เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ภาค 2 ตอนที่ 4 การปรากฏตัวของร่างอวตารระดับสูงสุด

    ทุกคนที่เฝ้าดูอาการของโรเบิร์ตกับไอวี่ถึงกับตกตะลึงคนที่ยังมีสติอยู่ก็รีบไปตามผู้ที่มีความสามารถด้านทักษะรักษาพยายามช่วยโรเบิร์ตกับไอวี่แต่ว่ามันก็ไม่เป็นผล ต่อจากนั้นก็ลองวิธีอื่นดูบ้างวิธีที่เป็นไปได้ทั้งหมดก็ได้ลองดูแล้วแต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนอง
    พวกเขาหลั่งน้ำตาออกมากันทุกคนแม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานแต่สองสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้ก็กลายเป็นหนึ่งในครอบครัวของพวกเขาด้วยแถมไอวี่ก็ยังตั้งท้องลูกของโรเบิร์ตอยู่ด้วยในตอนนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเกินไปแล้วพวกเขาสองคนยังไม่แม้แต่จะมีความสุขที่จะใช้ชีวิตกันต่อไปแต่ก็ต้องมาจบชีวิตในวัยเพียงไม่กี่ปีพวกเขาทั้งหลายที่อยู่ที่นี่
    บางคนก็อายุหลายหมื่นปีอยู่มานานกว่าโรเบิร์ตกับไอวี่ที่อยู่มายังไม่ถึงสามสิบปีกันเลยด้วยซ้ำ อาการโศกเศร้าของกลุ่มคาราวานทั้งหมดก็ดำเนินไปเนิ่นนานจนสุดท้ายอดัมกับจอร์แดนต้องย้ายโรเบิร์ตกับไอวี่มาไว้ที่สถานที่ที่อยู่ตรงเนินแห่งหนึ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ก่อนที่จะสร้างโลงศพที่มีเอกลักษณ์ขึ้นมาจากนั้นก็ใส่โรเบิร์ตกับไอวี่เข้าไปข้างในด้วยกัน
    พิธีการฝังก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายนั่นก็เป็นเพราะคาราวานกลุ่มนี้ก็ไม่มีใครที่มีความสามารถมากพอที่จะจัดพิธีอันยิ่งใหญ่ให้ได้ก็เลยได้ทำแค่ส่งวิญญาณของพวกเขาทั้งสองให้ไปสู่สรวงสวรรค์ต่อไป
    เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วคาราวานทั้งหมดก็ได้ออกเดินทางกันอีกครั้งแต่ว่าก่อนที่จะไปแน่นอนว่าพวกเขาทั้งหมดได้ร่วมส่งเลือดแล้วใช้ทักษะพิเศษสร้างกำแพงบางอย่างขึ้นมาครอบสุสานเอาไว้และได้สร้างภาพลวงตาเอาไว้อีกหนึ่งชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาในที่แห่งนี้ได้
    “อดัม เจ้าหนูกับแม่หนูนั่นจะมีความสุขกันไหมนะที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเราตลอดเวลาที่ผ่านมา”
    “อย่าได้ถามอะไรแบบนั้นสิจอร์แดนเจ้านี่ก็บ้ามากที่ถามข้ามาแบบนี้ พวกเขาต้องมีความสุขอยู่แล้ว”
    ทีแกนพูดสนับสนุนขึ้นมาอีกคน
    “ใช่แล้ว พวกเขาต้องมีความสุขอย่างแน่นอน”
    ..........
