ตอนที่ 17
ประตูแห่งโชควาสนา ที่กำลังจะเปิด
ห้าวันผ่านพ้นไป หานเฟิงก้าวเท้าเดินออกจากตำหนักบำเพ็ญ ด้วยรอยยิ้มยินดี มัน ได้ใช้เวลาทั้งห้าวันนี้ ดูดซับเม็ดยา และผลลัพธ์ กลับเป็ที่น่าพึงพอใจสำหรับมันยิ่ง
เม็ดยาบันไดเมฆ ใช้เวลาในการดูดซับสี่วัน ผลที่ได้เกินคาด มันยกระดับพลังรวดเดียว ถึงขอบเขตปราณิญญาขั้นที่ห้า ส่วนเม็ดยาปราณแดงทั้งสี่ ใช้เพียงหนึ่งวัน ก็ดูดซับจนเสร็จสิ้น ผลที่ได้ไม่มาก เพียงยกระดับขึ้นมาได้อีกแค่หนึ่งขั้นย่อย
ตอนนี้ มันจึงเป็ผู้ฝึกตน ขอบเขตปราณิญญาขั้นที่หก นับว่าเป็การยกระดับที่รวดเร็วดุจก้าวะโ ที่ไม่ว่าใครพบเห็น เป็ต้องแตกตื่นใ หากทั้งหมดนี้ ต้องขอบคุณการแสดงออกในตอนต้นของมัน
หานเฟิงแหงนหน้ามองดวงตะวันท่ามกลางศีรษะ
“ ข้า ยกระดับพลังรวดเร็วเกินไป สมดุลพลังในร่างข้า ยังคงปั่นป่วน ยังต้องปรับสมดุลพลังเป็การด่วน แน่นอนว่า การต่อสู้ออกแรง จึงเป็หนทางที่ข้าพึงกระทำ”
บนลานประลองทรงกลมเล็กๆ ยืนไว้ด้วยหานเฟิงทางด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่ง ยืนไว้ด้วยบุรุษร่างสูงใหญ่ ใบหน้าของมันสัตย์ซื่อถือมั่น
เป็หวังมู่...
หวังมู่ ที่บนบ่าพาดคลอนไว้ด้วยกระบี่หนักเล่มหนึ่ง “ เ้ารุดหน้าไปได้รวดเร็วเช่นนี้ กลับทำให้ข้าใยิ่ง”
“ เป็เพราะโอสถระดับสูง... วันนี้จึงต้องรบกวนศิษย์พี่มู่ ช่วยเป็คู่ประลองปรับสมดุลพลัง”
“ การปรับสมดุลพลัง เ้ายังคงต้องโหมออกแรงให้หนัก ข้ายังคงลดระดับลงมาเพียงแค่่หนึ่ง เ้าจักได้โหมบุกได้โดยไม่ต้องยั้งมือ”
หานเฟิงยิ้ม ยกมือขึ้นป้องคารวะ “ ลำบากศิษย์พี่มู่แล้ว”
“ เริ่มกันเลยเถอะ”
หานเฟิงพยักหน้ารับ กระชับมีดสั้นทั้งสองเล่มในมือมั่น ก่อนเป็ฝ่ายเปิดเกมรุกด้วย ย่างหยั่งเปลวตะวัน ท่าร่าง ที่จำต้องใช้พลังในขอบเขตปราณิญญาเพื่อใช้ออก เพราะทุกคราที่ก้าว จะทิ้งรอยเท้าที่ลุกโชนด้วยหย่อมเปลวไฟ ไว้ตามรายทาง หย่อมเปลวไฟร้อนแรง พลั้งเพลอเหยียบโดน ย่อมมีาเ็เสียหาย ท่าร่างนี้ จึงมิใช่ท่วงท่าที่เน้นการเคลื่นไหวให้รวดเร็ว หากเป็ ท่าร่างที่เน้นการจำกัดการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้
หวังมู่ เห็นหย่อมเปลวไฟ ที่ลุกติดมาตามรายทาง ก็มิได้แตกตื่นใ เพราะมันจำได้ ถึงการสนทนาของหานเฟิงกับอู๋เจี๋ย ผิดกลับผู้สังเกตการณ์โดยรอบ ที่บัดนี้ ต่างก็พากันแปลกใจ ทั้งยังกล่าวกันไปต่างๆนานา
“ เ้าเด็กนั้น ถึงกลับใช้เคล็ดอัคคีได้!!!”
