เขาเล่าเื่ที่ตัวเองกับทงซินเฝิ่นรู้จักกันและสนิทกันแต่เล็ก
“ข้าพเ้าคิดเล่นๆว่าหากตบแต่งผูกชีวิตกับผู้ใดก็ย่อมเป็นาง หากแต่เมื่อข้าพเ้ายังเยาว์ได้หลงระเริงในวิชาฝีมือตนเองรวมทั้งวิชาฝีมือที่ได้รับความกรุณาถ่ายทอดจากผู้าุโเข่าจีเป็เหตุให้พบพานภัยร้ายถึงชีวิต ยามใกล้ตายตกกลับเป็จ้าหมานโถวต่อสู้พาหลบหนี...พวกท่านไม่ต้องสาวความให้วุ่นวายว่าหลบหนีจากผู้ใด เพราะพวกมันล้วนตายหมดสิ้นเป็สาเหตุให้ข้าพเ้ามีฉายาอันจองหองซึ่งไม่กล้ารับไว้”ลู่ฝู่กระแอมทีหนึ่งก่อนกลับเข้าเื่ “นับแต่นั้นข้าพเ้าเป็หนี้ชีวิตมันคาดไม่ถึงระหว่างข้าพเ้ารักษาตัว มันพบทงฮูหยินเข้าก็เกิดต้องตาต้องใจ”
หลังจากนั้นก็เดาเื่ได้ลู่ฝู่ที่เป็หนี้ชีวิตจ้าหมานโถวรวมทั้งเข้าใจว่านางไม่ได้รักตนเองรวมถึงทงซินเฝิ่นที่งอนเขาแบบผิดที่ผิดเวลาทำให้สุดท้ายสองคนนั้นก็แต่งงานกันและกลายเป็เื่ที่ทั้งสามเสียใจในภายหลังมาจนบัดนี้
“ล้วนเป็ข้าพเ้าผิดที่ไม่กล่าวกระไรหักน้ำใจทงฮูหยินและทำให้จ้าหมานโถวต้องอับอายที่ภรรยาปันใจเป็อื่น”
“ข้าพเ้าไม่เห็นว่าเป็ความผิดท่านผู้เดียวเื่นี้กลับผิดทั้งสามฝ่าย!” เข่าเมี่ยนเปาร้อง“ฮูหยินไม่ปริปากทั้งที่นางคือผู้ที่ยอมรับการวิวาห์ด้วยตนเองจ้าหมานโถวก็ละโมบเวลาเห็นสตรีงาม ไม่ได้สังเกตท่าทีระหว่างสองท่านนับว่าท่านผิดฝ่ายเดียวได้อย่างไร?”
“เข่ากูเหนียง...”ลู่ฝู่ฟังเข่าเมี่ยนเปาแก้ต่างให้ตัวเองก็เผลอพึมพำชื่อเธอ
“คำพูดของเข่ากูเหนียงข้าพเ้าเห็นด้วยหลายส่วน” ชี่สุ่ยสนับสนุน “เื่ที่แล้วมาก็แล้วไปเถิดในเมื่อสองสามีภรรยาไม่ได้รักกัน และท่านก็หมดรักต่อนาง นางหมดรักต่อท่าน ต่างฝ่ายต่างอยากสลัดพันธะเหตุไฉนยังต้องพัวพัน? ปล่อยให้ไหลผ่านเหมือนน้ำใสที่ผลักดันน้ำเสียจากคลอง”
“สมเป็ฉายาเทพเหล็กไหล” เจินจูแซว“ชิงคำพูดเราไปหมดสิ้น”
“อย่างไรเราเป็พี่ชายเ้าเ้าเป็น้องชายเราย่อมเอาอย่างพี่ชายผู้ปราดเปรื่อง” ชี่สุ่ยโบกพัดเบาๆ
“เซียงเซียนเซิงกล่าวถูกเื่ที่ไม่ควรฝืนรั้งไว้!”เข่าเมี่ยนเปาพูดเสริม คนเป็ปู่หัวเราะหึๆ
“ถูกต้อง ถูกต้องเ้าเกิดสนใจในตัวลู่ฝู่จึงได้ส่งเสริมคำพูดนั้น”
เข่าเมี่ยนเปาหน้าแดงวูบ ขยี้เท้าก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าครัว
“หลานสาวเราเสียมารยาทยกโทษให้ความเยาว์วัยไร้ประสบการณ์ของนางด้วย”
ลู่ฝู่ไม่พูดอะไรความเงียบนั้นโดนเสียงหัวเราะลั่นของชี่สุ่ยกลบ
“มา มา เชิญเสวี่ยกูเหนียงด้วยพวกเรามาร่ำสุราสักหลายจอกลืมเลือนความหลังให้หมดสิ้นมื้อนี้ต้องรบกวนผู้าุโเข่าสักครา”
“ยินดี เราอยู่บนเขาเดียวดายยิ่งได้สหายร่ำสุรานับว่าประเสริฐ” เ้าของบ้านนั่งโต๊ะ
พวกผู้ชายเริ่มกินเหล้ากันโดยมีเสวี่ยไช่เข้าไปแจมกระนั้นท่าทางการดื่มแบบกระแทกกระทั้นของเธอกลับดูป่าเถื่อนยิ่งกว่าเหล่าหนุ่มๆคุณชายทั้งหลายมากนัก
“ไม่ไปดื่มกับเขาเหรอ?” ฉันถามเจินจูช่วยเข่าเมี่ยนเปาทำผัดผักไปด้วย
“ท่านคิดว่าเราควรเรียนการทำอาหารไว้หรือไม่?”เขาถาม
“เรียนไปก็ไม่เสียหายนี่ลองมาช่วยหั่นผักตรงนี้ก็ได้”ฉันส่งตะหลิวให้เข่าเมี่ยนเปาแล้วหยิบกะหล่ำที่เธอผ่าครึ่งไว้ก่อนหน้ามาวางบนเขียงเจินจูเดินเข้ามารับมีดจากฉัน ดูก็รู้ว่าไม่เคยจับมีด
“ท่านคิดอะไรอยู่?ท่าทางเราดูไม่ได้ขนาดนั้นเชียว?” เขาถามฉันกระแอมทีหนึ่งเมื่อรู้ตัวว่าเผลอจ้องเขานานเกินไป
“จับมีดอย่างกับจะไปแทงคนเอานิ้วไว้ตรงนี้ ไม่ต้องไปกลัวสันมีดบาด” ฉันจับมือเขาให้ดูได้ขึ้นมาหน่อย“เวลาหั่นก็เอาอีกมือจับของที่เราจะหั่นไว้อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นมันดิ้นหนีเวลาจะลงมีดแต่ละทีก็ดูด้วยว่านิ้วอยู่ไหน ไม่รู้อะไรจะขาดก่อนระหว่างผักกับมือ”
“อย่างนี้เหรอ?”
เขายังดูเก้ๆ กังๆ ไม่ถูกใจฉันเลยยืนข้างหลังแล้วจับมือสองข้างเขา
“ประมาณนี้ หั่นแล้วก็ถอยมือมาแล้วก็หั่นต่อ จับไว้อย่าให้เละ แต่ก็อย่าจับแรงเกินเดี๋ยวผักช้ำที่สำคัญคือตั้งสติ มีสมาธิ ดูไว้ว่ามีดอยู่ตรงไหน นิ้วอยู่ตรงไหน”
“ยากชะมัด...แต่เราขอทำอาหารง่อยแบบนี้ต่อไปหากท่านจะโอบเราเช่นนี้”
ฉันรู้ตัวก็ปล่อยมือเรียกเสียงหัวเราะยียวนจากเด็กหนุ่ม
“เข่าเจ้ ตรวจงานมันด้วย!”ฉันขอร้องอีกคนในห้อง ก่อนหน้านี้คุยกันถึงเพิ่งรู้ว่าเธอแก่กว่าฉันตั้งหลายปีทั้งที่หน้าเด็กมากเลยเรียกเป็เจ้เข่าเมี่ยนเปาชะเง้อมองเจินจู
“เห็นทีคงตัดนิ้วตัวเองเข้าสักวัน”
“อย่าแช่งสิคร้าบ...”