    มุมมอง จัสมิน เฟราซ์ โมโนเวียร์
    ความรู้สึกพวกนี้มันคืออะไรกันแน่ทำไมมันถึงได้รู้สึกปวดตรงหัวใจมากถึงขนาดนี้ ต่อจากนั้นฉันก็กระอักเลือดสีดำออกมาไม่หยุดพร้อมกับดิ้นทุรนทุรายภาพบางสิ่งบางอย่างก็ปรากฏเข้ามาในหัวของฉันมากมายและหนึ่งในภาพพวกนั้นมันคือฉากที่โรเบิร์ตหมดลมหายใจลงไปทำให้ฉันต้องตระโกนร้องลั่นออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับคนบ้า
    ฉันต้องไปหาเขามีแค่ฉันเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้
    แต่ต้องออกไปด้วยวิธีไหน
    ต้องคิดหาวิธี
    ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการ
    ฉันวาดมือกลางอากาศก่อนที่จะปรากฏหอกสีดำที่มีรัศมีพลังที่เข้มข้นมากมายหลายหมื่นเล่มจากนั้นมันก็พุ่งไปยังกรงขังที่ขังฉันเอาไว้
    ตูม!
    แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฉันคาดคิดเอาไว้แม้แต่น้อย กรงขังไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
    ฉันยังไม่หมดวิธีและพยายามหามันต่อไปจนกระทั่งฉันก็ฉุดคิดถึงสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยปลดปล่อยมันออกมานั่นก็คือร่างอวตารของตนเองที่เก็บเป็นความลับกับทุกคนเอาไว้ ฉันคงไม่มีทางเลือกนอกจากใช้มันออกมา
    พลิกผันโชคชะตานำพาความมืดอันเป็นนิรันดร์ลงมายังที่แห่งนี้
    พลังงานสีดำมากมายถูกดูดเข้ามาในร่างกายของฉันมากมายมหาศาลก่อนที่จะก่อร่างกายของอวตารขึ้นมา ร่างอวตารที่ปรากฏออกมามีลักษณะเป็นหญิงสาวที่มีผมยาวสีดำ ดวงตาสีดำ ลักษณะร่างกายไม่ได้ต่างไปจากฉันที่เป็นสีดำไปทั้งร่าง
    “ในที่สุดเจ้าก็เรียกข้าออกมาจนได้สินะ”
    ฉันตกใจกับเสียงพูดปริศนาที่ได้ยินก่อนที่จะหันซ้ายหันขวาก็ไม่พบใครสักคน
    “แม่หนูเจ้ามองไปที่ไหนกันข้าอยู่ตรงนี้ ก็เป็นเจ้าไม่ใช่รึยังไงที่เรียกข้าออกมาแบบนี้”
    ฉันมองไปยังร่างอวตารที่ปรากฏออกมาของตนเองก็ตกตะลึงเล็กน้อยเพราะตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่หรือตามบันทึกต่างๆก็ไม่ได้บ่งบอกถึงร่างอวตารที่สามารถพูดคุยสื่อสารออกมาได้
    “เฮ้อ จะตกใจอะไรหนักหนาพวกข้าที่เป็นร่างอวตารก็มีระดับของตนเองเหมือนกันและข้าก็เป็นระดับสูงสุดของร่างทั้งหมดตอนนี้เจ้ารู้ไว้แค่นี้ไปก่อนก็แล้วกัน”
    มีเรื่องอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ ขนาดว่าร่างอวตารยังแบ่งระดับกันชัดเจนขนาดนี้แสดงว่าที่ฉันเคยพบมาทั้งหมดในชีวิตนั้นเป็นร่างอวตารที่เป็นระดับที่ต่ำกว่าร่างของฉันที่ครอบครองอยู่อย่างนั้นเหรอ
    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีเรื่องให้ข้าช่วยสินะไหนลองว่ามาสิ ข้าสามารถทำได้ทุกอย่างที่เจ้าปรารถนา”
    “ถ้าทำได้ทุกอย่างจริงถ้าอย่างนั้นก็ช่วยทำลายกรงบ้าๆนี่ให้กับข้าทีได้รึเปล่าเพราะมีสิ่งที่ข้าต้องรีบไปทำ”
    “กรงขังอันนี้เหรอ”
    “ใช่แล้ว”
    “เฮ้อ นี่ยังเรียกว่ากรงที่เอาไว้ขังแน่เหรอ ข้าจะพูดอะไรให้เจ้าฟังสักเล็กน้อยเพราะเห็นว่าเจ้าไม่มีความรู้เรื่องพลังของเจ้าเลย ความสามารถของพลังที่เจ้าได้ครอบครองอยู่นั้นมีมากพอที่จะทำลายกรงนี้ให้พังทลายได้การทำเช่นนั้นง่ายดายมากเพียงแค่เจ้าปลดปล่อยพลังแห่งความมืดที่เข้มข้นออกมาตลอดหนึ่งชั่วโมงแค่นี้กรงขังนี่ก็พังทลายไปแล้ว”
    “ยังมีอีกวิธีที่ง่ายยิ่งกว่าสัมผัสไปที่ตำแหน่งของกรงส่วนไหนก็ได้แล้วรวบรวมพลังแห่งความมืดเข้ามาจากนั้นก็ระเบิดมันออกไปซะเพียงเท่านี้เจ้าก็จะสามารถออกไปจากที่นี่ได้แล้ว”
    “มันง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอ!”