“ บ่มเพาะปราณอัคคี?... หากมิใช่สายการผลิต ก็พิลึกคนแล้ว”
“ เฮอะ… ปราณอัคคี เช่นนี้ยังจะมีเคล็ดวิชาใดให้ฝึกปรือมากนัก”
“ ไม่มีใครบอกมันบ้างหรือ ว่าในวังยุทธ์เรามีเพียงเคล็ดธาตุวายุกับวารี...”
“ อย่ากล่าวไป เ้าเด็กนั่นเรียกหลี่หานเฟิง เป็ศิษย์ที่โดดเด่นในรุ่น ตอนสอบ ยังสามารถล้มศิษย์รุ่นพยัคฆ์ผู้หนึ่งลง”
“ กลับมีเื่ราวเช่นนั้น?”
“ เื่เสื่อมเสีย ไหนเลยจะเอามาพูดกัน ข้าเองก็เพียงแค่ได้ยินมา ไม่รู้จริงเท็จเป็เช่นไร”
คำกล่าวโดยรอบก็ประมาณนี้ แต่บนสนามประลอง เกิดการปะทะระลอกแรกขึ้นมาแล้ว
หานเฟิงที่พุ่งเข้าใส่หวังมู่ ด้วยย่างหยั่งเปลวตะวัน กระชับมีดในมือมั่น ก่อนสะบัดวาดออกไปสองครา ลมปราณแผ่พุ่ง แปรเปลี่ยนเป็คลื่นความร้อนรูปจันทร์เสี้ยวสองวง
เป็เคล็ด วงเสี้ยวอัคคี ที่ร้อนแรง หากเพราะถูกใช้ด้วยมีดสั้น รัศมีพลังจึงมิได้กว้าง แต่ยังคงรวดเร็วตามสภาวะของอาวุธที่ใช้งาน
หวังมู่กระชับกระบี่หนักในมือ ก่อนโบกวาดคราหนึ่ง ลมปราณทะลักทะลาย แปรเปลี่ยนเป็กระแสวารีเย็นเหยียบ สร้างเป็ม่านน้ำบางเบาผืนหนึ่ง ขวางกั้นวงเสี้ยวอัคคีที่พุ่งมา ด้วยการสะกดข่มตามกฏเกณฑ์ของสรรพธาตุ อัคคีพ่ายต่อวารี วงเสี้ยวอัคคีที่หานเฟิงใช้ออก จึงไม่อาจฝ่าปราการม่านน้ำที่แม้จะแลดูบางเบาผ่านเข้าไป
วงเสี้ยวอัคคีมอดดับ หากย่างก้าวของหานเฟิงไม่หยุดพัก ครั้นเมื่อม่านน้ำสูญสลายก็ปรากฏเงาร่างของมันในระยะจู่โจม มีดสั้นสองเล่มแดงฉานร้อนระอุ อย่างรวดเร็ว หานเฟิงหมุนตัวหนึ่งรอบ คมมีดกรีดวาดหมุนวน ปราณอัคคีทะลักทะลาย สร้างเป็วงแหวนอัคคีร้อนแรงวงหนึ่ง
วงแหวนพินาศ ถูกใช้ออก
หวังมู่ที่เมื่อครู่พึ่งร่ายใช้ม่านน้ำป้องกันยังมิทันได้ตั้งหลัก กระบี่หนักเทอะทะ ไม่อาจปรับท่วงท่าได้ดั่งใจเช่นมีดสั้น ทว่า วงแหวนพินาศมาแล้ว หวังมู่คิดยกกระบี่ปัดป้องต้องนี้ก็คล้ายว่าจะไม่ทัน การตัดสินใจจึงเหลือเพียงเลี่ยงหลบ
