ปริศนาดาววิมุตติ เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด

    เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด 1.2. แฮ็มกะแป็ง


            หน้าห้องนั้นมีป้ายชื่อแขวนอยู่ที่ประตูว่า “หัวหน้าฝ่ายวิชาการและพัฒนาศักยภาพ” นักเรียนชายผู้นั้นหยุดอยู่หน้าห้อง แล้วก้มมองผ่านกระจกประตูสีชาหน้าห้องก่อนที่จะเคาะประตูเบา ๆ


            “ก๊อก ก๊อก”



            “เอ้า เข้ามาสิ แฮ็มกะแป็ง!” เสียงอนุญาตของผู้ชายคนหนึ่งดังออกจากห้องนั้น



            ‘แฮ็มกะแป็ง’ หรือ “อธิศ” ที่มีชื่อเล่นยาวกว่าชื่อจริง เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาใส่ชุดนักเรียนสะอาดตา เสื้อสีขาว กางเกงสีน้ำเงินขาสั้นเหนือเข่า สะพายเป้สีเทาคู่ใจไว้ที่หลัง แฮ็มกะแป็งค่อย ๆ เปิดประตูออก ถือแฟ้มเล่มหนาเดินเข้าไปหาอาจารย์ในห้องทำงานอย่างสุภาพนอบน้อม


            “อาจารย์วิชชาครับ ผมทำข้อมูลนักเรียนใหม่ของปีนี้เสร็จแล้วครับ”



            “เพิ่งเลิกเรียนวิชาสุดท้ายไม่ใช่หรือ?” เสียงอาจารย์วิชชา เ๽้าของห้องทำงานนั้นกล่าวถามขึ้นอย่างอ่อนโยน เขามองดูเวลาที่นาฬิกาแขวนตรงหน้า “เที่ยงครึ่งแล้ว เธอทานข้าวกลางวันแล้วหรือยัง แฮ็มกะแป็ง?”



            “ยังครับ ผมเอางานมาส่งอาจารย์ก่อน แล้วค่อยลงไปทานครับ วันนี้วันศุกร์เรียนครึ่งวัน ผมทานข้าวกลางวันแล้วจะเข้าห้องกิจกรรม เปิดเทอมศุกร์แรก มีนักเรียนใหม่หลายคนสนใจกิจกรรมพิเศษของเราครับ บุ๋นกับอาเธอร์กำลังพรีเซ้นท์งานชวนนักเรียนใหม่เข้าร่วมกิจกรรมกันอยู่ครับ สักเดี๋ยวค่อยไปทานพร้อมกันครับอาจารย์”



            “ขอบใจเธอมากนะแฮ็มกะแป็ง” อาจารย์วิชชาเรียกชื่อเล่นของเด็กนักเรียนบ่อยกว่าเรียกชื่อจริง แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกับพวกนักเรียน “ครูได้พวกเธอมาช่วยงานโครงการกิจกรรมพิเศษ ทำให้โครงการใหม่ ๆ ของโรงเรียนสำเร็จไปมากทีเดียว”



            “พวกผมต่างหากต้องขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยคิดช่วยทำกิจกรรมดี ๆ หลายอย่าง ทำให้พวกผมสนุกกับการเรียน และก็อยากมาโรงเรียนทุกวันเลยครับ”



            อาจารย์วิชชาแววตาแจ่มใส “จริงหรือ? ดีมากเลย ครูเองก็ดีใจที่ได้ทำให้พวกเราสนุกกับการมาโรงเรียน และดีใจที่พวกเรากระตือรือร้นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ค้นพบศักยภาพของตัวเอง และมุ่งมั่นจะสร้างฝันให้สำเร็จ”



            “จริงครับอาจารย์ ผมเห็นอาเธอร์เข้าไปในห้องศิลปะทุกเวลาที่ว่างเรียน นั่งวาดรูปไม่ไปไหน รูปสีน้ำของอาเธอร์สวยจริง ๆ นะครับอาจารย์ บุ๋นก็สนุกกับงานธุรกิจสตาร์ทอัพ เพิ่งปิ๊งไอเดียเอารูปสีน้ำของอาเธอร์ไปใส่กรอบพลาสติก ตั้งขายอยู่หน้าห้องกิจกรรม”



            อาจารย์วิชชามีสีหน้ายินดีอย่างยิ่ง “นายบุ๋นนี่คิดทำการค้าขายเก่งไม่ใช่เล่น แล้วนักเรียนคนอื่นว่าอย่างไรกันบ้างล่ะ?”



            แฮ็มกะแป็งตอบว่า “เห็นบุ๋นกับกลุ่มนักเรียนสมาชิกธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังปรึกษากันว่าจะเอาภาพสีน้ำของอาเธอร์ไปคุยกับมูลนิธิฯ ให้เอาไปช่วยขาย หักกำไรบางส่วนแล้วมอบให้เป็๞ทุนการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน อาจารย์ช่วยคุยกับมูลนิธิฯ ให้ด้วยได้ไหมครับ”



            แฮ็มกะแป็งรายงานความคืบหน้าของกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพให้อาจารย์วิชชาฟังอย่างตื่นเต้น



            “เอาสิ.. เอา แล้วตอนจะไปคุยกับทางมูลนิธิ จะให้ครูช่วยประสานอย่างไรให้ก็บอกมาเลยนะ” อาจารย์วิชชาพูดยิ้มๆ รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานที่เด็ก ๆ สร้าง “แต่กระซิบนายบุ๋นหน่อยนะว่าอย่าเน้นธุรกิจกำไรให้มากนัก ให้ช่วยผลักดันน้อง ๆ ให้มีเกิดการเรียนรู้ช่องทางต่าง ๆ มากกว่าจะไปทำการค้าหากำไรอย่างเดียว ประเดี๋ยวทางผู้ใหญ่เขาจะติมาว่าเรามุ่งทำการค้ามากกว่าส่งเสริมด้านการศึกษา”