    “แน่นอนว่าถ้าทำนอกเหนือจากสิ่งที่ข้าได้บอกเจ้าไปมันก็ย่อมไม่เกิดผลอย่างแน่นอนเพราะกรงขังนี่มีลักษณะที่พิเศษเฉพาะตัวของมันอยู่”
    “ถ้าอย่างนั้นก็รีบทำลายมันเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปช่วยเขาไม่ทันแล้ว”
    ร่างอวตารของฉันก็ปล่อยคลื่นพลังที่สุดแสนจะเบาบางออกไปก่อนที่กรงขังขนาดใหญ่จะสั่นไหวจากนั้นก็สลายหายไปอย่างช้าๆ ร่างอวตารอุ้มฉันขึ้นไปนั่งบนฝ่ามือขนาดใหญ่
    “การที่เจ้าจะหาทางไปยังจุดหมายที่ต้องการนั้น นั่นมันไกลมากและไม่มีทางที่เจ้าจะไปถึงได้ในหลายร้อยปีนี้แน่เพราะฉะนั้นข้าจะพาเจ้าข้ามผ่านมิติไปเองแบบนั้นน่าจะเร็วกว่าแต่ว่าปัญหามันอยู่ที่ว่าข้าจะสูญเสียพลังไปจำนวนมากและต้องได้รับการฟื้นฟูนั่นก็คือการหลับใหลแต่มันก็มีวิธีที่จะทำให้พลังของข้าใช้งานได้เสถียรและใช้ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ”
    “วิธีนั้นก็คือการให้เจ้าเพิ่มระดับความสามารถไปอยู่ในขอบเขตจอมเวทย์ขั้นกลางเสียก่อนเจ้าถึงจะสามารถใช้งานข้าตอนไหนก็ได้และเท่าไหร่ก็ได้ตราบใดที่พลังเวทย์ของเจ้าไม่หมดไปก่อน”
    แต่ละอย่างที่ร่างอวตารของฉันพูดมามันทำให้ฉันได้แต่ตกตะลึงเพราะความสามารถแบบนั้นมันเรียกได้ว่าแหกกฎแบบสุดๆไปเลย ถ้ายิ่งพูดถึงพลังเวทย์ตอนนี้ของฉันมันราวกับใช้ได้ไม่มีวันหมดสิ้นและก็ไม่เคยแสดงผลออกมาว่าพลังเวทย์จะถึงขีดจำกัดเมื่อไหร่ด้วย
    ร่างอวตารของฉันใช้พลังงานสีดำมากมายห่อหุ้มตัวฉันเอาไว้นับร้อยชั้นก่อนจะเปิดมิติขึ้นมาแล้วเข้าไปภายในมิติจากนั้นการข้ามผ่านมิติของฉันก็ได้เริ่มต้นขึ้น
    ..........