หวังมู่สืบเท้าถอยหลัง สภาวะอันเคลื่อนคล้อยลากพาร่างอันใหญ่โตจากไป เมื่อเท้าก้าวเมฆาจำต้องถูกร่ายใช้ แม้จะถือไว้ด้วยกระบี่หนัก หากคล้ายจะไม่เป็ปัญหาต่อเท้าก้าวเมฆาอันคล่องแคล่วว่องไว เพียงย่างเท้าออก สภาวะของท่าร่างก็นำพาร่างสูงใหญ่หลบรอดจาากวงแหวนพินาศไปอย่างสิ้นเชิง
วงแหวนพินาศจู่โจมพลาด ย่อมมิผิดคาดจากที่หานเฟิงคิด ทั้งมันเองก็หาได้จู่โจมเพื่อพิชิตชัย จะอย่างไร การประลองครานี้ล้วนเพื่อปรับสมดุลลมปราณของตัวมัน
หานเฟิงสืบเท้าก้าวตามติด ทิ้งย่อมอัคคีติดตามไว้ด้านหลัง หากยังมิทันถึงแนวปะทะ กลับพบมวลอากาศเบื้องหน้าบิดผัน คลื่นพลังไร้ลักษณ์เคลื่อนมา จำต้องยกคมมีดขึ้นขวางกั้นกีดกัน
หานเฟิงสะท้านวูบ สภาวะรุกเป็หยุดชะงัก เมื่อครู่ที่ต้านทานกลับเป็ปราณไร้สภาพกระบวนหนึ่ง ปราณวายุ ไร้สีไร้ลักษณ์ ยากสืบพบร่องรอย หากสุดท้าย ยังคงถูกหานเฟิงที่ชำชองในการต่อสู้ต้านทานเอาไว้ได้อย่างหมดจด
“ โอ้!!!... นับว่าไม่ธรรมดา” ที่กล่าวเป็หวังมู่ เมื่อครู่ที่มันตั้งหลักได้ก็สวนกลับไปด้วยการวาดหวดหนึ่งกระบี่ ปลดปล่อยปราณวายุที่ไร้สภาพ มุ่งจู่โจมเข้าใส่หานเฟิงอย่างเงียบงัน เป็การกดดัน ให้มันลองเป็ฝ่ายตั้งรับกระบวนจู่โจม
หวังมู่กล่าวจบก็มิได้ยืนนิ่ง มันสาวเท้ามุ่งตรงเข้าใส่หานเฟิง สภาวะเคลื่อนคล้อยของเท้าก้าวเมฆา ทำให้ยากคาดหยั่งรูปแบบจู่โจม หานเฟิงที่เดิมเป็ฝ่ายบุก กลับถูกบังคับให้ตั้งรับ จึงสวนกลับด้วยการสะบัดมือวูบสองครา คมมีดร้อนระอุกรีดวาดกลางอากาศเป็วงเสี้ยวอัคคีอีกครั้ง
วงเสี้ยวอัคคีพุ่งเข้าใส่หวังมู่อย่างรวดเร็ว แต่เท้าก้าวเมฆาคล่องแคล่วว่องไว เพียงเอี้ยวตัวหลบ ก็เลยผ่าน ไม่แม้แต่จะทำให้หวังมู่ชะงักงัน
ระยะทางยิ่งมายิ่งกระชั้นใกล้ กระบี่หนักไม่เป็อุปสรรค์ต่อการเคลื่อนไหว หานเฟิงตั้งหลักมั่น บิดตัวกางแขนหมุนวน วงแหวนพินาศถูกใช้อีกคำรบ หากเพื่อป้องกัน ทว่า หวังมู่ไม่คิดหลบเลี่ยง เคลื่อนที่มาพร้อมความเร็วที่หนุนเสริมจากเท้าก้าวเมฆา กระบี่หนักในมือตั้งหมั้น หวดวาดอย่างทื่อด้านด้วยพละกำลัง
เสียง “ ปังงง…” ดังขึ้นคราหนึ่ง วงแหวนพินาศถูกกระบี่หนักฟาดฟันทำลาย หานเฟิงสั่นสะท้านถอยร่น