“ถ้าเป็อะไรที่แบนๆ เล็กๆกว่านั้นยังพอหดนิ้วแล้วจับไว้ได้ แต่นี่เป็กะหล่ำ พยายามเข้านะ”ฉันตักผัดผักใส่จาน “มีอะไรที่หั่นง่ายกว่านั้นไหมนะ?”
“เราจะให้มันหั่นหมูสักชิ้น”เข่าเมี่ยนเปาเอาเขียงมาอีกอัน “ท่านหั่นสามชั้นนี้ไป ขอชิ้นบางประมาณนี้หันตามแนวนี้” เธอสั่งเสร็จสรรพก็เดินมาหาฉัน“ข้าพเ้าสั่งการคู่หมั้นท่านได้เป็ที่ถูกใจหรือไม่?”
“ถูกใจ...”ฉันไม่รู้จะปฏิเสธเื่คู่หมั้นดีรึเปล่า ช่างเถอะ...
นิ้วเจินจูยังอยู่ครบถ้วนพวกเราก็นั่งทานข้าวเย็นกันก่อนจะแยกย้ายพักผ่อนลู่ฝู่ท่าจะอารมณ์ค้างเลยหิ้วเหล้าออกไปดื่มข้างนอก ฉันกับเข่าเมี่ยนเปา
อยู่ในครัวพักใหญ่ เธอก็ลุกตามเขาออกไป ฉันเก็บจานใบสุดท้ายเข้าตู้ก็ย่องตาม
“เหวอ?!”เปิดประตูบ้านก็เจอเจินจูที่ออกมาก่อนหน้าท่าทางเขาก็มีอารมณ์อยากเผือกเื่ชาวบ้านเช่นกัน
“ท่านเงียบไว้ ทั้งสองไปทางโน้นแล้ว”
ย่องไปก็พบลู่ฝู่จิบเหล้าที่โต๊ะใต้ต้นไม้โดยมีเข่าเมี่ยนเปานั่งเท้าคางอยู่ด้านข้าง
“ท่านมองข้าพเ้าใบหน้าข้าพเ้ากลับมีอะไรน่าดู?” ชายสูงวัยกว่าถามหลังเงียบมาสักพัก
“ข้าพเ้ามองดูหนวดของท่านท่านกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดน่าดู หนวดท่านกลับน่าดูชมยิ่ง”
ลู่ฝู่ลูบหนวดเหนือริมฝีปากตัวเองเขินๆแต่ประโยคที่ออกจากปากดันเป็สุดยอดของประโยคปฏิเสธ
“กูเหนียงรูปงามและเยาว์วัยเช่นท่านไม่สมควรเสียเวลากับแป๊ะแปะอย่างข้าพเ้า”
“แป๊ะแปะอันใด”ใบหน้าเข่าเมี่ยนเปาแดงวูบเมื่อลู่ฝู่มองเจตนาเธอทะลุปรุโปร่งชายร่างใหญ่เห็นเธอเอียงอายก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“ท่านยังมีโอกาสได้พบบุคคลอีกมากหลายน้ำใจที่ท่านมีให้เป็เกียรติแก่ข้าพเ้ายิ่งนัก แต่เกรงว่าไม่อาจรับไว้ได้”
“หากท่านยังมีนางอื่นในใจ...หากเป็ทงฮูหยินข้าพเ้าขอยอมแพ้เสียแต่ตอนนี้ข้าพเ้าไม่อาจนุ่มนวลอ่อนหวานได้เทียบเท่า เป็ได้เพียงแต่เข่าเมี่ยนเปา”
“รุกหนักน่าดู...” ฉันกระซิบกับเจินจู
“สตรีสมัยโบราณมีหรือจะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้นับว่านางกับท่านคล้ายคลึงกัน” เด็กหนุ่มผมขาวดูสนุกมากกับการแอบมอง
ลู่ฝู่อับจนคำพูดจิบสุราหนึ่งอึกก็พูดขึ้น
“เป็เข่าเมี่ยนเปาเช่นนี้นับว่าดียิ่งก่อนหน้านี้ ทางในค่ายกลเปลี่ยนแปลงท่านยังผลักให้ข้าพเ้าอยู่เื้ัส่วนตนเองนำหน้า บุคคลเช่นท่านข้าพเ้ายอมรับนับถือจากใจจริงท่านกล้าหาญยิ่งกว่าบุรุษหลายคนที่ข้าพเ้าเคยรู้จัก”
“นั่นนับเป็อันใดข้าพเ้าเพียง้านำทางพวกท่านให้บรรลุเป้าหมาย ้าให้ท่านสะสางกับจ้าหมานโถวท่านเสียอีกเป็ฝ่ายช่วยข้าพเ้าไว้จากคนผู้นั้นมิให้มันทำลายเกียรติข้าพเ้าขอคารวะสักจอกหนึ่ง”
ปากบอกคารวะสักจอกมือคว้าไหกรอกใส่ปากก่อนจะใช้แขนเสื้อเช็ด วางไหสุราลงกับโต๊ะเช่นเดิมอย่างนุ่มนวลลู่ฝู่อึ้งจนตาถลนฉันใด ฉันก็อึ้งจนตาถลนฉันนั้น แต่อย่างว่าแหละเธอดื่มไอ้เหล้าแก้พิษนั่นมาตั้งกี่ครั้งจะดื่มเหล้าเป็ก็ไม่แปลก
“ท่านคอแข็งยิ่งหายากได้พบพานสตรีเช่นท่าน”
“เสวี่ยกูเหนียงเองนับเป็สตรีคอแข็งผู้หนึ่ง”
“แต่นางหาใช่ท่านไม่”
เข่าเมี่ยนเปาอ้าปากค้าง ลู่ฝู่ก็พูดต่อ
“บัดนี้ทงฮูหยินเป็แผลเก่า พบนางวันนี้จึงได้เข้าใจถ่องแท้สิ่งที่ข้าพเ้าหล่อเลี้ยงในใจมาตลอดคือมโนภาพที่ข้าพเ้าปั้นแต่งขึ้นเองนางในบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็สตรีอันขมขื่น...หากนางยังอยู่ในใจข้าพเ้าก็อยู่ในฐานะตราบาปเพราะเป็ข้าพเ้าเองที่เปลี่ยนนางเป็บุคคลเช่นนั้น”
“ท่านกล่าวผิด ข้าพเ้าและเซียงเซียนเซิงก็กล่าวแล้วมิใช่หรือว่าหาใช่ความผิดท่านแต่เพียงผู้เดียว”เข่าเมี่ยนเปาทำหน้าบึ้ง “ท่านเห็นฮูหยินทรมานท่านจึงทรมานตัวเอง ประเสริฐแท้ท่านคิดทรมานตนเองจนตายตกตามนางหรือ?”
“หากคิดเช่นนั้นท่านจะว่าอย่างไร?”
“ข้าพเ้าไม่เห็นด้วย ผู้ที่กระทำผิดพลาดจะไม่มีวันได้รับการอภัยชั่วชีวิตเลยหรือ?เราไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดบาปและหาหนทางก้าวต่อได้เลยหรือ?”
