ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 18 กระบี่ร้อนๆส่งตรงจากเตาหลอม


    เสียงหมู่มวลวิหคดังแว่วออกมาจากทางหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆยามเช้าส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้มากระทบเข้ากับดวงหน้าของเด็กสาว เปลือกตาของนางขยับซ้ายขวาไปมาก่อนที่จะค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมาด้วยความเชื่องช้าข้าลืมตาตื่นขึ้นจากความง่วงงุน แม้ว่าจะนอนหลับไปนานมากแล้ว แต่ทว่าราวกับข้าได้ไปวิ่งรอบขุนเขาหลักเป็นร้อยๆรอบอย่างไรอย่างนั้น เรี่ยวแรงมากมายหายไปโดยไร้สาเหตุ แม้ว่าข้าอยากที่จะนอนต่ออีกสักหน่อย แต่ข้าเองก็ต้องฝืนทนถ่างตาของตนเพื่อแต่งตัวไปศึกษาตำราต่างๆกับผู้เฒ่าคนนั้น แต่เมื่อมือของข้าเลื่อนไปเปิดผ้าห่มออกจากตัวเตรียมจะลุกไปทำกิจธุระส่วนตัวเหมือนเดิมทุกๆวัน ปรากฏว่ากระโปรงที่ข้าสวมใส่มันหายไป สภาพในตอนนี้จึงกลายเป็นภาพที่ไม่ค่อยน่าดูสักเท่าใดนัก...“อา...ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หากข้ามัวแต่รอให้กระโปรงมันวิ่งกลับมาหาข้า วันนี้ทั้งวันคงไม่ได้เรียนกันพอดี” คิดได้ดังนั้นข้าก็รีบวักน้ำใส่หน้าของตนก่อนจะผลัดเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อผ้าที่แอบตระเตรียมมาตั้งแต่เข้าสำนักหยางอิน
    มือเรียวเล็กมวยผมขึ้นสูงก่อนจะจัดการปักปิ่นไม้ห้อยระย้าผีเสื้อตัวน้อยเอาไว้ ท่อนบนเป็นเสื้อสีเทาตัวหนึ่งมัดด้วยเชือกที่ดูอ่อนระโหยโรยแรงมากเสียเต็มที ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงทรงขาก๊วยที่ทำท่าจะหลุดออกจากเอวได้ทุกเมื่อ มองดูแล้วการแต่งกายเช่นนี้ไม่เข้าข่ายความเป็นสตรีเลยแม้แต่น้อย ชุดพวกนี้แท้จริงแล้วข้าเตรียมเอาไว้เพื่อให้เป็นชุดใส่ตอนนอนเพียงเท่านั้น เหตุเพราะมันใส่สบายขัดกับรูปลักษณ์ของเนื้อผ้าที่ดูหยาบผิวอยู่หลายขุม เท้าเล็กๆวิ่งออกไปสวมใส่รองเท้าอย่างสะเปะสะปะก่อนจะวิ่งแจ้นออกจากเรือนพักของตนไป
    สายตานับสิบคู่จ้องมองมาทางข้าโดยไม่ละสายตา มิใช่เป็นเพราะความเสน่หาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะการแต่งกายที่แหวกแนวจากเครื่องแบบของขุนเขาหลักต่างหาก อย่าสน อย่ามอง อย่างน้อยมันก็คงจะดีเสียกว่าการที่สวมใส่เครื่องแบบของขุนเขาโดยไร้ซึ่งกระโปรงปิดบังท่อนล่างของตนนี่นา จริงหรือไม่เล่า?ข้าทำหน้าบู้บี้พลางก่นด่าคนเหล่านั้นในใจไปพลาง“เสี่ยวหลิน?”“หา?”ข้าหันหน้าไปตามที่มาของเสียง ทันใดนั้นก็ได้พบเข้ากับหมิงซินผู้ใจดีประดุจเทพบุตรมาเกิด“เสี่ยวหลิน เจ้าแต่งตัวเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? อย่างน้อยหากเจ้าไม่อายคนอื่นก็หัดอายตนเองเสียบ้างสิ” พูดจบหมิงซินก็ยื่นนิ้วเรียวของเขาออกมาฝากฝังรอยดีดหน้าผากเอาไว้หนึ่งที หัวเล็กๆของข้าสั่นคลอนไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาตั้งตรงดังเดิม ข้ามองค้อนส่งเขาหนึ่งที หมิงซินได้แต่ส่งเสียงหัวเราะแห้งๆให้ข้า ก่อนจะพากันลากเข้าเรือนไม้
    ภายในห้องเรียนของพวกข้าได้มีจ้าวหลิวและเฟิงมี่นั่งรออยู่ก่อนแล้วเหมือนดั่งเช่นทุกๆวัน เฟิงมี่ชายตามองข้าเล็กน้อยก่อนจะส่งหอบผ้าหอบหนึ่งมาให้ข้า ข้ารับมันมาด้วยความงุนงงแต่ก็ยังไม่กล้าเปิดมันออกมาอยู่ดี“ข้านำกระโปรงของเจ้าไปซ่อม รีบๆเปลี่ยนเสียสิ! ชุดที่เจ้าใส่ตอนนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับขอทานเลยสักนิด”“หา?”“จะเปลี่ยนก็รีบเปลี่ยนเถิด สภาพของเจ้ามันดูน่าอนาถจริงๆนะ” จ้าวหลิวกล่าวเสริมเฟิงมี่ขึ้นมาทันทีเจ้าทั้งสองไปสนิทกันตอนไหนมิทราบ? อ๊ากกกก!