หวังมู่รุกเร้ากดดัน ไม่คิดเปิดโอกาสให้หานเฟิงได้ตั้งหลัก สืบเท้าขึ้นหน้า บิดตัววาดกระบี่ ปราณวารีถาโถม เป็คลื่นน้ำสีฟ้าครามทะลักทะลาย
หานเฟิงเร้งเร้าลมปราณเข้าต้าน หากยังถูกมวลน้ำกดดันจนถอยร่นไม่เป็กระบวน แม้คลื่นน้ำไม่แฝงพลังทำลาย หากตีรวนจังหวะตั้งรับจู่โจมจนปั่นปวน กระทั่งหย่อมอัคคีอันเป็ผลจากย่างหยั่งเปลวตะวัน ยังถูกมวลน้ำกลืนดับ กว่าจะหยั่งเท้าตั้งหลักได้ เบื้องหน้าก็ปรากฏมวลอากาศบิดผันรุนแรง เป็การจู่อย่างโจมต่อเนื่องจากหวังมู่ ต่อจากคลื่นน้ำ ก็เป็วายุไร้สภาพที่แฝงตัวมาอย่างแยบคาย
ปราณวายุมิได้แฝงเร้นด้วยจิตสังหาร เพราะอย่างไรก็เพียงแค่การประลอง หากกระนั้น หานเฟิงยังััได้ถึงแรงกดดันมหาศาล เพราะปราณวายุลูกนี้ใหญ่โตกว่าที่แล้วมา
มีดสองเล่มยกไคว่ป้องกันอย่างกระทันหัน หานเฟิงเร่งเร้าพลังปราณเข้าต้านสุดกำลัง หากกระนั้น คุณสมบัติของมีด ไม่อาจวัดเทียบพลังกับกระบี่หนัก ต้านทานได้เพียงอึดใจ คลื่นมวลอากาศก็ลากพาตัวมันให้ถอยครูดจนสุดขอบลานประลอง
ปราณวายุสูญสลาย หานเฟิงตั้งหลักมั่นก็มิยอมรั้งรอให้ถูกจู่โจมซ้ำอีก มันร่ายใช้เคล็ดวิชา เรือนร่างปรากฏคล้ายลามเลียด้วยเปลวอัคคีบางเบา ก่อนที่มันจะสืบเท้าพุ่งทะยานขึ้นหน้าด้วยความเร็วสูง เปลวอัคคีลุกลามเป็เส้น รวดเร็ว ทรงพลัง ภาพที่เห็นประหนึ่งดาวหางอัคคีที่กำลังพุ่งทะยาน
มิผิด..มันคือดาวหาง
เพราะเป็เคล็ด อัคคีดาวหาง เคล็ดจู่โจมที่แฝงสภาวะการเคลื่อนที่ที่เป็เส้นตรง
“ ปังงง!!!...” เสียงะเิดังกึกก้อง เรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้างให้หันมอง
เสียงะเิเกิดจาก อัคคีดาวหางปะทะเข้ากับมวนน้ำมหาศาลที่ก่อขึ้นเป็กำแพงหนาหนัก แรงปะทะส่งผลให้กำแพงน้ำกระจัดกระจาย เสก็ดน้ำลอยล่องดุจสายฝน หากยังคงหยุดยั้งการพุ่งทะยานของอัคคีดาวหางไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เปลวไฟมอดดับ เหิดระเหยกลายเป็ควัน
สองร่างดีดทะยานออกจากจุดปะทะ กลับเป็ยืนมั่นที่ริมขอบของสนามประลอง