คำพูดนั้นดูจะสะกิดใจลู่ฝู่เขาวางจอกสุราลง
“ในการต่อสู้วันนี้ท่านคงไม่ได้รับาเ็กระมัง” ลู่ฝู่ถามนอกเื่เข่าเมี่ยนเปางงวูบก่อนจะส่ายหน้า “ดียิ่ง...หากท่านได้รับาเ็เพราะคำขออันเห็นแก่ตัวของเราจะกลายเป็การทรมานคับข้องใจแก่เรายิ่งคำพูดของท่านเมื่อครู่คล้ายชี้ทางสว่างให้เราผู้แซ่ลู่ แม้ทงซินเฝิ่นไม่อภัยแก่เราแต่เราจะปล่อยวางและอภัยแก่ตัวเอง คงไม่เป็การเห็นแก่ตัวเกินไปกระมัง”
“ไม่เป็ ฮูหยินอภัยแก่ท่านอย่างแน่นอนเพียงแต่ไม่สะดวกต่อการบอกกล่าว ข้าพเ้ารู้จักนางดี นางเป็บุคคลเช่นนั้น”
รอยยิ้มของลู่ฝู่เหมือนคนที่เพิ่งปลดภาระหนักลง
“ท่านทั้งสองจะขโมยฟังอีกนานเท่าใด?สนุกสนานหรือไม่?”
เข่าเมี่ยนเปาทำหน้าเหลอหลาเจินจูเด้งพรวดขึ้นจากพงไม้ที่เราหลบอยู่
“สนุกสนานต้องใจข้าพเ้ายิ่ง ขอคารวะ”เด็กหนุ่มผมขาวทำท่าเคารพแบบขำๆ
“พวกท่านอยู่ตรงนั้นนานเท่าใด?!”เข่าเมี่ยนเปาหน้าแดงจนแทบเป็ลม
“ข้าพเ้าได้ลากนางออกมาหาพื้นที่สนทนาเป็การส่วนตัวเพื่อมิให้เป็มลทินแก่บ้านท่านคาดไม่ถึงได้รับชมละครสนุกฉากหนึ่ง ต้องขออภัยที่ไม่สะดวกต่อการเปิดเผยตัว”
“ท่าน...!” ว่าแล้วก็สลบไปจริงๆด้วยความอับอาย ลู่ฝู่เห็นเธอฟุบก็รีบอุ้มเธอเข้าบ้าน
“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งทำเื่แย่ๆไป” ฉันพูดขณะหยิบไหสุราเปล่าและจอกขึ้นเพื่อเอาไปเก็บ
“แต่คุ้มค่า” เจินจูยังไม่หยุดหัวเราะ“เราไม่ใช่คนดีอะไร เสียดายที่ท่านต้องมาเลวไปกับเรา”
“เฮ้อ...” ฉันพูดอะไรไม่ออกได้แต่ถอนหายใจยาว “แต่ลู่ฝู่ท่าจะอายุสี่สิบแล้วมั้ง อายุห่างกันตั้งเยอะไม่เป็ไรแน่เหรอ?”
“มันจะเป็ไรก็ต่อเมื่อท่านทำให้มันเป็สมัยนี้ถือเป็เื่ปกติ เอ้อ ถึงเขาเรียกตัวเองว่าเป็ลุงแต่ที่จริงอายุสามสิบหกนะ ห่างกับเข่ากูเหนียงสิบสี่ปี”
“สิบสี่ปีนี่ก็เยอะนะ! เอาเถอะเขาจะรักกันก็เื่ของเขา ฉันขอเอาปากตัวเองไว้ที่อื่นแล้วกัน”ฉันยักไหล่ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน
“เห็นผู้อื่นสะสางปัญหาหัวใจกันเช่นนี้เราท่านไม่คิดพูดคุยอะไรกันหน่อยหรือ?”
“มีอะไรต้องคุยด้วยเหรอ?”
เจินจูเห็นท่าทีเ็าฉันก็หัวเราะ
“สักวันเราจะทำให้ท่านบอกรักเรา”
“แหม ลองทำให้ฉันตกหลุมรักนายก่อนเถอะ”
“ป่านนี้ท่านยังไม่ตกหลุมรักเราอีกหรือ?ท่าทางเราจะจริงจังกับท่านน้อยไป หลังจากนี้เตรียมใจไว้ได้เลย กุยเค่อฟ่าน”เขาเรียกฉันด้วยชื่อเต็มๆ ชี้หน้าฉันแบบกวนประสาทแต่ยังอุตส่าห์ช่วยเปิดประตูให้ฉันเข้าบ้านได้อย่างสะดวก
“จ้า อย่าออมมือล่ะเซียงเจินจู”