ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 แป้งย่างใส่ไข่เข้าสู่จวนอ๋อง

           ที่แท้แขกท่านนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นโจวโม่เสวียน บุตรชายคนเล็กของเยี่ยนหวัง อ๋องผู้ปกครองเมืองเยี่ยน

           ปีนี้โจวโม่เสวียนอายุสิบสองแล้วเป็นบุตรชายที่เกิดจากเยี่ยนหวังเฟย พระชายาเอกของเยี่ยนอ๋อง พี่น้องแท้ๆกับเยี่ยนหวังซื่อจื่อ[1] เมื่อเกิดมาก็ถูกราชวงศ์แต่งตั้งให้เป็นท่านชายขั้นสอง

           หลายวันก่อนหน้านี้เขาและเยี่ยนหวังเฟยไปที่จวนเยี่ยนหวังด้วยกัน ซึ่งเป็นเคหาสน์ที่สร้างอยู่บนเขาเฟิ่งหวงเพื่อไปเยี่ยมเยียนฉินไท่เฟย เสด็จแม่ของเยี่ยนหวังที่มาหลบร้อนอยู่ที่นั่น

           เมื่อมีจดหมายมาจากจวนเยี่ยนหวังว่าหลานชายของฉินไท่เฟยใกล้จะถึงเมืองเยี่ยนแล้ว ฉินไท่เฟยร้อนใจอยากพบญาติจึงเปลี่ยนใจและเสด็จจากเขาเฟิ่งหวงมาที่เมืองเยี่ยนแทน

           จากเขาเฟิ่งหวงไปเมืองเยี่ยนจะต้องผ่านตำบลจินจี

           ฉินไท่เฟยเยี่ยนหวังเฟย และพระโอรส มาถึงตำบลจินจีตอนกลางคืน จึงพักอยู่ที่ศาลาพักม้า เพื่อเตรียมออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

           ผู้ใดจะรู้ฉินไท่เฟยตื่นเต้นตลอดคืนจนนอนไม่หลับ มาหลับอีกทีเกือบเช้าเมื่อตื่นขึ้นมาก็ใกล้เที่ยงแล้ว

           ฝนตกหนัก แม้คนไม่อยากอยู่ แต่สภาพอากาศกลับรั้งไว้ตำบลจินจีอยู่ห่างจากเมืองเยี่ยนไม่ถึงหกสิบลี้ แต่ขบวนเสด็จกลับเดินทางต่อไปไม่ได้ฉินไท่เฟยคิดว่าที่พักที่ศาลาพักม้าจัดเตรียมไว้ให้สะอาดสะอ้านของกินก็นับว่าถูกปาก จึงพักต่ออีกหนึ่งคืน

           แต่อาหารที่ศาลาพักม้ากลับไม่ถูกปากโจวโม่เสวียนท่านชายท่านนี้ถูกชุบเลี้ยงมาเป็นอย่างดีที่จวนอ๋อง จึงค่อนข้างพิถีพิถันกับอาหารการกินมีนิสัยเลือกกินอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็รู้สึกขัดตาไปเสียหมด

           ใต้เท้าห่าวได้ยินพ่อบ้านจวนอ๋องกล่าวว่าโจวโม่เสวียนชอบกินของแปลกใหม่ จึงส่งใต้เท้าหลิวผู้ช่วยไปซื้อแป้งย่างใส่ไข่

           เดิมทีโจวโม่เสวียนไม่เชื่อว่าในตำบลเล็กๆอย่างตำบลจินจี จะมีอาหารดีๆ มีหนึ่งไม่มีสองเมื่อได้กินแป้งย่างใส่ไข่จึงค่อยเชื่อ

           ไม่เพียงแป้งย่างใส่ไข่แม้แต่แป้งย่างต้นหอมก็ยังมีรสชาติดี

           โจวโม่เสวียนจึงชักชวนให้เยี่ยนหวังเฟยและฉินไท่เฟยลองชิมแป้งย่างผู้อาวุโสทั้งสองไม่ว่าอาหารอะไรก็เคยกินมาหมดแล้ว เมื่อกินแป้งย่างทั้งสองชนิดเข้าไปก็กล่าวชมเชยกันใหญ่

           ด้วยเหตุนี้โจวโม่เสวียนจึงให้ใต้เท้าห่าวไปซื้อแป้งย่างมาอีกแปดร้อยแผ่นเช้าวันต่อมาจึงให้คนรีบควบม้านำมาส่งที่จวนเยี่ยนหวัง ให้เยี่ยนหวัง ซื่อจื่อ และคนในจวนกินเป็นอาหารเช้า

           ส่วนค่าแป้งย่างนับว่าอยู่ในค่าพักผ่อนสองคืนพ่อบ้านจวนเยี่ยนหวังให้ตั๋วเงินกับใต้เท้าห่าวไปทั้งหมดสองร้อยตำลึง

           ใต้เท้าห่าวรับมาเพียงหนึ่งร้อยตำลึงตอนไปส่งโจวโม่เสวียนออกเดินทาง ยังทำใจกล้าขอร้องด้วยใบหน้าที่เคารพนบนอบว่า “กระหม่อมดูแลศาลาพักม้าที่ตำบลจินจีมาสิบเอ็ดปีแล้วขอท่านชายโปรดทูลเรื่องดีๆ ของกระหม่อมต่อท่านอ๋องสักหลายประโยคด้วยเถิด”

           โจวโม่เสวียนสวมชุดผ้าไหมสีม่วงมีใบหน้าหล่อเหลาดังเทพบุตร ผิวขาวละเอียด รูปหน้าเรียวยาว คิ้วเข้มดุจกระบี่ ดวงตาดอกท้อตาและคิ้วเฉียงขึ้น จมูกโด่ง ริมฝีปากแดง นับว่ามีใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอกเพียงแต่บุคลิกดูดุดันและเจ้าเล่ห์คล้ายจิ้งจอกหนุ่มเขาปรายตามองไปยังใต้เท้าห่าวที่มีผมสีดอกเลาเต็มหัวอายุมากกว่าเสด็จย่าของตนเสียอีก แล้วกล่าวเพียงคำเดียวว่า “ได้”

           ทั้งสามยังไปไม่ถึงเมืองเยี่ยนแต่แป้งย่างแปดร้อยแผ่นก็ถูกส่งไปที่จวนเยี่ยนหวังแล้ว ได้นำถวายแก่เยี่ยนหวังและเสนาธิการทัพคนสนิทแต่ละคนต่างพากันกินแป้งย่างที่โจวโม่เสวียนส่งมาให้

           “ในแป้งมีไข่ไก่ในไข่ไก่ก็มีแป้ง นี่คือแป้งย่างใส่ไข่!”

           “เมืองเยี่ยนมีโรงเตี๊ยมมากเพียงนั้นบนถนนหนทางมีร้านแป้งย่างก็หลายร้าน แต่กลับไม่มีร้านใดทำแป้งย่างใส่ไข่ได้เลย”

           “แป้งย่างนี้นำไปย่างจนเป็นสีเหลืองทองทั้งสองด้านกลิ่นของไข่ไก่ก็หอมละมุน รสชาติก็อร่อย”

           “ท่านชายอยู่ด้านนอกยังคิดถึงพวกเรา”

           แต่ละคนนึกถึงความดีของโจวโม่เสวียนและได้รู้จักแป้งย่างใส่ไข่แล้ว แป้งย่างใส่ไข่จึงมีชื่อเสียงในจวนเยี่ยนหวังนับจากนั้นมา

           ในจวนอ๋องมีพ่อครัวสิบคนในหมู่พ่อครัวมีอยู่สองคนที่เป็นพ่อครัวเลื่องชื่อด้านอาหารเหนือ

           คนในจวนถามพ่อครัวสองคนนี้ว่า “พวกท่านทำแป้งย่างใส่ไข่ได้หรือไม่”

           “พวกท่านกรอกไข่ไก่เข้าไปในแป้งย่างได้หรือไม่”

           ครอบครัวทั้งสองเป็นคนฉลาดตอบไปว่า “หากพวกเราทำได้ แป้งย่างเช่นนี้ก็คงไม่เข้าตาท่านชายหรอก”