    ข้าบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย หมิงซินที่เห็นดังนั้นจึงได้ทักถามข้าออกมาอย่างเสียมิได้“มีอันใดหรือเสี่ยวหลิน? เหตุใดเจ้ายังไม่เปลี่ยนอีกเล่า?”“ก็...” “ก็?”“ข้าเป็นเด็กผู้หญิงนะ จะให้มาเปลี่ยนเสื้อผ้าท่ามกลางสายตาของผู้ชายไม่ได้หรอก”“วางใจเถิดนะเสี่ยวหลิน ข้าไม่มีรสนิยมกินเด็กหรอกนะ” หมิงซินเอ่ยพร้อมยิ้มออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ“แม้ว่าข้ายังเป็นเด็กแต่ก็ยังเป็นสตรี ถึงเจ้าจะไม่ได้มีรสนิยมเช่นนั้นแต่เจ้าก็ควรจะให้เกียรติข้าสักหน่อยจะเป็นอันใดไป?”“สัดส่วนเจ้ามิได้ชวนให้น่าหลงใหลเลยแม้แต่น้อย ดีไม่ดีข้าอาจจะคิดว่าเจ้าเป็นเด็กชายเสียด้วยซ้ำ” จ้าวหลิวเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนจะยกยิ้มมุมปากขึ้นด้วยความสะใจ “เจ้า!” ข้ากระแทกเสียงออกมาด้วยความโมโหก่อนจะรีบวิ่งแจ้นออกจากห้องเรียนไป
    ทั้งสามมองหน้ากันด้วยหมายว่าจะยกความผิดนี้ให้เป็นของผู้ใดดี ท้ายที่สุดเฟิงมี่ก็ต้องไปตามนางกลับมา เหตุเพราะหลี่หลินนั้นกำลังโกรธทั้งคู่อยู่ หากให้บุรุษผู้โง่เขลาทั้งสองไปตามนางกลับมาแทนที่จะกลับมาด้วยความปรองดอง แต่อาจจะกลับมาด้วยความขุ่นเคืองใจเป็นแน่แท้ ถึงตัวข้าจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าของนางสักเท่าไหร่ แต่หากเป็นสตรีคนอื่นๆไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็คงไม่พอใจที่ถูกบุรุษทั้งสองวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ของตนเองหรอก อคติในใจของข้าที่มีต่อนางก็ถูกลบออกไปบ้างเล็กน้อย แต่มันก็ยังคงหลงเหลือภายในใจอยู่ดี

    ทางทิศตะวันตกของขุนเขาเด็กสาวตัวน้อยผู้วิ่งหนีออกมาโดยมิได้ศึกษาเส้นทางมาก่อนหน้านี้หยุดชะงักฝีเท้าลง หัวคิ้วของนางยังคงขมวดเป็นปมไว้อย่างนั้นตั้งแต่วิ่งออกมา พอมองไปรอบๆก็พบกับป่าที่ค่อนข้างรกและก้อนหินก้อนใหญ่มากมายวางกองกันกระจัดกระจายกันไป แต่พอดูดีๆแล้วราวกับว่ามันถูกนำมาวางกั้นกับอะไรสักอย่างเสียมากกว่า...ฉับพลันคำพูดของตาเฒ่าพลันโลดแล่นเข้ามาในหัวของข้า แม้ว่าข้าจะไม่แน่ในนักว่ามันคือสถานที่ต้องห้ามที่ตาเฒ่าเคยพูดถึงหรือไม่ แต่ข้าก็อยากลองสำรวจพื้นที่แห่งนี้ดูบ้างสักหน่อย
    ข้าเดินแหวกพงหญ้าที่ขึ้นสูงออกจากกันให้มันพอเป็นทางให้ข้าได้เดินเข้าไปได้ รอบตัวของข้าเต็มไปด้วยหญ้ารกที่ขึ้นสูงจนเกือบมิดหัวของข้า ต้นไม้สูงบ้างเตี้ยบ้างขึ้นประปรายสลับกันไปมา ข้าเดินมุ่งไปยังก้อนหินกองใหญ่เหล่านั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลังจากที่ใช้ความพยายามในการแหวกพงหญ้าอยู่นานในที่สุด ข้าก็มาถึงด้านหน้าของหินก้อนใหญ่หินที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของข้ามีขนาดที่ใหญ่มาก พวกมันถูกแกะสลักคล้ายๆกับแท่งคริสทัลอยู่สามก้อน ผิวสัมผัสของมันดูเรียบเนียนผิดกับรูปลักษณ์ของมันที่ดูหยาบกร้านโดยสิ้นเชิง หินก้อนตรงกลางมีอักษรโบราณตัวสีแดงแกะสลักเอาไว้ ข้าเองก็อ่านไม่ค่อยออกนักว่ามันคืออะไร แต่ลักษณะของมันคล้ายๆกับป้ายหลุมศพของใครสักคนก็ไม่ปาน? ข้ามองหินสามก้อนตรงหน้าสลับกับหินรอบๆที่ถูกวางเรียงกันเอาไว้ติดๆ ก็พบว่าพวกมันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากมายเหมือนกับหินแกะสลักสามก้อนนี้
    ถ้าหากว่าหินพวกนี้ถูกวางเรียงเอาไว้เพื่อกั้นกับอะไรสักอย่าง ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าด้านหลังของภูเขาหินขนาดย่อมจะมีสิ่งใดซ่อนเอาไว้ สายตาของข้าก็รีบค้นหาร่องรอยสำหรับการปีนข้ามภูเขาหินพวกนั้นไปทันที คิดถูกจริงๆที่วันนี้ข้าใส่กางเกงออกมา เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางข้าก็เริ่มต้นปีนมันทันที แต่ยังปีนไปได้ไม่นานก็ถูกเสียงเสียงหนึ่งเรียกเอาไว้ “เจ้าเป็นลูกลิงหรืออย่างไร? ลงมาเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงตะโกนอันแสบหูที่น่าคุ้นเคยเช่นนี้..“เฟิงมี่!” “ก็ข้านี่แหละ! รีบๆลงมาเดี๋ยวนี้” เฟิงมี่พูดพลางตรงปรี่เข้ามาฉุดกระชากลากถูให้ร่างของข้าลงไปยังพื้นดิน ข้าเองก็รั้งตัวเอาไว้กับก้อนหินจนแทบจะไม่ไหว จนในที่สุดข้าต้องยอมล้มเลิกการต่อต้านแรงดึงของนางด้วยเหตุที่ว่าแรงของนางมากโขดุจช้างสาร ในขณะที่นางดึงร่างของข้าให้ลงไป ด้วยความไม่ระวังเล็บมือเล็กๆของข้าจึงได้ข่วนเข้ากับก้อนหินสลักรูปคริสทัลนั่นจนเป็นรอย นอกจากเล็บมือของข้าจะไม่ฉีกแล้ว แท่นหินเหล่านั้นยังส่องแสงสีแดงที่ดูมืดมนออกมาเป็นระลอกคลื่นก่อนที่จะตามมาด้วยการเกิดรอยร้าวขึ้นมาเล็กน้อย
    ข้าและเฟิงมี่มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะรีบพากันเผ่นออกไปให้ไกลจาก ณ ที่ตรงนั้นทันที แต่ในขณะนั้นภายในใจลึกๆของข้าเองกลับรู้สึกกลัวและหดหู่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นกันเฟิงมี่พาข้าวิ่งออกมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงหน้าเรือนไม้หลังเก่า