เฟยฮุ่ยทะยานหมื่นลี้

    เฟยฮุ่ย (ตอนที่ 1)


     “เถ้าแก่! ข้าขอซื้อเนื้อสองชั่ง” เสียงหญิงสาววัยสิบเก้าปี เส้นผมดำขลับกลับหนานุ่มประดุจใยไหม คิ้วบางรับกับนัยน์ตากลมโตส่องประกายแห่งวัยแรกดรุณี ผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ การแต่งกายด้วยผ้ามีราคาบ่งบอกถึงฐานะอันมิใช่หญิงสาวทั่วไป
    “เดี๋ยวก่อนสิ แม่นางน้อย..” เสียงเถ้าแก่ร้านเนื้อแห่งเมืองเหยียนเป่า ร้องทักแม่นางน้อย
    “จะขอบคุณข้ารึ มิต้องหรอก ข้าอุดหนุนท่านประจำอยู่แล้ว” ริมฝีปากแดงดั่งสีชาด แย้มยิ้มด้วยไมตรี
    “หามิได้ แม่นางน้อย ท่านจ่ายเงินข้ายังไม่ครบนะ ขาดอีกสองอีแปะ นะแม่นางน้อยเอ๋ย” เถ้าแก่รีบแจ้งแก่แม่นางน้อย
    “ข้าแจ้งแก่ใจดี แต่ก็เหมือนเดิมค่ะ..เถ้าแก่…ข้าขอติดไว้ก่อนนะ” แม่นางน้อยพูดจบก็พาร่างบางจากไปอย่างรวดเร็วดุจผีเสื้อโบยบิน
    “อารายว้า…ซื้อแล้วติดอีกแล้ว วันละสองอีแปะ จนจะครบหนึ่งตำลึงแล้วนา” เถ้าแก่ยืนส่ายหัวมองตามหลัง
    “นั่นใครเหรอ เถ้าแก่? นางตัวนิดเดียว เหตุใดบริโภคเนื้อถึงสองชั่ง” บุรุษหนุ่มสูงใหญ่วัยสามสิบเศษ รู้สึกสนใจหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามราวภาพเขียน แต่ทว่าการย่างกรายของนางนั้นคล้ายดั่งผู้มีวรยุทธ์
    “แม่นางน้อยนั่นเหรอท่าน… บุตรีของท่านเฟยหลง เจ้าสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ แต่ตอนนี้ท่านเจ้าสำนักป่วยอยู่ เลยไม่รับงานคุ้มภัยมาเกือบสองปีแล้ว ส่วนชื่อแม่นางน้อยนั่นก็คือ เฟยฮุ่ย ทุกคนในเมืองรู้จักนางดี นางเป็นหญิงหน้าตาสะสวย ฉลาด มีน้ำใจ ก่อนหน้านี้ที่กิจการสำนักคุ้มภัยของพ่อนางยังดีอยู่ นางบริจาคสิ่งของช่วยคนยากจนเสมอ… แต่ว่าเดี๋ยวนี้สิ ติดเงินข้าทีละสองอีแปะ พูดแล้วก็…เฮ้อ” เถ้าแก่บ่นไปเพราะอยากได้เงินคืนแต่ก็สงสาร เพราะเห็นกันมาแต่วัยเยาว์
    “อืม..ข้าว่าจะมาว่าจ้างสำนักเฟยหลงสักหน่อย แต่ว่าได้ยินแบบนี้แล้วช่างน่าเสียดาย เหตุว่าชื่อเสียงท่านเฟยหลงดังไปนับเป็นร้อยลี้ น่าเสียดายๆ ยิ่งนัก”
    “ท่านปารถนาให้คุ้มกันสิ่งใดกันฤๅ” เถ้าแก่ฉงน เพราะเห็นว่าบุรุษตรงหน้าหามีสิ่งของมีค่าอันใดติดตัวมา
    “ตัวข้า..อย่างไรเล่า” บุรุษหนุ่มปริศนาลูบคางพรางมองตามหลัง เฟยฮุ่ยอย่างครุ่นคิด
    “ข้าว่า ท่านคงต้องไปหาสำนักคุ้มภัยใหม่แล้วล่ะ ท่าน” เถ้าแก่ส่ายหัว ถอนหายใจ เสียดายลูกค้าแทนสำนักเฟยหลง
    ณ สำนักคุ้มภัยเฟยหลง
    “นี่เจ้าไปติดค่าเนื้อเถ้าแก่เขาอีกแล้วหรือนี่” เสียงของเฟยลี่ มารดาของเฟยฮุ่ย พูดกับบุตรสาวอย่างหนักใจ แต่ก็มิอาจที่จะทำอย่างไรได้
    “สักวันข้าต้องหาเงินมาคืนเถ้าแก่ได้แน่นอนค่ะ ท่านแม่” เสียงเฟยฮุ่ยแจ้งแก่ผู้เป็นมารดา
    “เจ้ามิต้องซื้อเนื้อมาเลี้ยงดูคนในสำนักเฉกเช่นเก่าก่อนแล้ว เจ้ามิรู้ฐานะเราตอนนี้หรือ เป็นสาวเป็นนางเที่ยวติดเงินเขาไปทั่ว …เฮ้อข้าอับอายจนมิกล้าออกนอกบ้าน” เฟยลี่บ่นหนักกว่าทุกครา เพราะสถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ
    “ท่านแม่…ท่านกล่าวดังไปแล้วนะ ท่านพ่อได้ยินเข้าจะไม่สบายใจ” เฟยฮุ่ยทั้งรักทั้งเคารพผู้เป็นบิดาอย่างมาก อีกทั้งพ่อของนางยังเป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิทยายุทธให้นางอีกตั้งแต่อีกนับแต่เมื่อนางอายุได้เจ็ดปี เรียกว่าตอนนี้ในเมืองเหยียนเป่าไม่น่าจะมีมือกระบี่คนไหนรับมือนางได้
    “ถ้าเจ้าห่วงพ่อเจ้าจริงๆ ก็ควรแต่งเข้าสกุลหลี่ ที่เมืองหลวงนะ เขาจะได้มาช่วยเหลือสำนักของเรา” เฟยลี่แจ้งแก่บุตรสาวเป็นครั้งที่ร้อยแล้วเห็นจะได้
    “เรื่องนี้เรื่องเดียว ที่ข้ามิอาจทำได้ หากเป็นเรื่องอื่น ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็ทำเพื่อท่านทั้งสองได้” บุตรสาวจับมือมารดามาแล้วซบหน้าของนางลงไปเหมือนเป็นการขอร้องว่าอย่าบีบบังคับนางเลย นางยังไม่อยากแต่งงาน แม้ว่าอายุจะเลยวัยที่ต้องเข้าพิธีมาหลายปีแล้วก็ตาม
    “เจ้ามิต้องบุกน้ำลุยไฟ เจ้าแค่แต่งงานก็พอ” เฟยลี่แม้จะอยากให้บุตรสาวออกเรือนเข้าสู่สกุลหลี่ ที่เป็นสหายของสามีแต่เก่าก่อน เนื่องจากเป็นสกุลใหญ่ในเมืองหลวง เรื่องฐานะนั้นมิต้องพูดถึงเพราะคนในตะกูลเป็นทั้งคหบดี และขุนนางใหญ่ แต่นางก็มิอาจทำใจที่จะบังคับจิตใจบุตรสาวได้