           “ท่านชายซื้อแป้งย่างใส่ไข่มีหนึ่งไม่มีสองมาจากทางเหนือให้ทุกคนหากพวกเราทำเป็น แป้งย่างนี้คงไม่เรียกว่ามีหนึ่งไม่มีสองหรอก”

           แต่พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะรีบศึกษาวิธีทำแป้งย่างใส่ไข่ออกมาให้ได้

           แม้โจวโม่เสวียนอายุยังน้อยและมีบุคลิกนิสัยดุดันแต่กลับไม่เคยผิดคำพูด เรื่องที่ตอบรับใต้ท้าวห่าวไปแล้วก็ทำจริงๆ

           แต่เขาไม่ได้พูดต่อหน้าเยี่ยนหวังผู้เป็นเสด็จพ่อโดยตรงกลับไปพูดเรื่องนี้กับโจวจิ่งวั่งผู้เป็นเยี่ยนหวังซื่อจื่อ คือพี่ชายคนโตของตน

           โจวจิ่งวั่งพูดตรงๆว่า “ห่าวทงที่เจ้าว่าหากให้ติดตามสนมของเสด็จพ่อคงไม่เป็นไร คุณธรรมก็นับว่าใช้ได้ข้าจะจัดแจงให้เขาเอง”

           นอกจากฉินไท่เฟยแล้วส่วนของเรือนหลัง เยี่ยนหวังโจวปิงยังมีสตรีอื่นอยู่ด้วยตอนนี้สนมที่คลอดบุตรธิดาให้เยี่ยนหวังก็มีเช่อเฟย (ชายารอง) สองคนและอนุภรรยาอีกสองคน

           ฉินหวังเฟยให้กำเนิดบุตรชายสองคนและบุตรีสองคนล้วนถูกราชสำนักแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อ ท่านชายและท่านหญิง

           ส่วนบุตรธิดาที่เกิดจากเช่อเฟยและอนุภรรยาทั้งสี่ไม่มีแม้กระทั่งตำแหน่งทางราชการในใจของพวกนางรู้สึกไม่ยุติธรรมยิ่งนัก มักพูดจาเป่าหูโจวปิงที่ข้างหมอนให้เขาช่วยผลักดันญาติพี่น้องไปรับราชการที่เมืองทางเหนือแต่ละแห่ง

           โจวปิงจัดตำแหน่งให้ญาติสิบกว่าคนของเช่อเฟยและอนุภรรยาแล้วบางคนเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในเมืองระดับหนึ่ง แต่พวกนางก็ยังไม่รู้จักพอ

           หลายวันมานี้เช่อเฟยและอนุภรรยาทั้งสี่ถือโอกาสที่ฉินหวังเฟยไม่อยู่ วิ่งเต้นเรื่องตำแหน่งราชการให้ญาติพี่น้องของตนเอง

           ตำแหน่งทางราชการก็เหมือนหัวไชเท้าที่ปลูกได้หลุมละต้นขุนนางผู้มีความสามารถไม่ได้รับตำแหน่ง ส่วนขุนนางไร้ความสามารถกลับได้รับตำแหน่งทำให้  โจวจิ่งวั่งผู้ที่จะเป็นเยี่ยนหวังในอนาคตรู้สึกไม่สบายใจในเรื่องนี้มาก

           โจวโม่เสวียนพูดขึ้นด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง “ท่านพี่ ท่านวางใจเถิด ข้าส่งคนไปตรวจสอบมาแล้ว ห่าวทงผู้นี้ใช้การได้”

           ผ่านไปหลายวันโจวจิ่งวั่งจึงหาโอกาสพูดเรื่องห่าวทงกับโจวปิงเสนอให้เขาที่มีตำแหน่งขุดนางขั้นเจ็ดบนเข้ารับตำแหน่งนายอำเภอของอำเภอฉางผิง

           โจวปิงถามว่า “ห่าวทงเป็นเพียงซิ่วไฉ กระทั่งจวี่เหริน[2]ก็ยังเป็นไม่ได้เหตุใดบุตรชายข้าจึงผลักดันเขาเล่า”