เมื่อมาถึงก็พบเข้ากับร่างร่างหนึ่งยืนรออยู่ด้านหน้าพร้อมกับแผ่รังสีแห่งโทสะออกมาด้วยเช่นกัน “พวกเจ้าคิดจะหนีเรียนรึ!?” เป็นตาเฒ่านั่นเอง! “ขอโทษเจ้าค่ะท่านอาจารย์” เฟิงมี่กล่าวออกมาด้วยความสำนึกผิด“ข้ามิได้หนีเรียนเสียหน่อย เป็นเพราะพวกเขาทั้งสองต่างหากที่พูดจาไม่รักษาน้ำใจของข้า ข้าโมโหมากก็เลยรีบวิ่งออกไปหวังหาที่ที่สามารถทำให้ข้าใจเย็นลงเพียงเท่านั้น” “หยุดต่อล้อต่อเถียงกับข้าประเดี๋ยวนี้!” อาจารย์ผู้เฒ่าเริ่มโมโหขึ้นมาหลังจากที่เด็กสาวตัวน้อยกำลังเถียงเขากลับ“แต่...” “หุบปากของเจ้าเสีย เด็กน้อยเช่นเจ้ากำลังจะทำให้ตาเฒ่าอย่างข้ามีน้ำโห” “เจ้าค่ะ” ข้าตอบตาเฒ่าพลางทำสีหน้าราวกับไม่ได้รับความยุติธรรมก่อนจะมองจ้าวหลินและหมิงซินด้วยความโกรธเคือง
    ไม่นานนักก็มีรถลากคันหนึ่งกำลังมุ่งตรงมายังทิศทางที่เราทั้งห้ายืนอยู่ เมื่อรถลากได้หยุดลงตรงหน้าของพวกเราแล้ว ศิษย์พี่แห่งขุนเขาหลักก็พากันยกลังไม้หนึ่งลังออกมา มองดูจากสีหน้าของพวกเขาในระหว่างยกกล่องลังไม้นั้น ดูท่าว่ามันจะหนักมิใช่เล่นๆเลย “กระบี่ของผู้อาวุโสได้แล้วขอรับ” ศิษยืพี่คนหนึ่งเอ่ยกล่าวกับตาเฒ่าพร้อมโค้งตัวลงมาเล็กน้อยด้วยความนอบน้อม“อืม อืม! ขอบใจพวกเจ้ามากจริงๆที่นำมันมาส่งให้กับข้า ขอบใจมาก!” ตาเฒ่าพูดพลางตบไหล่ศิษย์พี่ผู้นั้นเบาๆด้วยความเอ็นดู“เช่นนั้นพวกข้าขอตัวนะขอรับ” “เชิญตามสบายเถิด ตาเฒ่าเช่นข้ารบกวนพวกเจ้าแล้ว” ตาเฒ่ายิ้มกว้างเสียจนตาหยี
    พวกข้าจ้องมองลังไม้ด้วยความสงสัย ในใจก็อยากจะเปิดมันออกมาแล้วดูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าภายในบรรจุสิ่งใดเอาไว้ แต่ทว่ามันกลับทำไม่ได้เสียนี่ เพราะรอบๆลังไม้มีรัศมีความร้อนระอุปกคลุมทั่วลัง น่าแปลก หากไม้เจอความร้อนขนาดนี้...ไม้มันก็ควรจะถูกเผาไหม้มิใช่หรือ?“หึๆ นี่มันไม่ใช่รัศมีความร้อนของไฟทั่วไปหรอก แต่มันคือรัศมีจากพลังปราณธาตุไฟระดับสูง ผู้ที่ถือครองธาตุไฟระดับสูงหาได้น้อยมาก นอกจากจะปรุงยาได้แล้วยังสามารถหลอมและสร้างอาวุธขึ้นมาได้อีกด้วย ที่ขุนเขาของเรายังโชคดีที่มีผู้ถือครองธาตุไฟระดับสูงอยู่ผู้หนึ่ง ช่างโชคดีเสียจริง” อาจารย์ผู้เฒ่าพูดพลางค่อยๆเปิดลังไม้ออกมา ภายในนั้นมีกระบี่ทั้งสี่เล่มที่เหมือนๆกันถูกบบรรจุเอาไว้“ต่อจากนี้ไปข้าจะสอนเคล็ดวิชากระบี่พื้นฐานให้แก่พวกเจ้า เมื่อสำเร็จวิชานี้แล้วข้าจึงจะสอนคาถาพื้นฐานที่แม้แต่ผู้ที่ไม่มีปราณธาตุก็สามารถใช้ได้เช่นกัน” ตาเฒ่าคุยโวออกมาพร้อมแย้มยิ้มอยู่เพียงลำพัง