“ ปราณอัคคีเ้าหนาแน่น ผิดแผก ยังคงคล้ายกับประลองกับปราณิญญาขั้นสิบก็มิปาน” ผู้กล่าวเป็หวังมู่ จะเห็นว่าหน้าอกมันหอบสะท้อนขึ้นลงเพียงเล็กน้อย มันที่มีพื้นฐานพลังในขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่สี่ ย่อมมีลมปราณในร่างเหลือล้นกว่าหานเฟิง
กลับเป็หานเฟิงที่ดูเหนื่อยหอบอยู่บ้าง จะอย่างไรมันก็พึ่งยกระดับขึ้นมาหมาดๆ สมดุลพลังยังไม่เข้าที่ การโหมจู่โจมอย่างหนักน่วง ย่อมทำให้ลมปราณในร่างสูญสิ้นแห้งเหือดไปอย่างรวดเร็ว
หานเฟิงยิ้ม ไม่คิดอธิบายเหตุผลอันใด “ ขอบคุณศิษย์พี่มู่ที่เป็คู่ซ้อมมือ”
หวังมู่พยักหน้า “ พรุ่งนี้มาพบข้าที่นี่ ปรับสมดุลพลังที่ก้าวะโเช่นนี้ ยังคงต้องประลองกันอีกหลายครา...”
หลังจากนั้น ทุกๆวันหานเฟิงจะออกมาประลองเพื่อปรับสมดุลพลัง บ้างก็ประลองกับหวังมู่ บ้างก็ประลองกับศิษย์ที่สนใจอยากจะประลองกับมัน กระทั่งผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ระดับพลังในร่างของมันก็เสถียร มันจึงไม่ค่อยแวะเวียนมาที่สนามประลองอีก ส่วนใหญ่ มันจะเลือกทำภาระกิจ ได้คะแนนมา ก็ไปแลกเม็ดยามาดูดซับเพิ่มระดับพลัง
เป็เช่นนี้เวียนไป...
กระทั่งหนึ่งเดือนผ่าน มีประกาศลงมาจากสำนัก ประกาศ ที่คนส่วนใหญ่เพียงมองข้าม หากมีบางคน ที่ดีใจจนเนื้อเต้น
[ ศิษย์สตรี สามารถสวมกางเกงขณะต่อสู้ ]
ย่อมแน่นอนว่า ผู้ที่ดีใจจนออกนอกหน้า ต้องเป็หวังซูเหยา ผิดกับศิษย์สตรีอื่น ที่เพียงรู้สึกไร้สาระในประกาศที่แจ้งออกมา
หลังจากวันนั้น ผู้คนก็มักจะเห็นหวังซูเหยา สวมกางเกงศิษย์ชายไปที่สนามประลองทุกวัน กระทั่งเวทีขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ยังคล้ายว่าจะถูกยึดครองเป็ของนาง มีศิษย์มากมายไปท้าประลองกับนาง เนื่องเพราะนางแกร่งจริง ทั้งยังดุดัน ผิดแผกจากศิษย์สตรีผู้อื่น ที่ส่วนใหญ่ต่างก็อ่อนช้อยงดงาม
ทว่า เวทีประลองของนาง มีทำเนียมอันแปลกประหลาด “ ห้ามจู่โจมที่หน้า” นั่นจึงเป็กฏเหล็กในการประลองกับนาง
ศิษย์บุรุษหลายคนได้ยินต่างกล่าวกันเป็ทำนองเดียวกันว่า
“ เ้าออกจะสะสวยขนาดนั้น ใครจะทำได้ลง...”
