บทที่ 12 การเยาะเย้ย
หญิงสาวชุดเขียวคือหลิวซีอวี๋ที่พวกเขาพูดถึง เมื่อได้ยินคำตำหนิของฉือเฉินก็ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ “พี่เฉินเหตุใดท่านต้องตำหนิข้าเพื่อขอทานน้อยนี่ด้วย ข้าก็แค่้าให้ทุกคนได้กินของอร่อยๆ เท่านั้นเอง”
ฉือเฉินกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ข้าดูที่เหตุการณ์ ไม่ใช่ที่คน เ้าด่าทอนางก่อนซึ่งเป็สิ่งที่ผิดอยู่แล้ว อีกอย่าง พวกเ้าสองพี่น้องมีสิทธิ์อะไรให้นางทำอาหารให้ พวกเ้าไม่มีมือหรือไง?
นางอายุเท่าไหร่กัน แล้วพวกเ้าล่ะ? อายุมากกว่าตั้งเยอะ ยังรังแกคนที่อายุน้อยกว่าและอ่อนแอกว่าอีก นี่คือสิ่งที่สกุลหลิวสั่งสอนมาหรือ?”
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินอีกคนหนึ่งได้ยินเขาพูดจาเช่นนี้ก็รู้สึกไม่พอใจ “ฉือเฉิน คำพูดของเ้าหนักเกินไปแล้วนะ ซีอวี่นางก็แค่หวังดี”
ฉือเฉินแค่นเสียงเ็า “ฉินจวิ้น พูดตามตรง ความปรารถนาดีแบบนี้ข้ารับไม่ได้ เ้าชวนข้ามาฝึกฝน แล้วพาพวกนางมาทำอะไร? เดินทางได้เพียงครึ่งวันก็ปวดนู่นปวดนี่ ้าคนปรนนิบัติ
เ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือเทือกเขาฉีอวิ๋น เป็สถานที่ท่องเที่ยวของพวกนางรึ? แค่เจออสูรตนเดียวก็ใกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เราต้องเสียสมาธิมาปกป้องพวกนางอีก
หากพวกนางเป็อะไรไป ข้าก็ต้องรับผิดชอบ พวกเรากลับกันเถอะ การฝึกฝนครั้งนี้ถือว่าล้มเลิก” พูดจบ เขาก็หันหลังเตรียมจะเดินกลับ
ฉินจวิ้นเห็นหลิวซีซวงผู้บอบบางข้างกายมีดวงตาแดงก่ำ ดูเหมือนจะเสียใจอย่างมาก จึงกล่าวอย่างจนใจ
“ฉือเฉิน จะกลับก็ไม่ต้องรีบขนาดนั้น เท้าของซีซวงาเ็ พักผ่อนสักหน่อยก่อน ค่อยกลับไปก็ยังไม่สาย”
หลิวซีซวงกระพริบตาเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าขออภัยด้วย พี่เฉิน เป็ข้าที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน เท้าข้าไม่เป็อะไรมาก ข้าเดินได้ พวกเรากลับกันเถอะ”
ฉินจวิ้นมองด้วยความสงสาร “ซวงเอ๋อร์ อย่าฝืนเลย เ้าาเ็เช่นนี้ต้องรักษาให้ทันเวลา เข้าไปพักในถ้ำแล้วตรวจดูหน่อย ทายาให้อาการาเ็บรรเทาก่อนเถอะ”
พวกเขากำลังทะเลาะกันเื่อะไร จื่อเชียนเกอไม่สนใจเลยสักนิด เธอยังคงกินเนื้อกระต่ายในชามอย่างเอร็ดอร่อย
หลิวซีอวี๋เห็นจื่อเชียนเกอกินข้าวชามแล้วชามเล่าก็โกรธจนแทบกระอักเื ความน้อยใจที่ถูกชายในดวงใจตำหนิทั้งหมดพลันเปลี่ยนเป็ความโกรธเกรี้ยวพุ่งเป้าตรงไปยังจื่อเชียนเกอ
นางตวาดลั่น “เ้าขอทาน! เ้าเป็ถังข้าวสารเดินได้หรือไงกัน! ไม่เห็นรึว่าน้องสาวข้าาเ็? ยังมีหน้ามากินอย่างเอร็ดอร่อยอีก นี่เ้าจงใจจะเยาะเย้ยพวกเราใช่หรือไม่!”
จื่อเชียนเกอปรายตามองนางอย่างเ็า “สมองเ้ามีปัญหาหรือไร? น้องสาวเ้าาเ็แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า? ข้ากินข้าวของข้าอยู่ดีๆ มันไปขวางหูขวางตาเ้าตรงไหน?”
เธอหยุดครู่หนึ่งก่อนเปลี่ยนน้ำเสียง “ถ้าตามที่เ้าว่ามา ในเทือกเขาฉีอวิ๋นมีคนมากมายกำลังต่อสู้กับอสูร พวกเขาาเ็สาหัสกว่าน้องสาวเ้ามากนัก เ้าไม่ต้องอดอาหารสามเดือนเลยรึ?”
ฉือเฉินที่กำลังหัวเสียอยู่ พอได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก เขาหันกลับมามองจื่อเชียนเกอ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้น่าสนใจไม่น้อย
หลิวซีซวงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ในใจเริ่มโทษพี่สาวตัวเอง วันนี้อุตส่าห์ได้โอกาสใกล้ชิดกับพี่เฉินโดยอาศัยความสัมพันธ์ของฉินจวิ้นเพื่อร่วมเดินทางฝึกฝนด้วยกัน แต่กลับถูกพี่สาวทำพังหมด นางเดินเข้าไปหาจื่อเชียนเกออย่างช้าๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “น้องหญิง พี่สาวข้าอารมณ์ร้ายไปหน่อย นางไม่มีเจตนาร้าย อย่าถือสานางเลยนะ”
จื่อเชียนเกอมองนางด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“เช่นนั้นหรือ? ก่อนหน้านี้เ้าก็เรียกข้าว่าขอทานมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้จึงไม่เรียกแล้ว? ความคิดที่จะให้ข้าทำอาหารให้พวกเ้า ดูเหมือนจะเป็เ้าที่เสนอขึ้นมาใช่หรือไม่?
อีกอย่าง เ้าเห็นข้าถือสานางตรงไหน? เห็นๆ กันอยู่ว่านางเป็ฝ่ายหาเื่ข้า รบกวนคุณหนูดอกบัวขาวอย่างพวกเ้าเวลาจะว่ากล่าวตักเตือนใครช่วยดูคนให้ถูกด้วย”
หลิวซีซวงชะงักไปเล็กน้อย “เ้า...” นางไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "คุณหนูดอกบัวขาว" และก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ในตอนนี้ที่ได้เผชิญหน้ากันอย่างใกล้ชิด นางจึงได้สังเกตว่าเด็กหญิงหน้าตาธรรมดาคนนี้กลับมีดวงตาที่สดใสเป็ประกายราวกับมีมนต์สะกด ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะมองทะลุความคิดในใจของนางได้
ฉินจวิ้นหลงรักหลิวซีซวงมานานแล้ว จึงทนไม่ได้ที่จะเห็นใครมารังแกนาง แม้แต่คำพูดก็ไม่ยอม เขาจึงก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “พวกนางเรียกเ้าว่าขอทานก็ไม่ผิด อย่าเสียเวลาพูดให้มากความ! เ้าจะยอมออกไปจากถ้ำนี้หรือไม่?”
จื่อเชียนเกอเริ่มมีอารมณ์ร่วมด้วย ร่างเล็กบางของเธอลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แม้จะตัวไม่สูง แต่น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง “ข้าไม่ไป!”
ฉินจวิ้นซึ่งมีนิสัยแบบคุณชายเอาแต่ใจก็ของขึ้นเช่นกัน ถูกฉือเฉินตำหนิก็พอแล้ว เหตุใดขอทานตัวน้อยจึงกล้ามาแสดงท่าทางโอหังต่อหน้าเขา เขาจ้องมองจื่อเชียนเกอด้วยแววตาดุดัน “เ้าเด็กน้อย ข้าจะฆ่าเ้าที่นี่ก็ไม่มีใครรู้ ต่อให้รู้ก็ทำอะไรข้าไม่ได้ ข้าถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย เ้าจะยอมหรือไม่?!”
จื่อเชียนเกอไม่ใช่คนยอมคน เดิมทีเธอก็ไม่ได้คิดจะเอาเื่เอาความอะไร แต่เขากลับมาข่มขู่เธอ ในชาติก่อนสิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือการถูกข่มขู่ ในชาตินี้ก็เช่นกัน เด็กหนุ่มน่ารำคาญคนนี้จุดโทสะของเธอขึ้นมาจนได้
“ไม่ยอม! ถ้ามีฝีมือก็ลงมือเลย มัวพูดพล่ามให้เสียเวลาทำไม?!”
เธอได้ตรวจสอบระดับพลังของคนทั้งสี่แล้ว นอกจากชายชุดดำที่มีระดับพลังระดับเฉิงเสวียนขั้นที่สี่ที่เธอไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ แต่กับคนอื่นๆ เธอยังมั่นใจอยู่ ฉินจวิ้นที่พูดมากคนนี้มีระดับพลังระดับเฉิงเสวียนขั้นที่สอง ส่วนสองพี่น้องมีระดับพลังระดับเฉิงเสวียนขั้นที่หนึ่ง ในแง่ของพลังต่อสู้ อย่างพวกนางแทบไม่ต้องนับ
ตอนนี้ท่าทีของฉือเฉินค่อนข้างชัดเจนว่าคงจะไม่เข้ามาแทรกแซง จื่อเชียนเกอจึงมั่นใจที่จะรับมือกับคนทั้งสามนี้ ถือโอกาสนี้ใช้พวกเขาเป็เครื่องมือฝึกฝนก็ไม่เลว
โทสะของหลิวซีอวี๋คุกรุ่นมานานแล้ว นางหยิบแส้ออกมาฟาดลงพื้นอย่างแรง “นังเด็กขอทานนี่ช่างกล้ามาก! ข้าโมโหจนแทบคลั่งแล้ว ต้องสั่งสอนนางให้หลาบจำ! พวกเ้าดูไว้ ข้าคนเดียวก็จัดการนางได้” พูดจบ นางก็ฟาดแส้ไปทางจื่อเชียนเกอ
แววตาของจื่อเชียนเกอเขร่งขรึมเ็าลงทันที สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือการถูกแส้ฟาด
เธอนึกถึงเ้าของร่างเดิมที่ถูกแส้ฟาดจนตาย จึงหลบการโจมตีอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นมือเล็กๆ ออกไปคว้าปลายแส้ไว้ จากนั้นก็ไต่ขึ้นไปตามแส้จนถึงข้อมือของหลิวซีอวี๋
ออกแรงบิดแขนอย่างแรงจนแขนของหลิวซีอวี๋หักไปหนึ่งข้าง
เสียง “กร็อบ!” ดังขึ้น!
ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้ยินเสียง “กร็อบ!” อีกครั้ง แขนอีกข้างของหลิวซีอวี๋ก็หักอีกข้างเช่นกัน
“อ๊ากกก!”
หลังจากที่แขนทั้งสองข้างหัก หลิวซีอวี๋รู้สึกเ็ปราวกับจะขาดใจ เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนดังก้องไปทั่วป่า ทำให้นกที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ใจนรีบบินหนีไป
หลิวซีซวงใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางถอยหลังไปหลายก้าว ชี้มือไปที่จื่อเชียนเกอด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เ้า...เ้า...”