“คิดว่าถ้าหากข้าไม่อาจใช้ปราณจตุรธาตุได้ ก็จะสามารถชนะได้งั้นสินะ โง่เง่า!!” น้ำเสียงเย็นชาของจงหมิ่นได้ดังขึ้น พร้อมๆ กับที่เขาได้โคจรลมปราณอีกสายหนึ่งที่เขาเพิ่งจะสามารถใช้ได้เมื่อไม่นานมานี้ ลมปราณที่ช่วยให้เข้าประสานธาตุเพลิง และ ธาตุวารีเข้าด้วยกัน ลมปมปราณไร้ธาตุ
เมื่อตอนที่จงหมิ่นต้องฝึกเพื่อเปิดขั้นจตุรลักษณ์ อย่างแรกคือเขาต้องทำก็คือ สามารถใช้ปราณเพลิงและปราณวารีพร้อมกันให้ได้อย่างที่อูหลินเฟิงเคยบอก จงหมิ่นจะได้อาจารย์หญิงที่มีลมปราณไร้ธาตุช่วยในการประสานธาตุทั้งสอง แต่เคล็ดวิชาของมันจริงๆ แล้วคือต้องการใช้ปราณไร้ธาตุให้ได้ด้วยตนเอง โคจรช่วยในการประสานปราณเพลิงและปราณวารี อาจารย์หญิงจะส่งลมปราณไร้ธาตุเข้ามายังร่างกายของเขาและเขาจะต้องดูดซับและใช้ลมปราณไร้ธาตุให้ได้ด้วยตัวเอง จึงจะสามารถประสานปราณเพลิงและปราณวารีด้วยตนเองได้ หมายความว่าตอนนี้ในร่างกายของจงหมิ่นมีลมปราณอีกชนิดหนึ่งคือ ลมปราณไร้ธาตุ
“อูหลินเฟิง ข้าขอยืมกระบวนท่าของเจ้าหน่อยแล้วกัน” จงหมิ่นกล่าวโดยที่ไม่ได้หันมามองอูหลินเฟิง สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับที่อสูรทั้งสี่ที่พุ่งเข้ามา
“ได้แน่นอน ใช้มันให้ดีกว่าข้าแล้วกัน หากใช้ได้แย่กว่าข้าจะไม่อนุญาตให้เจ้าใช้แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าวราวกับรู้ว่าจงหมิ่นจะทำอะไรต่อไป
เรื่องการที่จงหมิ่นจะสามารถใช้ปราณไร้ธาตุได้ในนิยายก็มีบอกไว้ เพียงแต่จงหมิ่นในนิยายที่ไม่เคยพบกับอูหลินเฟิงได้ไม่รับรู้ความร้ายกาจของปราณไร้ธาตุ จึงไม่ได้คิดจะฝึกเพื่อใช้งานรูปแบบอื่นนอกจากใช้เพื่อประสานปราณจตุรธาตุให้เข้ากันได้ อีกทั้งการได้พูดกับอูหลินเฟิงตอนที่ทางเดินกลับตระกูลอู ทำให้เขาทราบจุดอ่อนของตนที่พึ่งพาการประสานธาตุมากเกินไป จึงฝึกฝนรูปแบบอื่นหากต้องเจอสถานการณ์ที่ไม่อาจใช้ปราณธาตุหรือการประสานธาตุได้
อาณาเขตปราณไร้ธาตุ ไร้ธาตุสมบูรณ์
แม้จะไม่อาจใช้ปราณธาตุได้แล้ว แต่ระดับลมปราณและความหนาแน่นของลมปราณยังอยู่ อาณาเขตปราณไร้ธาตุของจงหมิ่น ทั้งกว้างกว่าและสามารถบังคับสะกดลมปราณธาตุของศัตรูได้เหนือกว่าอาณาเขตไร้ธาตุที่อูหลินเฟิงใช้ เพราะว่าพรสวรรค์ด้านลมปราณของอูหลินเฟิงคือเส้นลมปราณฟ้า ที่เป็นเส้นลมปราณธรรมดาที่สามารถพบได้ทั่วไป แต่เส้นลมปราณของจงหมิ่นคือเส้นลมปราณเหนือสวรรค์ ที่สามารถแสดงพลังลมปราณที่มีความหนาแน่นและรุนแรงได้มากกว่า อาณาเขตปราณไร้ธาตุของจงหมิ่นจึงสามารถสะกดปราณธาตุของคนที่มีระดับเหนือกว่าได้ อาณาเขตไร้ธาตุทรงกลมได้พุ่งออกจากร่างกายของจงหมิ่น สัตว์อสูรชนชั้นจอมอสูรทั้งสี่พุ่งเข้ามาลมปราณธาตุที่กำลังพวยพุ่งอยู่เมื่อเข้ามาในอาณาเขตไร้ธาตุ ปราณธาตุทั้งหมดก็ได้ดับมอดลงอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน!! ลมปราณสัตว์อสูรของข้า” กงซุนเมิ่งกล่าวอย่างตกใจเมื่อลมปราณธาตุของสัตว์อสูรหายไป
เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่สอง หนึ่งดาบสังหาร จงหมิ่นผนึกแก่นแท้แห่งดาบและลมปราณไร้ธาตุลงบนดาบไร้ลักษณ์ส่งคลื่นดาบเพียงเส้นเดียวตัดผ่านสี่สัตว์อสูรพร้อมกัน ภายใต้การโจมตีเพียงครั้งเดียวสัตว์อสูรทั้งสี่ก็โดนคลื่นพลังดาบอันเฉียบคมสังหารลงไปอย่างง่ายดาย
“ยังมีอะไรที่อยากจะใช้กับข้าอีกหรือไม่” จงหมิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมจ้องไปยังเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่งอย่างท้าทาย
..
“คิดจะใช้ค่ายกลที่ข้าเคยใช้ ต่อหน้าข้าอย่างนั้นหรือ” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมๆ กับได้ชักกระบี่เล่มใหม่ที่ตนได้รับมาเร่งพลังวิญญาณของตนให้สูงที่สุด จนตราประจำตระกูลเนี่ยได้ปรากฏออกมาที่กลางหน้าผากของเขา
“ตราประจำตระกูลเนี่ย สายเลือดจากแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ” โอวหยางชิงหลงที่ตอนแรกวิตกกังวลกับ วิญญาณอาฆาตที่กำลังโจมตีไปยังกองกำลังของตระกูลโอวหยาง ได้ตกตะลึงกับตัวตนของอูหลินเฟิงยิ่งกว่า
พลังวิญญาณ ชำระล้างวิญญาณ
อูหลินเฟิงทำเพียงแค่ส่งพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ของตนลงไปยังกระบี่ ให้กระบี่ขยายพลังของตนออกไปตวัดกระบี่ส่งรังสีกระบี่สีขาวพุ่งตรงไปยังจิตวิญญาณอาฆาต พลังวิญญาณที่ตื่นขึ้นมาของอูหลินเฟิงมีความบริสุทธิ์ถึงขนาดสามารถชำระล้างวิญญาณอาฆาตของดอกปทุมปรโลก ที่มีพลังรุนแรงกว่าวิญญาณอาฆาตที่กงซุนเมิ่งสร้างขึ้น ย่อมสามารถชำระล้างวิญญาณอาฆาตที่ถูกสร้างลอกเลียนขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เพียงรังสีกระบี่สีขาวปะทะกับจิตวิญญาณอาฆาต วิญญาณอาฆาตก็ได้สลายหายไปทันที ตวัดกระบี่เพียงสิบครั้งจิตวิญญาณอาฆาตทั้งสิบก็ได้หายไปโดยทันที สองค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
“มีความพยายามที่ดี แต่ยังเร็วเกินไปที่จะนำมาใช้กับพวกข้า” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน เมื่อสามารถทำลายค่ายกลทั้งสองได้อย่างง่ายดาย เขาจ้องมองใบหน้าของเสวี้ยเจ๋อที่ตอนนี้ไร้รอยยิ้ม
“ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เตรียมมารับมือกับพวกเจ้า หลายสิ่งหลายอย่างต่างไม่อาจใช้ได้ดังหวัง ข้าขอชมเชยจากใจ แต่ว่พลังของพวกข้าก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้....กงซุนเมิ่ง กงซุนลี่ พวกเจ้าปลดปล่อยพลังที่แท้จริงได้แล้ว” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับตบมือให้ ตอนนี้ใบหน้าของเขาไม่ได้เปื้อนยิ้มอีกต่อไป แต่เป็นสีหน้าจริงจังที่ไร้รอยยิ้ม
“รับทราบ” กงซุนเมิ่งกล่าวตอบรับ
..
..
“เย้ ในที่สุดข้าก็จะได้เอาจริงแล้ว ระวังตัวไว้ด้วยล่ะพวกเจ้าทั้งสอง” กงซุนลี่กล่าว ราวกับการต่อสู้ที่ผ่านมานางยังไม่ได้เอาจริง
“หมายความว่ายังไงกัน” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวอย่างเคร่งเครียด จะบอกว่าที่ผ่านมาหญิงสาวตรงหน้ายังไม่ได้เอาจริงอีกอย่างนั้นหรือ เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เองก็พูดไม่ออก หากนางยังไม่ได้เอาจริงพวกเขาสองพี่น้องยังไม่อาจเอาชนะได้ ถ้าหากนางเอาจริงจะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน
ร่างกงซุนลี่ ค่อยๆ ปลดปล่อยพลังที่แปลกประหลาดแต่รุนแรงออกมาจากร่างกายประสานเข้ากับลมปราณมรณะของนางอย่างลงตัว คลื่นพลังที่ดำทมิฬผนึกลงบนเคียวส่งคลื่นพลังที่รุนแรงมากกว่าเดิมโจมตีไปยังเฟิ่งหวงหยางชุนและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์
..
กงซุนเมิ่งที่ได้รับอนุญาตให้ปลดปล่อยพลังแท้จริง ร่างของนางมีพลังแบบอื่นนอกจากลมปราณพวยพุ่งออกจากร่างกาย เป็นพลังที่หลายๆ คนในที่แห่งนี้ไม่คุ้นเคย แต่อูหลินเฟิงกลับคุ้นเคยยิ่งนัก เป็นพลังที่เขาไม่อาจใช้ได้ เพราะมันจำเป็นต้องใช้แหล่งกำเนิดเดียวกับแหล่งกำเนิดพลังลมปราณ นั้นคือพลังแห่งเวทมนตร์ อูหลินเฟิงสามารถสัมผัสคลื่นพลังเวทจากตัวของกงซุนเมิ่งได้อย่างรุนแรง พลังเวทมหาศาลหลั่งไหลของมาจากร่างของหญิงตรงหน้า
“แหล่งกำเนิดพลังอีกอัน คือแหล่งกำเนิดพลังเวทอย่างนั้นหรือ” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างตกตะลึง แต่เพียงไม่นานเขาก็คิดความเป็นไปได้ที่จะมีแหล่งกำเนิดสองอันในร่างกายได้
‘วิทยาการของโลกแห่งจิตสินะ’ อูหลินเฟิงคิด บนโลกแห่งจิตและวิทยาการจะมีผู้คนมากมายที่ชอบดัดแปลงร่างกายตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเอาอาวุธใส่ไปกับร่างกาย ทำให้ร่างกายกลายเป็นจักรกล หรือดัดแปลงพันธุกรรมของตนเองให้กลายเป็นผู้มีพลังกลายพันธุ์ วิทยาการเกี่ยวกับร่างกายนั้นล้ำหน้าอย่างมาก ถ้าหากพวกนี้ได้โลกแห่งจิตช่วยไว้จริงๆ การจะดัดแปลงร่างกายให้มีแหล่งกำเนิดพลังสอง อันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
กงซุนเมิ่งเร่งพลังเวทอันมหาศาลในร่างกายตน ปากของนางขยับร่ายเวทออกมา "เวทอัญเชิญ อัญเชิญการ์กอยล์ทมิฬ "วงเวทหลายสิบปรากฏขึ้นข้างหลังของกงซุนเมิ่ง ร่างของการ์กอยล์สีดำทมิฬที่มีปีกค้างคาวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังหลายสิบตัว พุ่งออกมาจากวงเวทเหล่านั้น ผิวหนังและกรงเล็บของพวกมันเต็มไปด้วยพลังแห่งมรณะ
“เจ้าพวกนี้มัน!!!” อูหลินเฟิงกล่าวได้แค่นั้น เขารู้จักอสุรกายสีดำพวกนี้ดี มันคือการ์กอยล์ทมิฬที่เข้าโจมตีสังหารตระกูลแวนแจนซ์ของเรน อสุรกายที่มีเวทแห่งความมืดและปราณมรณะ การ์กอยล์ทมิฬที่ออกมาได้พุ่งเข้าหากองกำลังของตระกูลโอวหยางที่มารวมตัวกันอีกครั้ง นักสู้ตระกูลโอวหยาง ที่เห็นอสูรร้ายแบบใหม่ที่ไม่เคยได้พบ ต่างโคจรลมปราณแสงโจมตีไปยังการ์กอยล์ทมิฬ คราวนี้เป็นการปะทะกันของลมปราณแสงและเวทแห่งความมืด ลมปราณแห่งแสงของนักสู้ตระกูลโอวหยาง ถูกเวทแห่งความมืดและปราณมรณะค่อยๆ กลืนกินจนปราณแสงไม่อาจทำร้ายร่างกายของการ์กอยล์ทมิฬได้แม้แต่น้อย
กลายเป็นว่านักสู้ตระกูลโอวหยางที่รักษาตัวและกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ได้แตกพ่ายต่อการ์กอยล์ทมิฬที่ออกมาจากวงแหวนอัญเชิญของกงซุนเมิ่งอีกครั้ง
“ศิษย์พี่เจ้าคะ ขอยืมลมปราณของท่านหน่อยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ที่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี ได้หันไปกล่าวกับกู่ซือเอิน เสวี่ยหานเอ๋อร์ไม่จำเป็นต้องบอกอะไรมากมาย กู่ซือเอินก็เข้าใจได้ในทันทีเพราะว่าพวกนางสองคนเองก็มีกระบวนท่าประสานจากการได้ฝึกร่วมกัน
“ได้” กู่ซือเอินเข้าไปหาเสวี่ยหานเอ๋อร์ ทั้งสองจับมือประสานลมปราณเข้าด้วยกัน โคจรลมปราณแห่งพฤกษาพิสุทธิ์และปราณเวทราชพันพิษเข้าด้วยกัน
ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ ทหารพฤกษา ประสาน ปราณเทวราชพันพิษ พันพิษเปลี่ยนแปลง
เสวี่ยหานเอ๋อร์ใช้ลมปราณพฤกษาของตัวเองสร้างทหารพฤกษาออกมา แล้วยังอาศัยลมปราณพิษของกู่ซือเอินใส่เข้าไปในร่างกายของทหารพฤกษา ทำให้ทหารพฤกษาของนางมีพิษที่ร้ายแรงของกู่ซือเอิน
“จงไป ปกป้องผู้คนไว้ให้ได้” เสวี่ยหานเอ๋อร์ออกคำสั่งกับทหารพฤกษาทั้งหมด ทหารพฤกษาเข้าต่อสู้โรมรันกับการ์กอยล์ทมิฬ เวทแห่งความมืดและปราณมรณะของการ์กอยล์ทมิฬไม่อาจกลืนกินปราณพฤกษาพิสุทธิ์อันพิเศษได้ โดนทหารพฤกษาที่มีพิษร้ายแรง เข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่พิษร้ายแรงนั้นไม่อาจทำร้ายการ์กอยล์ทมิฬให้ถึงตายได้ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถหยุดยั้งการเข่นฆ่านักสู้ตระกูลโอวหยางจากการ์กอยล์ทมิฬได้แล้ว
“เจ้าเด็กคนนั้นอีกแล้ว” เสวี้ยเจ๋อ ที่เห็นการกระทำของเสวี่ยหานเอ๋อร์ ได้กล่าวอย่างหัวเสียเป็นอีกครั้งที่ตัวตนของเสวี่ยหานเอ๋อร์สามารถหยุดการ์กอยล์ทมิฬได้
"เวทอัญเชิญ อัญเชิญหุ่นเชิดจิ้งจอกเก้าหาง" เสียงของกงซุนเมิ่งดังออกมาอีกครั้ง คราวนี้ข้างหลังของกงซุนเมิ่งมีวงแหวนเวทอัญเชิญขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา มีร่างของจิ้งจอกเก้าหางสีขาวออกมาจากวงแหวนเวท เป็นจอมอสูรสายมนตราขั้นสูงที่ในร่างกายสามารถสัมผัสถึงพลังเวทได้อย่างชัดเจน
“ลงมือ ใช้เวทมายาเดี๋ยวนี้” กงซุนเมิ่งออกคำสั่งอีกครั้ง" โฮกกกก" เสียงร้องดังสนั่นของจิ้งจอกเก้าหางร่างใหญ่ เพลิงสีฟ้าอ่อนปรากฏไปทั่วหางทั้งเก้าของจิ้งจอก ทั้งตัวของจิ้งจอกเก้าหางและการ์กอยล์ทมิฬที่โบยบินอยู่รวมถึงที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นร่างกายค่อยๆ มีเพลิงสีฟ้าอ่อนปรากฏบนร่างกาย จากนั้นร่างกายค่อยๆ จางหายไปจากสายตาของผู้คน ทหารพฤกษาที่กำลังต่อสู้อยู่กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันทีเมื่อไม่อาจมองเห็นฝ่ายตรงข้ามได้ ทหารพฤกษาหลายตนถึงโดนโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวถูกทำลายลง แม้ทหารพฤกษาจะสามารถฟื้นฟูร่างกายตัวเองได้แต่ก็ไม่อาจหาศัตรูได้พบ กลายเป็นเมื่อฟื้นฟูก็โดนทำลายจากการโจมตีที่มองไม่เห็น เป็นแบบนี้วนไปเรื่อยๆ แต่การที่ทหารพฤกษาฟื้นฟูได้เรื่อยๆ สร้างความรำคาญให้มันกงซุนเมิ่งอย่างยิ่ง
“โจมตีไปยังนางผู้นั้น” กงซุนเมิ่ง ออกคำสั่งกับการ์กอยล์ทมิฬ การ์กอยล์ทมิฬที่ล่องหนอยู่ต่างพุ่งเข้าหาเสวี่ยหานเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว .
กู่ซือเอินที่ได้ยินคำสั่งของกงซุนเมิ่ง พยายามหาทางช่วยเสวี่ยหานเอ๋อร์ พยายามใช้สัมผัสปราณแต่ก็ไม่อาจสัมผัสการเคลื่อนไหวของการ์กอยล์ทมิฬที่ล่องหนอยู่ จึงตัดสินใจโคจรลมปราณเทวราชพิษของตน ปราณเทวราชพันพิษ หมอกคางคกพิษ กู่ซือเอินสร้างหมอกพิษขนาดใหญ่ให้วนอยู่รอบๆ ตัวของนางและเสวี้ยหายเอ๋อร์ หลับตาเพ่งสมาธิไปยังหมอกทั้งหมด ใช้หมอกพิษแทนสัมผัสปราณ เมื่อการ์กอยล์ทมิฬพุ่งเข้ามาพยายามโจมตีเสวี่ยหานเอ๋อร์ หมอกพิษที่ถูกแหวกออกทำให้กู่ซือเอินรับรู้ตำแหน่งของการ์กอยล์ทมิฬที่เข้ามา แม้ว่าผิวหนังของการ์กอยล์ทมิฬจะมีพลังมรณะที่สามารถต้านทานปราณพิษได้ แต่ว่าตัวของมันก็ไม่อาจต้านการโจมตีด้วยพลังที่เหนือกว่าได้ กู่ซือเอินใส่ความเร็วสูงสุดของนาง เข้าไปต่อยการ์กอยล์ทมิฬทั้งหมดที่พยายามเข้าหาเสวี่ยหานเอ๋อร์อย่างรุนแรง การ์กอยล์ทมิฬแต่ละตัวที่โดนต่อยต่างกระเด็นไปคนละทางอย่างรุนแรง บางตัวถึงกับตายทันทีที่โดนต่อยด้วยแรงมหาศาล
..
“เวทมายา?? ใช้ภาพมายาต่อหน้าข้าคิดดีแล้วงั้นหรือ” อูหลินเฟิง ที่เห็นอีกฝ่ายใช้ภาพมายาต่อหน้าตนเองจึงคิดจะหยุดภาพมายาของอีกฝ่าย เรียกหมาป่าขนเพลิงของตัวเองออกมา
วิชาวิญญาณ เชื่อมประสานวิญญาณประสานกาย ตอนนี้หมาป่าขนเพลิงทั้งแปดตัวมีระดับพลังลมปราณในระดับห้าขั้นสูง ตอนที่หมาป่าขนเพลิงทั้งแปดเป็นเพียงอสูรระดับสี่ เมื่อรวมร่างกันก็สามารถกลายเป็นสัตว์อสูรระดับหกขั้นสูง เมื่อตอนนี้รวมร่างกันย่อมได้ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมสูงยิ่งกว่าเดิม
ร่างของหมาป่าขนเพลิงทั้งแปดตัว ประสานรวมเป็นหนึ่งเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วลมปราณมหาศาลของชนชั้นจอมอสูรขั้นสูงได้ปรากฏออกมา เปลวเพลิงสีส้มพวยพุ่งออกจากหางทั้งแปด ยันต์วิญญาณที่อยู่ภายในดวงวิญญาณของหมาป่าแปดหาง สั่นสะท้านส่งพลังวิญญาณและพลังจิตออกมาเสริมพลังให้กับหมาป่าขนเพลิงแปดหาง มองทะลุภาพมายาของจิ้งจอกสีขาว
หมาป่าขนเพลิงแปดหางพุ่งโจมตีจิ้งจอกเก้าหางทันที หมาป่าขนเพลิงที่สามารถมองทะลุการซ่อนตัวของจิ้งจอกเก้าหาง ได้ใช้ปากขนาดใหญ่ของตัวเองกัดลงไปที่คอของจิ้งจอกเก้าหางจนจมเขี้ยว แต่แทนที่ร่างของจิ้งจอกเก้าหางจะมีเลือดไหลแล้วตายในทันที กลับไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียวอีกทั้งจิ้งจอกเก้าหางยังไร้การเจ็บปวด สะบัดหางที่มีเพลิงสีฟ้าอ่อนเข้าโจมตี จนหมาป่าแปดหางต้องหลบออกมา หมาป่าขนเพลิงหางเองก็ใช้หางของตัวเองที่มีเพลิงสีส้มโจมตีกลับไปเช่นกัน จอมอสูรลมปราณชั้นสูงหมาป่าขนเพลิงแปดหางและจอมอสูรมนตราชั้นสูงจิ้งจอกเก้าหาง ต่างใช้หางของตนโจมตีกันและกัน