………………………
…………….
สองปีผ่านไป…
ในที่สุด ศิษย์รุ่นชะตาก็สามารถลงจากเขาได้เป็ครั้งแรก หลายคนถวิลหาครอบครัว แต่เหล่าบุรุษมีบ้างที่จะถวิลหาสตรีในห้องหอเรือนนอน ส่วนหานเฟิง มันย้อมต้องเลือกกลับไปที่บ้าน มันจากบ้านมาสองปี กล่าวไปยังไม่นับเป็อันใด มัน ที่ในชีวิตที่แล้ว เคยพรากจากมาเป็หมื่นปียังทนได้ ความคิดถึงห่วงหา จึงมิได้รุนแรงแต่อย่างใด ทว่า นั่นไม่ใช่กับมารดา ท่าน ที่พอเห็นมันกลับมา ก็พลันโถมตัวเข้ามากอด ทั้งมันยามนี้ก็สูงใหญ่แล้ว ท่าน ที่โอบกอดมันได้กลับสูงเท่ากัน ตัวมันยามนี้อายุสิบแปด ย่อมโตเป็หนุ่ม ทั้งยังหล่อเหลาดูดียิ่ง หากที่มากกว่านั้น ก็คือระดับพลังของมัน ที่ตอนนี้…
“ ขอบเขตปราณิญญาขั้นที่สิบ” หานซานพยักหน้า มองบุตรชายอย่างชื่นชม
“ เ้ากลับก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้? ทั้งยังเติบใหญ่ได้หล่อเหลายิ่ง นี่ใยมิใช่ว่าเ้าเตรียมหาลูกสะใภ้มาให้แม่แล้ว” สุ่ยอิงที่คลายกอด มองบุตรชายขึ้นๆลงๆอยู่หลายครา
หานเฟิงหัวเราะร่า ครอบครัวสุขสรรก็เป็เช่นนี้แล...
เหล่าศิษย์รุ่นชะตาได้รับอนุญาติให้กลับเยี่ยมบ้านหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนมานี้หานเฟิงเพียงอยู่พูดคุยกับบิดามารดา มีบ้างที่ออกไปช่วยงานของตระกูล สิ้นสุดหนึ่งเดือนก็เดินทางกลับ...
ขึ้นสำนักครานี้ พวกมันต่างไม่ลืมเลือนข้อเรียกร้องของสำนัก นั้นคือ หนึ่งปีให้สำเร็จภารกิจระดับสี่หนึ่งครั้ง หลายคนรีบร้อนขึ้นชั้นสี่ไปชมดู หานเฟิงก็เช่นกัน หากตัวมัน ที่เคยผ่านชีวิตมาครั้งหนึ่งย่อมทราบว่าภารกิจเป็เช่นไร ส่วนใหญ่ จะเป็การล่าสัตว์อสูรระดับบาดาลขึ้นไป หากมีบ้าง ที่เป็หลอมศัสตรา หรือกลั่นโอสถ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเลือกภารกิจการล่าสัตว์อสูร แม้สัตว์อสูรจะมีระดับสูงกว่า แต่การรวมตัวกันหลายๆคน แล้วทำพร้อมกันทีละหลายๆภารกิจ ก็เป็ทางเลือกที่นิยมกระทำกัน
หานเฟิงเลือกจับกลุ่มกับศิษย์ในรุ่น สิบแปดคน ทั้งในกลุ่มยังมีหวังซูเหยา เฉินฟ่าน และลู่เฉิน ที่บัดนี้ต่างก็ฝ่าระดับเข้าสู่ขอบเขตปราณบาดาลกันไปแล้ว กระทั่งตัวหานเฟิงเอง ก็ปราณิญญาขั้นที่สิบ ทั้งภายในปีนี้ มันคาดว่า จะสามารถฝ่าขอบเขตต่อไปได้อย่างแน่นอน
