ตอนที่ 1 คุณคือพรหมลิขิตของผม (3)
อิ่นลั่วดึงคอเสื้อขึ้นเล็กน้อย ปกปิดสร้อยคอกันกัดเอาไว้
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เกือบจะเกิดอุบัติเหตุ ซ่านชิงก็บังคับให้เขาใส่มันไว้ แต่ตนไม่ชอบของชิ้นนี้จริงๆ มักรู้สึกเหมือนถูกกักขัง
หลายปีก่อนตอนที่สร้อยคอกันกัดเพิ่งออกวางจำหน่าย มันถูกออกแบบเหมือนปลอกคอสุนัข ทั้งยังมีราคาสูง เวลาเขามองดูโอเมก้าตามรายทางที่ใส่ของสิ่งนี้แล้วชอบรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก เหมือนพวกเขาถูกเลี้ยงดูเอาไว้ด้วยความต่ำต้อยกว่าใครๆ มาตั้งแต่เกิด
ตอนนั้นปะป๊าซ่านชิงยังซื้อให้เขาเส้นหนึ่ง ทว่าถูกเขาโยนทิ้งไว้ในตู้เก็บของ จากนั้นก็ไม่เคยเอาออกมาอีกเลย
สองสามปีที่ผ่านมาคล้ายว่ารูปแบบของมันจะสวยงามขึ้นบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ชอบอยู่ดี
ส่วนสร้อยคอที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ ซ่านชิงออกแบบเองทั้งหมด ก่อนที่อิ่นซื่ออันจะขอให้คนผลิตใช้เหล็กชนิดพิเศษสร้างขึ้น มีเพียงลายนิ้วมือเขาเท่านั้นที่สามารถถอดมันออกได้
เขารู้ว่าคุณพ่อทั้งสองหวังดี ครั้งนี้จึงใส่ไว้โดยไม่พูดอะไร
ขอแค่ถูกผูกพันธะ เขาก็สามารถหลุดพ้นจากของชิ้นนี้แล้ว
อิ่นลั่วนึกถึงใบหน้าหลินเซวียน อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับการพบเจออีกฝ่ายครั้งนี้ เขาจะจำตนได้หรือเปล่า พวกเขาจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปได้มากกว่านี้ไหม
อิ่นลั่วเดินไปยังโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว เขารู้ว่าทั้งวันนี้หลินเซวียนไม่มีธุระอย่างอื่น และจะอยู่ที่นั่นทั้งวัน จึงตรงไปยังห้องผู้บริหารบนชั้นสาม ขณะวางแผนว่าจะสร้างสถานการณ์พบเจอกันแบบบังเอิญอย่างไรดี
ขณะกำลังครุ่นคิด คาดไม่ถึงว่าจะเห็นภาพแบบนี้
คนที่เขาตกหลุมรักเมื่อแรกพบกำลังคุกเข่าข้างเดียวบนพื้น ขณะเช็ดคราบอาเจียนบนตัวชายชราที่นั่งรถเข็น
ข้างกายชายชราคนนั้นมีญาติอยู่ด้วยแท้ๆ ญาติคนดังกล่าวกลับถอยออกไปหลายก้าว ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่ดีนัก หยิบทิชชูในกระเป๋าออกมาม้วนเป็นก้อน ใช้ปลายนิ้วจับมุมทิชชูให้ห่างจากตัวที่สุดแล้วเช็ดไปบนเสื้อชายชราอย่างเสแสร้ง กลัวว่าตนเองจะเปื้อนคราบสกปรกนั้นเป็นอันมาก
เขารู้ว่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลบางคนมีความเมตตาเห็นใจ ส่วนมากเป็นอาสาสมัครหรือพวกบุคลากรทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน แต่น้อยมากที่จะมีคนชั้นบริหารลงมือด้วยตนเอง
อิ่นลั่วไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น เพียงมองดูภาพคนตรงหน้าเงียบๆ
สีหน้าของอัลฟ่าคนนี้ยังคงเศร้าหมองเล็กน้อย ทว่ายังเผชิญหน้ากับผู้ป่วยอย่างใจเย็น เผยรอยยิ้มอ่อนโยน
อิ่นลั่วเห็นว่าได้เวลาอันเหมาะสมแล้ว จึงเดินเข้าไปยื่นทิชชูให้หลินเซวียน
เจ้าตัวมองดูมือที่ยื่นมาเป็นอันดับแรก จากนั้นเลื่อนมองไปยังเจ้าของมือ นั่นเป็นโอเมก้าที่สวยมากคนหนึ่ง สวยจนทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตา หลินเซวียนกลับหยุดสายตาบนตัวเขาเพียงวินาทีเดียวก็มองไปทางอื่น กล่าวด้วยความสุภาพเกรงใจ “ขอบคุณครับ”
ภาพที่อิ่นลั่ววาดฝันว่าเขาจะเข้ามาจีบตนนอกจากไม่เกิดขึ้น ยังเห็นอีกฝ่ายลุกยืนทำท่าจะเดินจากไป จึงชะงักไปเสี้ยววินาทีแล้วรีบเรียกไว้ “เดี๋ยวก่อน คุณลืมผมไปแล้วเหรอ”
หลินเซวียนพลันหันมา จ้องเขาพลางคิดครู่หนึ่ง ทว่าก็เหมือนจะนึกไม่ออกจริงๆ
อิ่นลั่วเลยเอ่ยปากขึ้นเอง “ผมเป็นคนที่คุณเดินชนหน้าโรงพยาบาลเมื่อวานนี้”
“อ๋อ! คุณนั่นเอง” หลินเซวียนเพิ่งจะมีปฏิกิริยา “คุณไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” หลินเซวียนเผยรอยยิ้มสุภาพอันเป็นเอกลักษณ์นั้นอีกครั้ง “ถ้างั้นผมไปก่อนละ”
‘ฮะ อะไรนะ!’