จิ้งจอกเก้าหางที่โดนขวางการใช้เวทมายา การซ่อนตัวด้วยเวทมนตร์มายาจึงหายไป ร่างของจิ้งจอกเก้าหางและการ์กอยล์ทมิฬปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ทหารพฤกษาและกู่ซือเอินโจมตีไปยังการ์กอยล์ทมิฬทันทีที่เห็นตัวอีกฝ่าย สถานการณ์รบพลิกผันไปมาอย่างรวดเร็ว
อูหลินเฟิง ที่เห็นสิ่งแปลกประหลาดบนร่างกายของจิ้งจอกเก้าหางที่ไร้โลหิต ได้รวบรวมพลังวิญญาณลงไปในดวงตา เพ่งมองไปยังร่างกายของจิ้งจอกเก้าหาง “ไม่มีวิญญาณของตัวเอง เป็นหุ่นเชิดศพอย่างนั้นหรือ” อูหลินเฟิงกล่าว ร่างของจิ้งจอกเก้าหางนั้นไร้โลหิต ไร้วิญญาณของตนเอง เป็นเพียงศพที่ถูกควบคุมเท่านั้น ความคิดร้ายกาจได้ปรากฏในหัวของเขา
“อยากได้ ร่างนั้นจัง” อูหลินเฟิงคิด ถ้าหากเขาคิดจะทำแบบนั้นจะต้องทำลายการควบคุมที่กำลังควบคุมหุ่นเชิดไว้อยู่ ซึ่งก็คือตราผนึกพลังวิญญาณของกงซุนเมิ่งที่กำลังควบคุมหุ่นเชิดจิ้งจอกเก้าหาง
“ออกมาภูตวิหคขาว” อูหลินเฟิงได้นำภูตวิหคขาวที่ได้รับมาจากอาจารย์ออกมา “ถ้าเป็นเรื่องการขโมยของจากคนอื่นละก็ ตัวช่วยก็คงเป็น….”
วิชายันต์ชิกิงามิ ดัดแปลงชิกิงามิ อูหลินเฟิงดัดแปลงร่างกายของภูตวิหคขาว แม้เขาจะเคยสร้างชิกิงามิของตัวเองได้แล้ว แต่ชิกิงามิที่สร้างออกมาไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่หากนำร่างกายของภูตวิหคขาวที่ถูกสร้างโดยโลหะชั้นดีจากต่างทวีปเป็นพื้นฐานของร่างกาย จากนั้นค่อยใส่พลังวิญญาณของเขาเข้าไป เขาก็จะสามารถสร้างชิกิงามิแบบใหม่ ที่สามารถโจมตีได้โดยอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งของภูตวิหคขาว
ร่างกายของภูตวิหคขาวค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ยังมีปีกสีขาวของภูตวิหคขาวเหลืออยู่ ยันต์สีขาว ค่อยๆ ประสานกับยันต์สีทองของปราชญ์วิญญาณ อูหลินเฟิงใส่พลังวิญญาณส่วนหนึ่งของตนเองลงไปในชิกิงามิ ร่างชิกิงามิแบบใหม่เสร็จสมบูรณ์
วิชายันต์ชิกิงามิ ชิกิงามิดัดแปลง ประสาน ดวงจิตวิญญาณแฝด ลุค
..
..
จบตอน