ภารกิจการล่าสัตว์อสูรในหุบเขาหมื่นอสูรเป็ไปอย่างง่ายดาย สิบแปดคน ต้องล่าสัตว์อสูรสิบแปดตัว ฆ่าได้ก็เก็บไว้ในแหวนมิติสีแดง ที่ต่างก็เช่ายืมมาจากเรือนสรรพวุธ เพียงนำมาทำภารกิจ สำเร็จก็นำไปส่งคืน
สัตว์อสูรสิบแปดตัว มิได้ยาก หากในระหว่างปฏิบัติการ หานเฟิงกลับมีปัญหากับเฉินฟ่าน ย่อมมิใช่หานเฟิงเริ่มก่อน หากเฉินฟ่านนั้นผูกใจเจ็บต่อหานเฟิงมานาน มันออกมาทำภารกิจนอกสำนักครานี้ มิรู้ในใจคิดสิ่งใดอยู่ จึงจงใจให้เกิดเื่ ทะเลาะเบาะแว้งกันกับหานเฟิง
จะอย่างไร หานเฟิง ก็มองเฉินฟ่านผู้นี้เป็ศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมโลกมาโดยตลอด แม้ทราบว่าตอนนี้ตนเสียเปรียบในเื่ระดับพลัง หากชายหนุ่มก็ไม่คิดอ่อนข้อยินยอม สุดท้ายเกิดการโต้เถียง ถึงขั้นลงไม้ลงมือ หากได้หวังซูเหยา และลู่เฉินแยกพวกมันสองคนออก จึงไม่บังเกิดการเข่นฆ่าสังหารกัน
ทว่า จะอย่างไรก็ผิดกฏ พวกมันสองต่างถูกลงโทษให้สำนึกผิด ผาสองด่าน นั่งอยู่คนละฟาก เจ็ดวันเจ็ดคืน
หลังจากวันนั้นมา หานเฟิงและเฉินฟ่านก็คล้ายดั่งน้ำกับไฟ พบเจอกันทีไร ก็คล้ายจะบังเกิดเป็บรรยากาศที่ชวนให้ผู้คนรู้อึดอัด
กระทั่ง วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอีกหนึ่งปี...
หานเฟิงปีนี้อายุสิบเก้าแล้ว ระดับพลังก็สามารถฝ่าเข้าสู่ขบเขตบาดาลแล้ว ทั้งยังเป็ขั้นย่อยที่สอง รูปลักษณ์ของมันก็ดูดีขึ้น สูงขึ้น หล่อเหล่าขึ้น กระทั่งบรรดาศิษย์สตรีหลายๆคนต่างพากันชายตามอง ย่อมแน่นอนว่าหานเฟิงมิคิดจะสานสัมพันธ์กับศิษย์สตรีเหล่านี้ มัน ไม่เหมือนหวังเจิ้งหู่ ที่ได้ยินว่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะมีงานมงคลกับสุ่ยหลิงเยว่ หานเฟิงก็ยินดีกับสหาย หากไม่คาดคิดอยู่บ้าง คุณชายเ้าสำราญที่วัยเด็กชอบเที่ยวหอคณิกาผู้นี้ กลับบังเกิดจิตปฏิพัทธ์รักใคร่กับเขาเป็
ทว่า สิ่งที่ทำให้หลายๆคนตื่นเต้นยินดีที่สุด กลับเป็ประกาศจากสำนัก ทั้งยังเป็สิ่งที่หานเฟิงรอคอยมาตลอดเวลา
[ อีกหนึ่งเดือน จะมีการเปิดตำหนักอัคคี ศิษย์ทุกคน ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปฐีสามารถเข้าร่วม…]
หานเฟิงที่ได้ยินประกาศก็พลันคลี่ยิ้ม
“ ประตูแห่งโชควาสนาของข้า ในที่สุดก็จะเปิดออกแล้ว…”