            “ครับ แล้วผมจะเตือนบุ๋นถึงจุดมุ่งหมายของกิจกรรม อันที่จริง ผมก็ห่วงเ๽้าบุ๋นอีกเ๱ื่๵๹หนึ่ง ตอนทำงานกับเพื่อน ๆ บางทีพูดอะไรแรงไปหน่อย ชอบเผลอดูถูกความคิดเพื่อนๆ ไปหลายครั้ง กลัวเพื่อนๆ และรุ่นน้องจะไม่พอใจ”



            “ครูก็เคยสังเกตเห็น แต่ก็ไม่ค่อยเห็นบุ๋นผิดใจกับใครเลยนะ อาจเป็๞เพราะความจริงใจของบุ๋นที่มีมากกว่ากระมัง เพื่อน ๆ น้อง ๆ เลยไม่ถือสา” อาจารย์วิชชาตั้งข้อสังเกต



            แฮ็มกะแป็งส่ายหน้าช้า ๆ “ก็คงจะมีแต่อาเธอร์คนเดียวล่ะครับที่ไม่เคยว่าอะไร ผมเตือนเ๽้าบุ๋นหลายครั้งที่ชอบพูดอะไรไม่ค่อยได้คิด อันที่จริง ผมก็รู้ว่าบุ๋นไม่ได้คิดตั้งใจทำร้ายน้ำใจเพื่อนฝูงเลย แต่ก็ไม่คิดว่าคำพูดบางคำจะทำให้ใครเขาไม่พอใจ คือตัวเองพูดเลยไม่รู้ตัวน่ะครับ”



            “อย่างนี้แหละ คนเก่งก็มีอีโก้เป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดา เ๯้าบุ๋นเป็๞พวกที่เขาเรียกว่า เซลฟ์ โฟกัส คือตัวเองเป็๞ศูนย์กลาง จดจ่อสนใจแต่เ๹ื่๪๫ตัวเอง จึงละเลยที่จะคิดถึงใจคนอื่น เราเป็๞เพื่อนสนิทเขา ก็ต้องค่อยๆ ตักเตือนเขา ให้เขาพัฒนาแก้ไขข้อเสียนี้ คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปหมดหรอก มีทั้งด้านดีและด้านที่ต้องปรับปรุง”



            แฮ็มกะแป็งพยักหน้ารับคำ



            อาจารย์วิชชากล่าวต่อ “ในความเห็นของครูนะ คนเราต้องรู้จักตัวเอง รู้จักข้อดีและข้อเสียของตน มีข้อดีก็ต้องรักษาไว้ มีข้อเสียก็ต้องแก้ไข บุ๋นเป็๞คนเก่งและมีน้ำใจ แต่ความที่ค่อนข้างเอาความคิดของตนเป็๞ใหญ่ และพูดจาไม่ค่อยระวัง เลยทำให้บางคนลืมมองเห็นน้ำใจของเขาได้ พอพูดอะไรไม่เข้าหูคน ก็อาจทำให้คนรักน้อย คนเกลียดเยอะ” อาจารย์วิชชากล่าว



            “อย่างคำพังเพยที่ว่า คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อใช่ไหมครับ?”



            “ก็น่าจะใช่นะ นั่นหมายถึงคนรักเรามีน้อย คนชังมีมาก แต่เราก็ไม่ควรทำให้คนรักยิ่งมีน้อยลงไปอีก” อาจารย์วิชชาพูดต่อ “ว่าไปแล้ว คำพังเพยนี้ก็เป็๞สุภาษิตที่น่าคิดนะ ผืนหนังน่ะมีค่ากว่าผืนเสื่อ เธอว่าไหมแฮ็มกะแป็ง? คนรักน่ะมีค่าเทียบเป็๞ผืนหนัง ส่วนคนที่ชังเราไม่มีค่าเทียบเท่าผืนเสื่อ คำพังเพยนี้เป็๞สุภาษิตแฝงข้อคิดที่ดีนะ ท่านสอนให้เราอย่าไปสนใจคนเกลียด ให้สนใจคนที่รักเราดีกว่า แต่ทางที่ดี ก็ทำตัวให้คนรักมาก ๆ คนเกลียดน้อย ๆ ล่ะดีที่สุด”



            แฮ็มกะแป็งเสริมขึ้นว่า “อย่างกลอนสุนทรภู่ยังว่าเลยครับ ที่ว่า...เป็๲มนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา”



            “ปากคนน่ะเป็๞อวัยวะที่น่ามหัศจรรย์ของร่างกายนะ เธอว่าไหม? สิ่งที่ปากนำเข้าตัวของเราก็คืออาหาร ปากกินอาหารดีก็ดีต่อสุขภาพ ปากกินอาหารไม่ดีก็มีผลร้ายต่อร่างกาย” อาจารย์วิชชาพยักหน้าพูดยิ้ม ๆ “ส่วนสิ่งที่ปากนำออกจากร่างกายก็คือคำพูด พูดดีเป็๞ศรีศักดิ์ พูดไม่ดีอาจจะไม่เป็๞ศักดิ์ศรี ดังนั้นไม่ว่าจะเอาอะไรเข้าปาก หรือเอาอะไรออกจากปาก ต้องคิดต้องระวังให้ดี”