           อำเภอฉางผิงเป็นอำเภอเล็กๆ แต่อยู่ใกล้เมืองเยี่ยน ตำแหน่งจึงสำคัญ

           นายอำเภอของที่นี่อายุเจ็ดสิบสองแล้วเคยเขียนหนังสือมาถวายแก่เยี่ยนหวัง กล่าวว่าต้องการลาออกจากราชการไปใช้ชีวิตยามแก่เฒ่าที่บ้านเกิดญาติๆ ของเช่อเฟยทั้งสองของโจวปิงล้วนจับจ้องตำแหน่งนายอำเภอฉางผิงตาเป็นมัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโจวปิงยังไม่ได้พูดเรื่องนี้และคิดว่าจะยกตำแหน่งให้กับคนที่น่าเชื่อถือจะเป็นการดีเสียกว่า

           โจวจิ่งวั่งที่เตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว จึงตอบไปอย่างสบายๆ ว่า “ห่าวทง อายุห้าสิบสามแล้ว เป็นผู้ดูแลประจำศาลาพักม้าที่ตำบลจินจีมาหลายปีไม่เคยทำความผิดอะไร เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ศาลาพักม้าต่างชื่นชมว่า เขาจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการจัดการน้ำท่วมเมื่อปีก่อน ประชาชนต่างแย่งกันจะเข้าไปที่ศาลาพักม้าคนผู้นี้ก็คิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้ประชาชนถอยไปจนได้ นับว่ามีความสามารถอยู่มากลูกจึงคิดว่าเขามีความสามารถพอที่จะเป็นนายอำเภอฉางผิง”

           “อ้อ...ข้าคิดออกแล้ว หลายวันก่อนท่านย่าของเจ้าพักอยู่ที่ศาลาพักม้าในตำบลจินจีสองคืน” โจวปิงยิ้มเล็กน้อย “ต้องเป็นเพราะห่าวทงปรนนิบัติได้ดีกระมังท่านย่าของเจ้าเป็นคนใจดีที่สุด เห็นว่าห่าวทงอายุห้าสิบแล้ว แต่ชะตากลับบันดาลให้เป็นเพียงขุนนางตัวเล็กๆจึงให้เจ้ามาพูดคุยเรื่องเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นเจ็ดให้เขา”

           โจวจิ่งวั่งทำเพียงยิ้มน้อยๆไม่ได้อธิบายอะไร

           “เช่นนั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน” โจวปิงพูดเรื่องงานราชการกับโจวจิ่งวั่งอีกหลายเรื่องสุดท้ายหัวข้อก็วกกลับมา พูดไปย้ำไปว่า “หลายวันนี้ท่านย่าเจ้าทุกข์ใจเรื่องตระกูลเจียงมากนางรักเจ้ามาก เจ้าไปดูนางหน่อยเถิด”

           ฉินไท่เฟยคลอดบุตรชายให้เยี่ยนหวังเฒ่าที่จากโลกนี้ไปแล้วเพียงคนเดียวก็คือโจวปิง

           ตอนที่เยี่ยนหวังเฒ่ายังมีชีวิตอยู่เรือนส่วนหลังสมบูรณ์พร้อมด้วยสาวงาม จึงเกิดเรื่องมากมายที่อนุภรรยากลั่นแกล้งภรรยาเอกกว่าฉินไท่เฟยจะคลอด      โจวปิงออกมาได้ ทั้งยังเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ได้รับแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อและสืบทอดตำแหน่งอ๋องมาได้เรียกได้ว่าต้องทนทุกข์ทรมานมามากมายทีเดียว

           คนอื่นไม่รู้ แต่โจวปิงที่เป็นบุตรชายของฉินไท่เฟยจะไม่รู้เชียวหรือตั้งแต่เล็กจนโตโจวปิงจึงกตัญญูต่อฉินไท่เฟยมาก

           .......................................

           คำอธิบายเพิ่มเติม

           [1] ซื่อจื่อ คือ ผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋อง

           [2] จวี่เหริน คือ ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกขุนนางในระดับมณฑล