บทที่ 3
“เฮ้ย!! แก แกดูคนนั้นซิ หัวเราะออกมาอย่างกับคนบ้านะแก..”“อื้ม นั่นซิ ดูเขาหัวเราะนั่นซิ ทำไมเขาถึงหัวเราะอย่างนั้นกันล่ะ.. หรืออาจจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการลงดันเจี้ยนก็ได้ล่ะมั้งแก..”“จริงดิ!! งั้นเราก็เอาไปทำข่าวกันดีกว่า.. หัวข้อก็เอาเป็น ‘ผลข้างเคียงของการเข้าดันเจี้ยน’ เป็นไง ยังไงก็ต้องรอใครไม่รู้ที่เคลียร์ดันเจี้ยนชั้นที่ 99 ออกมา แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ อย่างน้อยๆก็มีข่าวให้ทำสร้างผลงานบ้าง..” นักข่าวหลายสำนักที่มาออรวมตัวกันอยู่หน้าสถานีดันเจี้ยนต่างก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้และแน่นอนว่าข่าวของนักล่าอันดับหนึ่งที่ทุกคนต่างก็ติดตาม และค้นหาก็ถูกนำเสนอออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งไป มันก็กลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืนที่ทุกคนกล่าวถึง หลายคนที่ได้เห็นก็ตื่นตัวกับข่าวในครั้งนี้ เดือดร้อนไปถึงรัฐบาลที่ต้องออกมาช่วยกันแก้ข่าว โดยให้นักล่าที่มีชื่อเสียงออกมาปฏิเสธข่าวนี้ ส่วนเจ้าตัวก่อเรื่องตอนนี้เขากำลังนั่งยิ้มๆอยู่ที่บ้านของตัวเอง “ไอ้บ้าที่ไหนมันกล้าออกข่าวอย่างนี้กันวะ.. นักล่าของเราก็ยิ่งมีกันน้อยๆอยู่ ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างดันเจี้ยนแตกตามคำประเมิน เราจะหานักล่าได้จากที่ไหนกัน..” หัวหน้าสมาคมนักล่า ซึ่งตัวสมาคมนี้ถูกตั้งมาเป็นองค์กรระดับโลกที่มีรัฐบาลคอยให้การสนับสนุนอยู่ ถึงจะแก้ข่าว หรือปิดข่าวจำพวกนี้ไปมากแค่ไหน มันก็ไม่ดีขึ้นเพราะมันดันกลายเป็นข่าวลือแปลกๆไปแล้ว“หัวหน้า..ใจเย็นก่อนครับ ผมว่ามันก็มีข้อดีกับทางเราเหมือนกันนะครับ..” ลูกน้องคนสนิทกล่าวกับหัวหน้าสมาคมให้ใจเย็นๆลงก่อน และพยายามเบี่ยงประเด็นนี้ให้เขามองมุมมองอีกด้านหนึ่งของข่าว“มันจะดีอย่างไรกันล่ะ.. คนที่สมัครก็มีทีท่าว่าจะลดลง ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย” หัวหน้าสมาคมกล่าวอย่างเหนื่อยใจ เขาถอนหายใจไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว พร้อมกับคิดในใจเรื่องอิทธิพลของข่าวมันช่างน่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ“ก็อย่างนี้ไงครับ พวกที่สมัครเป็นนักล่าในตอนนี้ก็มีแต่พวกใจกล้าไม่กลัวข่าวลือบ้าๆพวกนี้ ดังนั้นคนพวกนี้ในอนาคตก็จะกลายเป็นนักล่าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอนครับหัวหน้า” ลูกน้องพยายามกล่าวให้กำลังใจหัวหน้าของตัวเอง แต่เขาก็เป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง ที่พูดไปก็มั่วๆทั้งนั้น“เออว่ะ มันก็จริงของแก .. งั้นเราก็ทำการสนับสนุนพวกเขาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน อื้ม.. นักล่าเก่าเราจะสนับสนุนสัก 500 ดอลลาร์ ส่วนนักล่าหน้าใหม่ที่สมัครกันมาในเดือนนี้ และมีประวัติในการลงดันเจี้ยนฆ่าพวกมอนสเตอร์ได้แล้วก็ให้พวกเขาไป 1000 ดอลลาร์ก็แล้วกัน คิดเสียว่าเป็นการอัดฉีดระบบนักล่าไปในตัว ..” หัวหน้าสมาคมกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง มันทำให้ลูกน้องที่กล่าวปลอบใจมั่วๆถึงกับสะอึก“หัวหน้าครับ นักล่าทั่วทั้งประเทศไทยมีเป็นแสนคนเลยนะครับ 500 ดอลลาร์ต่อคนมันเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยนะครับ ลองคิดดูใหม่อีกทีดีไหมครับ..” ลูกน้องกล่าวย้ำเตือนถึงจำนวนทรัพย์ที่พวกเขาจะต้องสูญเสียไป“ก็ไม่เท่าไรหรือเปล่า 500 ล้านดอลลาร์เอง เราก็ได้รับการสนับสนุนมาประเทศละตั้ง 1000 ล้านดอลลาร์ บางทีสิ่งที่เราทำมันอาจจะเป็นต้นแบบของสมาคมดีเด่นเลย.. เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับแกเลยนะไอ้ตูดหมา..” หัวหน้าสมาคมกล่าวพร้อมกับตบหลังของเจ้าลูกน้องคนนี้ และหัวเราะอย่างชอบใจไปด้วย ‘เมื่อกี้ยังเดือนร้อนจะเป็นจะตาย.. ตอนนี้กับหัวเราะอย่างคนบ้า ไม่น่าเข้าไปปลอบหัวหน้าเลย เห้อ..’ ลูกน้องได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่ภายนอกก็ต้องยิ้มรับการตัดสินใจของผู้เป็นนาย ในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ณ บ้านสองชั้นแถบชานเมือง..“ฮ่าๆ.. ฮ่าๆ..” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกับเรื่องที่เขาสูญเสียเงินทองที่หามาได้ไปจำนวนมากในไม่กี่นาที และเขาหัวเราะอย่างนี้มาตั้งแต่เดินตัวเบาออกมาจากสถานีดันเจี้ยนแล้ว กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็มาหยุดหน้าบ้านของตัวเองเข้าให้แล้ว“แกเป็นอะไรไป.. หัวเราะอย่างกับโดนคนบ้าเข้าสิง..” พี่สาวของไอซ์ เธอมีชื่อว่า ‘ครีม’ ในขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวจะออกไปวิ่งภายในหมู่บ้านก็พบเข้ากับน้องชายที่ยืนหัวเราะเหมือนคนเมากัญชาอย่างไรอย่างนั้น ด้วยความสงสัยเธอจึงกล่าวถามไป“เอาน่าพี่.. ผมขอวันหนึ่งก็แล้วกัน..ฮ่าๆ” ไอซ์ตอบกลับอย่างไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ใครจะว่าเขาบ้าก็เชิญได้เลย เพราะเขาเป็นคนบ้า บ้าที่เสียเงินไปหมื่นล้านในไม่กี่นาที แต่มันก็ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้างที่เขาไหวตัวได้ทันก่อนที่เงินทั้งหมดจะหมดไป เขาทำการแลกเปลี่ยนเหรียญทองเป็นเงินที่ถูกโอนตรงเข้าสู่บัญชีเป็นจำนวน 5 แสนเหรียญทอง หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ 5,000 ล้านบาทโดยประมาณ“ก็แล้วแต่แกละกัน.. บ้าไปแล้วก็ดีเหมือนกัน ฉันก็อยากจะบ้าเหมือนกัน ช่วงนี้มีแต่เรื่องให้เครียดๆ หัวหน้าก็เอาแต่สั่งงานบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นหลานของผู้อำนวยการแล้วล่ะก็ แม่จะจับฆ่าทิ้งให้หมดเลยคอยดู..” ครีมกล่าวพร้อมกับทำหน้าตาอารมณ์เสียสุดๆ ถ้าพวกเขามีทางเลือกมากกว่านี้มันก็คงจะดี เงินทองไม่ได้หากันง่ายๆ ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เธอเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลเจ้าน้องชายตัวดีแล้วล่ะก็ คงจะได้ออกไปทำตามฝันแล้วเสียบ้าง“จริงซิพี่.. พี่อยากเปิดร้านกาแฟทำขนมไม่ใช่หรือยังไงกันครับ.. ทำไมพี่ไม่ลาออกแล้วมาเปิดร้านตามฝันพี่ล่ะ..” ไอซ์กล่าวกับพี่สาวถึงเรื่องความฝันที่ตัวของครีมนั้นอยากจะทำ“จะบ้าเหรอ.. ออกแล้วพวกเราจะเอาอะไรกินกันล่ะ.. ไหนจะค่าเทอมค่าหนังสือเรียนไหนจะค่ากิจกรรมมหาวิทยาลัย หนี้บ้านก็ยังใช้ไม่หมด แล้วจะให้ฉันหาเงินที่ไหนล่ะถ้าไม่ทำที่นั่น..แล้วยังจะไปเป็นนักล่าอีก แกอยากให้ฉันอกแตกตายไปก่อนหรือยังไงกัน..” ครีมที่ยังอารมณ์ไม่ปกติกล่าวรัวๆกับเจ้าน้องชายตัวดี“เรื่องเงินเดี๋ยวผมจัดการเอง.. พี่น่ะไปลาออกซะ หาคลาสเข้าเรียนชงกาแฟชงชาทำขนมไปเถอะน่า..” ไอซ์กล่าวออกมาก่อนจะยกนิ้วชี้แตะที่ปากตัวเองเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกให้พี่สาวนั้นเงียบเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะบ่นต่อ จากนั้นเขาก็เลื่อนมือลงไปชี้ที่มือถือของพี่สาว และเดินเข้าบ้านไป“อ๊ะ!! จริงซิ.. วันนี้น้องชายที่น่ารักคนนี้อยากกิน ‘หม้อไฟ’ ขากลับก็ไปตลาดแล้วซื้อวัตถุดิบมาด้วย..” ชายหนุ่มกล่าวเสร็จก็ปิดประตูหน้าบ้านไปในทันที ที่เขาทำอย่างนี้ก็เพราะไม่อยากจะตอบคำถามของพี่สาวในตอนนี้ แต่ถึงยังไงก็ต้องบอกอยู่ดี แต่อย่างน้อยเขาก็น่าจะต้องใช้เวลาในการคิดหาเหตุผลดีๆให้พี่สาวเชื่อ“อะไรของมันกันนล่ะเนี่ย!! หม้อไฟเข้าหน้านี่สิ...” ครีมกล่าวสบถบ่นกับพฤติกรรมของน้องชาย แต่ด้วยความสงสัยเธอก็หยิบมือถือขึ้นมาดูในสิ่งที่น้องชายพยายามจะเอ่ยบอก เมื่อเปิดหน้าจอมา สิ่งแรกที่เธอเห็นกลับทำให้เธอถึงกับตาค้างไปเลย และเพื่อความชัวร์จะต้องเข้าไปเช็กยอดเงินจากบัญชีผ่านแอปพลิเคชันโมบายแบงค์กิ้ง“หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน.. สิบล้าน... ไม่ๆนับใหม่ หน่วย สิบ ร้อย พัน..” ครีมพยายามนับเลขศูนย์ที่ปรากฏในบัญชีของเธอในตอนนี้ เธอนับแล้วนับอีกกับเงินจำนวน 10 ล้านบาทนี้ มันเป็นเงินก้อนจำนวนมากที่เธอไม่เคยคาดคิดถึงมันมาก่อนว่าจะได้มีมันในบัญชี เธอขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกไม่เชื่อสายตาตัวเองโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีคนที่ยืนมองผ่านจากตาแมวบ้านมาทางเธอพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทางของพี่สาว“สงสัยจะต้องหาข้ออ้างดีๆแล้วล่ะ.. นี่ขนาดแค่สิบล้านพี่ครีมยังมีท่าทางอย่างนั้น ถ้ารู้ว่าเรารวยเป็นมหาเศรษฐีพันล้านพี่แกจะทำหน้าตาอย่างไรกัน....อยากรู้จัง.. อื้ม แต่ก็คงต้องค่อยๆบอกไปจะดีกว่า ถ้าแกรู้มีหวังโดนจับตามองเรื่องการใช้เงินแน่ๆ ยัยขี้งกนั่นนะ..” ไอซ์กล่าวกับตัวเองพร้อมกับอาการที่เรียกว่าขนแขนสแตนอัพ…