผ่นดินไหวก็ต้องโทษแผ่นดินสิ จะไปโทษท่านเทพภูเขาได้อย่างไรกัน” บ่าวหญิงคนหนึ่งเถียง“ใช่แล้ว เจ้ายังเยาว์นักยังมิรู้ความ เทพภูเขาเจียฮว๋าซานปกปักรักษาอาณาจักรฉินมาช้านาน ทั้งกับเมืองโจวนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ท่านปกปักรักษามาก่อนก่อร่างสร้างอาณาจักรเสียอีก…” บ่าวชราคนหนึ่งชี้แจง“ใช่ๆ ข้าก็เคยได้ยินเรื่องนี้ พวกนักเล่านิทานตามโรงเตี้ยมและหอนางโลมชอบนำเรื่องตำนานการก่อตั้งอาณาจักรฉินมาเล่าขานสู่กันฟังบ่อยๆ เหตุที่มีควันพวยพุ่งสู่ท้องฟ้ามิใช่เพิ่งเคยเกิดเสียหน่อย มันเคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่วันที่สถาปนาเมืองโจวเป็นเมืองหลวงพร้อมก่อตั้งอาณาจักรฉินเมื่อหลายร้อยปีก่อน มันเป็นการอำนวยอวยพรจากเทพเจ้าให้อาณาจักรของเรารุ่งเรือง…”บ่าวชราอีกคนหนึ่งรีบสมทบก่อนที่บ่าวคนอื่นๆ จะเข้าร่วมถกเถียงกันใหญ่โต เสี่ยวไป๋น้อยนั่งฟังคนพูดคุยกันเพลินๆ เห็นท่านพ่อครัวหลิวจัดสำรับเสร็จแล้วก็กล่าวขอบคุณอย่างแข็งขัน ก่อนจะขอตัวถือสำรับเดินกลับตำหนักเย่วหยวนไปอย่างคนไม่คิดอะไร เพียงแค่หวาดกลัวว่าคุณชายป๋ายอาจจะตำหนิว่าตนเองนั้นเถรไถลมานานเกินไป คงปล่อยให้คุณชายรอกินมื้อเช้าจนหิวไส้กิ่วเสียแล้วกระมั้งทิ้งให้คนมากมายมารุมนั่งถกเถียงในประเด็นร้อนกันต่อไปแบบนั้นแล้วการสนทนาถกเถียงเรื่องภูเขาเจียฮว๋าซานก็ยาวนานและขยายวงกว้างขึ้นต่อไปในจวนอ๋อง จนเริ่มลามออกไปสู่คนส่งผักส่งปลาที่มาติดต่อส่งอาหาร ก่อนจะแผ่ออกไปเป็นวงกว้างไปถึงพ่อค้าร้านตลาดในเมือง จนชาวบ้านชาวช่องมากมายก็เริ่มพากันถกเถียงในประเด็นนี้ไปทั่วทั้งเมื่องโจวในที่สุด…ทั้งเรื่องที่ออกไปลือกันเมื่อเล่าปากต่อปากก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น แต่งเสริมนั่นนิดนี่หน่อยให้สนุกปาก เลยเถิดและเกินความจริงมากขึ้นทุกทีบางคนเล่าว่าป๋ายอี้หลินอาศัยเสน่ห์ยั่วยวนจนโจวอ๋องลุ่มหลงเชื่อคำกล่าวเท็จ เตรียมสั่งอพยพชาวเมืองออกจากตีนเขาเพราะจะให้กองทัพมังกรทมิฬของตนโค่นทำลายภูเขาเจียฮว๋าซานอันศักดิ์สิทธิ์บางคนก็บอกว่าที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งนั้นเริ่มตั้งแต่ที่ป๋ายอี้หลินเดินทางตามท่านอ๋องมาที่เมืองนี้ ย่อมต้องเป็นเพราะท่านเทพเจียฮว๋าซานทรงทราบล่วงหน้าว่าป๋ายอี้หลินคนนี้จะเป็นตัวกาลกินีของแผ่นดิน ถึงได้แสดงอภินิหารเตือนผู้คนขึ้นมาก่อน หวังให้ขับไล่ป๋ายอี้หลินออกไปบางคนก็ว่าแท้จริงแล้วป๋ายอี้หลินเป็นนางมารแปลงกายมาจึงปั้นเรื่องเท็จหมิ่นเกียรติท่านเทพสารพัดสารพันเรื่องผสมปนเปกันไปหมดจนชื่อเสียงของป๋ายอี้หลินเสียหายเน่าเฟะ เป็นที่เกลียดชังของชาวเมืองภายในระยะเวลาไปถึงหนึ่งวันเท่านั้น รวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก...
    _______________________Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่าE-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาทE-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาทสนใจสั่งซื้อเข้าไปที่ Meb กดค้นหานักเขียน Giffyguf เจอเลยค่ะสำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<