ไม่จริงใช่ไหม ทำไมปฏิกิริยาคนคนนี้ถึงได้เฉยชาขนาดนี้
อิ่นลั่วที่ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยจีบใครมาก่อนเริ่มไม่รู้จะรับมืออย่างไรแล้ว ฝ่ายนั้นหันหลังเดินจากไปจริงๆ เลยร้องเรียกอย่างไม่คิดอะไรอีก “นี่คุณ เดี๋ยวสิ คุณพอมีเวลาว่างไหม ผมอยากชวนคุณไปกินข้าว”
หากเป็นอัลฟ่าที่ผ่านมาพวกนั้นได้ยินคำเชิญของเขาแบบนี้ คงจะดีใจไม่น้อย หลินเซวียนกลับไม่เหมือนทุกคนที่ตนเคยพบ เจ้าตัวไม่เคยถามถึงฐานะ และไม่ได้เผยท่าทางสนใจรูปลักษณ์ตน อาจเพราะเห็นว่าเขาเป็นโอเมก้า จึงปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ไม่ทำให้คนอื่นเสียหน้า “ต้องขอโทษด้วย ผมยังมีงานต้องทำน่ะ”
...
การจีบครั้งแรกของอิ่นลั่วไม่สำเร็จ เขากลับบ้านด้วยความท้อแท้ใจ
ซ่านชิงรออยู่ที่บ้านนานแล้ว พอเห็นลูกชายกลับมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าก็รู้ว่าล้มเหลวเป็นแน่ เขากำลังรอให้ลูกมาขอความช่วยเหลืออยู่พอดี แม้แต่คำพูดที่หวังจะใช้เกลี้ยกล่อมให้ลูกยอมแพ้ก็คิดเอาไว้หมด ไม่นึกเลยว่าอิ่นลั่วจะแค่มองเขานิ่งๆ แวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็ตรงกลับเข้าห้องตนเอง
ที่ผ่านมาลูกชายเขาไม่เคยเป็นแบบนี้!
จู่ๆ ซ่านชิงก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย ลูกชายที่แต่ก่อนมีอะไรก็สามารถพูดกับตนได้หมด กลายเป็นคนเงียบขรึมแบบนี้ไปแล้ว เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่! อัลฟ่าคนนั้นรังแกลูกตนใช่ไหม ‘อ๊าก!! เจ้าอัลฟ่าสมควรตาย ฉันจะจัดการเขา!!!’
ซ่านชิงเดินไปเดินมาอยู่นอกห้องลูกชายด้วยความลนลาน เวลานี้ไม่ได้มีท่าทีสงบนิ่งเรียบเฉยเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นอีก
‘ลูกชาย มีปัญหาอะไรก็บอกมาสิ...’
เดิมทีอิ่นลั่วอยากจะถามความเห็นซ่านชิงอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงคุณพ่อทั้งสองของตนที่ความรักราบรื่นจนไม่มีอุปสรรคสักนิด ก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์
เขารู้สึกท้อแท้เล็กน้อยก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นยอมถอย ความทรงจำที่มีต่อหลินเซวียนทั้งสองครั้งนั้นฝังตรึงในใจ อีกฝ่ายเป็นคนอบอุ่นเหมือนแสงตะวัน ทั้งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นแท้ๆ นัยน์ตากลับเหมือนฉาบเคลือบด้วยน้ำแข็งที่ไม่อาจละลาย
เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรกับอีกฝ่ายหรือเปล่า ยิ่งทำให้เขาอยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับคนผู้นี้มากขึ้น
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ไม่หวั่นไหวในความงามแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นควรทำให้เขาตกหลุมรักตนอย่างไรดี
สองพ่อลูกนั้นคนหนึ่งอยู่นอกห้อง อีกคนอยู่ในห้อง ทว่ามีท่าทางครุ่นคิดเหมือนกันเป็นอย่างมาก