    หลังจากการไปของกลุ่มคาราวานคนที่มองดูจากระยะไกลมาโดยตลอดก็เริ่มเคลื่อนไหวพวกมันก็คือกลุ่มเดียวกันกับพวกที่ไล่ล่าโรเบิร์ตกับไอวี่และเป้าหมายของพวกมันก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ในครั้งนี้ก็เป็นงานง่ายแล้วเพราะเป้าหมายที่ตามตัวไม่ได้และตามตัวได้ยากตอนนี้หยุดการเคลื่อนไหวไปแล้ว
    ชายคนหนึ่งเร่งฝีเท้ามายังกำแพงบางอย่างที่คาราวานร่วมสร้างเอาไว้ก่อนที่จะวางมือลงไปตรวจสอบว่ามันคือกำแพงอะไรที่คาราวานพวกนั้นได้สร้างขึ้นมาเขาใช้เวลาไปประมาณสิบนาทีเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาเพราะกำแพงที่พวกมันสร้าง แค่ใช้เวลาไม่นานก็สามารถฝ่าเข้าไปนำร่างของเป้าหมายออกมาได้แล้ว
    “กำแพงที่นี่มันคือกำแพงที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนักพวกแกติดต่อกลับไปยังฐานใหญ่เร็วเข้าเรียกคนที่มีฝีมือมาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้พวกเราต้องทำลายกำแพงบ้าๆนี่แล้วเอาร่างของพวกมันอออกมา ต้องการด่วนที่สุดพวกเราจะรอช้าไม่ได้”
    “รับทราบครับ”
    คนในกลุ่มของเขาก็ตอบรับกลับมาก่อนที่จะใช้วิธีติดต่อสื่อสารพิเศษไปยังฐานใหญ่ของตนเอง
    ชายคนนั้นก็ได้ใช้พลังของตนเองตรวจสอบโครงสร้างภายในต่อจากนั้นก็พบเข้ากับร่องรอยแปลกประหลาดอย่างหนึ่งของคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี คนคนนั้นก็คือหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เซียนน่า คอนแวนเดอร์ เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่มีวันพลาดในการทำภารกิจครั้งไหนๆและเป็นคนที่ไม่มีใครรู้ถึงระดับความสามารถและความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเธอ
    แต่ว่าทำไมเขาถึงสัมผัสกลิ่นอายของเธอได้แถวนี้หรือว่าเธอจะโดนจับตัวมานี่มันเรื่องบ้าอะไรกันจะมีใครที่อยู่โลกชนชั้นที่สี่สามารถสยบเธอได้ด้วยเหรอไม่สิต้องบอกว่าขนาดโลกชนชั้นที่สองยังคิดหลายรอบเลยถ้าจะลงมือกับเธอแล้วจะมีใครที่จะจับตัวเธอได้
    สงสัยเขาคงคิดมากไปเองบางทีคงเป็นเพราะภารกิจคราวก่อนที่เธอลงมือด้วยตนเองมาจับเป้าหมายและก็ถูกขัดขวางโดยใครบางคนที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าตัวเธอไม่ก็แข็งแกร่งกว่าหลายเท่าทำให้ต้องล่าถอยกลับไปก็ได้นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถคิดได้แล้วในตอนนี้ การรวบรวมผู้คนมากมายสำหรับการโจมตีกำแพงที่กลุ่มคาราวานร่วมสร้างขึ้นก็ใช้เวลากว่าหนึ่งวันเต็มๆ เมื่อผู้คนมากมายมาถึงชายคนนั้นไม่รอช้าเขาเริ่มอธิบายแผนการทั้งหมดในทันทีเพื่อทำให้ภารกิจสำเร็จในเวลาที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การโจมตีกำแพงที่กลุ่มคาราวานร่วมสร้างขึ้นก็เริ่มต้นขึ้น
    หลังจากการอธิบายเสร็จสิ้นทุกคนระเบิดสภาวะพลังออกมาเต็มที่ร่างอวตารมากมายก็ใช้การโจมตีเฉพาะตัวพุ่งเข้าโจมตีกำแพงที่กลุ่มคาราวานร่วมสร้างขึ้นตามขั้นตอนที่ชายคนนั้นได้วางเอาไว้ . . .

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน