เริ่มแรกที่พลังปราณซึมซับเข้าสู่จุดชีพจรเต็มทั้งห้าสิบสี่จุด และไหลรวมสู่จุดตันเถียนจนเต็ม กังหลงรู้สึกได้ว่า ร่างกายมีพลังที่เปี่ยมล้น และคล้ายเกิดเสียง "ปัง" ขึ้นหนึ่งครั้งภายในศีรษะของตนเองจนศีรษะมึงงง ตาพร่าลาย สมองหมุนติ้ว พละกำลังแผ่กระจายวาบไปทั่วร่างจนเต็มเปี่ยม รู้สึกได้ว่าระดับปราณยุทธเพิ่มขึ้นจากปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นปลายไปสู่ระดับปราณขุนพลระดับสองขั้นตัน สร้างความลิงโลดให้แก่กังหลงเป็อย่างยิ่ง
เนื่องจากกังหลงได้ติดอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นปลายมาเป็เวลาถึงห้าปี แต่บัดนี้ระดับปราณยุทธได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว ลิงโลดได้ชั่วครู่ก็มีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีก
"ปัง"
เมื่อพลังปราณที่เติมเต็มจุดตันเถียนได้ไหลไปสู่จุดจักระจุดแรกจนเต็ม
"ปัง"
แล้วพลังไหลต่อไปยังจุดจักระจุดที่สอง
"ปัง"
"ปัง"
"ปัง"
"ปัง"
"ปัง"
"ปัง..!!"
เสียงดังติดต่อกันเจ็ดครั้งเมื่อพลังได้ไหลผ่านไปเติมเต็มจุดจักระทั้งเจ็ด บัดนี้แม้สิ่งเหล่านี้จะสร้างความตื่นตะลึงให้แก่กังหลงเพียงไหน แต่สมาธิก็ยังแน่วแน่ไม่หวั่นไหว
กังหลงยังคงโคจรลมปราณให้ไหลเวียนวนไปวนมาจากจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดผ่านไปยังจุดตันเถียนวนไปยังจุดจักระ พลังโคจรหมุนวนรอบแล้วรอบเล่า ผ่านไปประมาณอีกครึ่งชั่วยาม จนกระแสพลังที่สั่นสะเทียนไปทั่วสรรพางค์กายค่อย ๆ สงบลง เมื่อกังหลงสำรวจดูระดับพลังปราณของตนต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม บัดนี้ระดับพลังได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่
"ระดับปราณขุนพลระดับสองขั้นเจ็ด"
"ย่อยสลายและดูดซับเม็ดพลังลมปราณของอาจารย์ ขนาดเท่าไข่ไก่ สามารถช่วยยกระดับพลังฝีมือของข้าขึ้นมาถึงแปด่ขั้นย่อย !! "
กังหลงพึมพำกับตัวเอง ทว่ากังหลงหารู้ไม่..!! แท้จริงนั้น หากเพียงแค่ย่อยสลายเม็ดพลังขนาดเท่าไข่ไก่เช่นนี้ และดูดซึมเข้าสู่เส้นชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดเมื่อซึมซับพลังบริสุทธิ์เข้าสู่จุดตันเถียนจนเต็มโดยที่ไม่ได้หมุนวนผ่านจักระทั้งเจ็ด ระดับพลังที่เพิ่มมามิใช่เพียงแค่แปด่ขั้นย่อยเท่านั้น!! เพราะมาตรฐานเช่นนี้เพียงใช้ได้กับเส้นชีพจร จุดชีจรที่เปิดออกทั้งหมด และขนาดจุดตันเถียน แบบของกังหลงเท่านั้น ..!!
ถ้าหากเป็บุคลอื่นที่เส้นชีพจรไม่ได้มีขนาดใหญ่ จุดเส้นชีพจรไม่ได้เปิดออกทั้งห้าสิบสี่จุดจุดจักระไม่ได้เปิดออกทั้งเจ็ดจุด และจุดตันเถียนไม่ใหญ่โตเหมือนของกังหลงแล้ว หากได้ย่อยสลายเม็ดพลังปราณขาดเท่าไข่ไก่เช่นนี้เข้า ระดับยุทธที่เปลี่ยนไปของคนผู้นั้นจะเพิ่มขึ้นมากถึงสองระดับใหญ่หรือคือสิบแปด่ชั้นย่อยนั่นเอง
กังหลงยังไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนได้รับมาจากการส่งเสริมของเฒ่าเทียนคงนั้น นับว่าในรอบหนึ่งล้านปียากจะเกิดขึ้นสักครั้ง..!! เพราะศาสตร์ลับจักระโบราณนั้นจักสำเร็จได้ก็เพียงใช้เฉพาะกับเส้นชีพจรที่พิเศษเฉกเช่นเส้นชีพจรของกังหลงเท่านั้น..หากแม้นเป็ชีพจรชนิดอื่นย่อมมิอาจทนทานจนส่งผลให้ชีพจรฉีกขาดแตกสบั้นเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างแน่นอน นับเป็โชคดีของกังหลงอย่างยิ่ง..สิ่งเหล่านี้เฒ่าเทียนคงก็มิทราบเช่นกันเพราะศาสตร์ลับเช่นนี้ยากจะมีคนพบเจอ.!!
กังหลงยินดีกับการเลื่อนระดับปราณยุทธเป็ยิ่งนักหวนทบทวนคำแนะนำของเฒ่าเทียนคงที่อีกสองวันก็จะถึงกำหนดต้องเก็บผลอุทกศิลาเพื่อกลืนกินอีกครั้ง
ตอนนี้แม้ตนเองจะมีระดับปราณยุทธเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็ระดับปราณขุนพลระดับสองขั้นเจ็ดซึ่งสืบเนื่องจากการเพิ่มระดับปราณยุทธอย่างรวดเร็วครั้งนี้ล้วนอาศัยการย่อยเม็ดพลังลมปราณจากร่างพลังงานของอาจารย์ตน
แต่บัดนี้เม็ดพลังสำหรับใช้ในการเลื่อนระดับได้ใช้หมดไปแล้วและปริมาณปราณฟ้าดินในตระกูลขณะนี้คงไม่สามารถทำให้ตนสามารถเลื่อนระดับปราณยุทธได้อย่างรวดเร็วได้อีก
หากฝืนฝึกอยู่ในตระกูลคงไม่อาจเพิ่มพลังฝีมือให้เพียงพอที่จะเอาชัยในการประลอง่ชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลครานี้ได้ตนต้องหาสถานที่ฝึกปรือฝีมือที่มีปริมาณปราณฟ้าดินที่มากพอและเงียบสงบเหมาะแก่การฝึกฝน
คงไม่มีที่ใดที่เหมาะสมไปกว่าถ้ำโบราณตำหนักนิลกาลจน์ของตนไม่แต่สถานที่นี้ ขณะนี้ยังไม่อาจเปิดเผยและบอกกล่าวแก่ผู้ใดได้แม้แต่บิดามารดาของตน กังหลงครุ่นคิดและคำนึงขึ้น
"เห็นทีพรุ่งนี้คงต้องหาเหตุผลขออนุญาตท่านพ่อท่านแม่ออกไปหาประสบการณ์ด้านนอกโดยขอให้ท่านแนะนำและฝากฝังสถานที่ฝึกปรือฝีมือให้เมื่อออกพ้นจากตระกูลแล้วค่อยแอบปลีกตัวไปเรียนรู้ที่ตำหนักนิลกาลจน์ก่อนครบกำหนดการประลองเพื่อเลือกผู้นำตระกูลหนึ่งวันค่อยกลับมาก็แล้วกัน"
เมื่อตัดสินใจแล้วกังหลงจึงสงบสมาธิจิตนั่งฝึกปรือลมปราณรอจนรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงแล้วค่อยดำเนินการตามได้วางแผนไว้
คืนนั้นทั้งคืนไม่มีใครมารบกวน เนื่องจากทั้งกังหยาง ฟางเหม่ยและเยี่ยนฟางต่างคิดว่ากังหลงคงน้อยใจในวาสนาของตนเองที่ไม่อาจฝึกยุทธให้ก้าวหน้าได้อีกจึงไม่มีใครมารบกวนกังหลง แม้เยี่ยนฟางจะเป็ห่วงพี่ชายสักขนาดไหนก็แต่ก็ไม่กล้ามาหาพี่ชายของตนกลัวจะกระทบกระเทือนใจพี่ชายที่น่าสงสารผู้นี้
กังหลงนั่งเดินลมปราณจวบจนสว่างรู้สึกพลังปราณในกายไหลเวียนเต็มเปี่ยมสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจึงถอนสมาธิออกจากการนั่งบำเพ็ญญาณ รับรู้ถึงพลังปราณที่หน่าแน่นเพิ่มขึ้นภายในกาย
ขณะนี้การโคจรลมปราณเพื่อไหลเวียนในร่างกายของกังแต่ละรอบรวดเร็วชั่วอึดใจพลังก่อเกิดขึ้นตลอดเวลาอันสืบเนื่องมาจากจุดชีพจรทั้งหมดได้เปิดออก ช่างแตกต่างจากเทื่อสองวันที่ผ่านมาดุจฟ้ากับเหว
"พี่กังหลง พี่กังหลง.."
ได้ยินเสียงเรียกอันใสแจ๋วเพราะพริ้งเช่นนี้ เป็คนอื่นไปไม่ได้นอกจากน้องสาวแสนสวยที่คอยห่วงใยกังหลงมาตลอด กังหลงรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาที่ผ่านมาหลายปีแม้เกือบทุกคนในตระกูลกัง จะเหยียดหยามในพลังฝีมืออันต่ำต้อยของตน ในจำนวนนี้นอกจากบิดามารดาแล้วก็มีเพียงน้องสาวคนนี้ที่คอยห่วงใยคอยให้กำลังตนเสมอมา
กังหลงส่ายหน้าเล็กน้อย นี่เพิ่งเช้าตรู่น้องสาวของเขาก็รีบมาเรียกหาแล้ว คงเป็เพราะกังวลเื่เมื่อวานแน่ เยี่ยนฟางคงกลัวว่าตนจะน้อยใจและคิดมากกระมัง คิดถึงตรงนี้กังหลงตื้นตันใจและยิ่งมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรีบเร่งเพิ่มพลังฝีมือเพื่อตนแข็งแกร่งจะได้มีความสามารถปกป้องน้องสาว ปกป้องคนในครอบครัวกลับบ้าง
เมื่อเสียงเรียกมาถึงหน้าประตู กังหลงลุกขึ้นจากเตียงจัดแจงเสื้อผ้าจนดูเรียบร้อยแล้วเปิดประตูพบเยี่ยนฟางยืนอยู่หน้าประตูมองดูเขาด้วยสายตาอันห่วงใยยิ่ง
"พี่กัง เป็อย่างไรบ้าง"
กังหลงเห็นสีหน้าน้องสาว แล้วยิ้มอย่างอบอุ่น
"พี่ไม่เป็อะไร ขอบใจเ้าที่คอยเป็ห่วงคอยดูแลพี่ตลอดใน่เวลาที่ผ่านมาสักวันหากพี่แข็งแกร่งขึ้นมา พี่จะปกป้องเ้าพร้อมทั้งท่านพ่อท่านแม่เ้ามาหาพี่แต่เช้าตรู่ มีเื่อันใดหรือไม่"
กังหลงมองน้องสาวผู้แสนดีของตนพร้อมกล่าว
"ไม่มีอันใด ข้าเพียงเป็ห่วงท่านพี่เื่เมื่อวานเห็นท่านหลังจากกลับมาแล้วเข้าห้องปิดประตูเงียบ คิดจะมาสอบถามั้แ่เมื่อคืนแต่ไม่เห็นแสงไฟคิดว่าพี่คงรีบพักผ่อนเลยไม่อยากรบกวน ไม่ทราบอาการฟกช้ำตามร่างกายของพี่หายดีแล้วหรือไม่ มาให้ข้าดูหน่อย"
เยี่ยนฟางกล่าวด้วยความเป็ห่วง
"พี่ไม่เป็อะไรมาก เพียงาเ็ทางผิวกายเท่านั้น บัดนี้ดีขึ้นมากแล้วพี่กำลังจะไปพบท่านพ่อท่านแม่ พอดีมีเื่จะปรึกษาเมื่อครู่เ้าผ่านมาเห็นท่านพ่อท่านแม่อยู่หรือไม่"
กังหลงถามขึ้นเมื่อได้ฟังเช่นนั้นเยี่ยนฟางก็กระสับกระส่ายร้อนรนบิดกายไปมาก่อนที่จะตอบ
"ทั้งสองท่านยังทานข้าวอยู่ ข้าเลยรีบมาเรียกท่านพี่ไปทานข้าวด้วยกัน ..เอ..แต่เหมือนว่าท่านพ่อกำลังเตรียมตัวจะออกไปดูกิจการที่ร้านขายโอสถในเมืองเนตรอสูรงั้นรีบไปเถอะท่านพี่ ก่อนท่านพ่อจะออกเดินทางไปซะก่อน"
กังหลงเมื่อสังเกตุเห็นว่าน้องสาวของตนคล้ายมีอะไรที่อยากจะพูดแต่ไม่ได้พูดออกมา จึงถามขึ้นด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้ม
"เ้ามีอะไรอีกรึ ไม่ต้องกังวลใจ พูดออกมาเถอะพี่ไม่ว่าอะไรเ้าหรอก..!!"