สวี่หรงที่ปลอมตัวเป็นชายชี้ดาบมาทางเขาด้วยท่าทางดุดัน “หมิงเยี่ย! เจ้าตอบข้ามาเดี๋ยวนี้! ข้าอัปลักษณ์หรือนิสัยไม่ดีอย่างไร เจ้าถึงได้รังเกียจข้า! เจ้าเคยเห็นผู้หญิงคนใดเร่งถามเรื่องแต่งงานบ่อยๆ ขนาดนี้บ้างหรือไม่? เมืองหลวง สำนักศึกษากลาง ชื่อเสียงของเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก ข้ารู้ว่าที่เมืองหลวงมีสตรีสูงศักดิ์มากมาย หากเจ้าได้คู่ครองใหม่ที่ดีกว่า ก็พูดออกมาตามตรง เราสองคนมิได้มีใจต่อกัน แยกทางกันไปไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าตระกูลสวี่ของข้าจะขัดขวางอนาคตเจ้า? ในเมื่อเจ้าไม่ยอมแต่งงาน ก็ควรปฏิเสธให้ชัดเจน เหตุใดต้องบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับมา ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นนี้หรือ?”
“ข้า... ข้า... ข้า... ข้าจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร” หมิงเยี่ยเหงื่อตก รีบอธิบายกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว หมิงหยวนก้มหน้าก้มตา แสร้งทำเป็นไม่เห็นสิ่งใด
“ใช่ เจ้าไม่เคยพูด แต่ท่าทีของตระกูลเจ้าไม่ต่างอันใดกับการประกาศให้ใต้หล้ารู้! เราสองหมั้นหมายกันมานาน แต่พวกเจ้ากลับบ่ายเบี่ยง แสดงว่าข้ามีปัญหา หากมิใช่กิริยามารยาทไม่งาม ก็ต้องหน้าตาอัปลักษณ์ หรือไม่ก็มีคนในตระกูลของข้าทำเรื่องน่าอับอาย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้ามาสู่ขอ!” สวี่หรงก้าวเท้าเข้ามาหา ปลายดาบยิ่งใกล้เข้าไปอีก หมิงเยี่ยก็ยิ่งถอยหลัง “ไม่ต้องให้เจ้าเอ่ยปาก ผู้คนมากมายก็พร้อมจะใช้วาจาฆ่าข้าแทนเจ้า!”
“ข้า... ข้า... ข้า... ข้าไม่ได้... ”
หมิงหยวนเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ “คุณหนูสวี่ เรื่องนี้ต้องมีสิ่งที่เข้าใจผิด เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกท่าน ค่อยไปคุยกันให้รู้เรื่องได้หรือไม่ ตอนนี้ห้ามขัดขวางการเดินทางของกองทัพนะขอรับ”
“เขาคือหมิงเยี่ย เช่นนั้นเจ้าก็คือหมิงหยวนสินะ?”
“ขอรับ”
“คำพูดของเจ้าสามารถยุติสงครามได้ แค่คำพูดเดียวก็เปลี่ยนเปลงทุกสิ่ง อวดดีนัก!” สวี่หรงจ้องหมิงหยวน “ข้าว่าพวกเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกัน ร่วมมือกันชั่ว เป็นพวกเดียวกันสินะ!”
“ขอรับ... คุณหนูชี้แนะถูกแล้ว” คราวนี้ถึงตาหมิงหยวนต้องเช็ดเหงื่อ หมิงเยี่ยแอบยิ้มมุมปาก จึงถูกอีกฝ่ายจ้องมองอย่างไม่พอใจ ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าไม่ใช่หรือ
ในที่สุดหมิงหยวนกับโหวฟาง [1] ก็เกลี้ยกล่อมให้สวี่หรงยอมวางดาบลงได้ ระหว่างทางหมิงหยวนจึงถือโอกาสถามโหวฟาง “นางมาบีบคั้นเรื่องแต่งงาน? แล้วเจ้าออกมาเพื่อเหตุใด?”
“นางทิ้งจดหมายไว้ให้ข้า ข้าจะปล่อยให้นางขี่ม้าเป็นพันลี้เพื่อมาฆ่า ‘คนใจร้าย’ ได้อย่างไร” ไม่ได้เจอกันสองปี น้ำเสียงของโหวฟางยังคงไพเราะเสนาะหู หมิงหยวนได้แต่ถอนหายใจ “ข้าย่อมต้องออกมาตามนาง นี่เป็นจดหมายจากท่านพ่อ แล้วข้าก็มีบางเรื่องอยากถามเจ้า”
“เรื่องอันใดงั้นหรือ?”
“หากให้เจ้าแต่งงานกับข้า เจ้ายินยอมหรือไม่?”
“อะไรนะ???” หมิงหยวนตกใจ เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้พ่อแม่เป็นคนตัดสินใจ ไม่เคยมีคุณหนูตระกูลผู้ดีคนใดมาถามเช่นนี้ หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น? หมิงหยวนไม่กล้าตอบตกลง จึงได้แต่อ้ำอึ้ง “ศิษย์น้อง เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน? พวกเราเติบโตมาด้วยกัน ข้าเห็นเจ้าเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง จู่ๆ เจ้ามาพูดเรื่องแต่งงานเช่นนี้ เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ ตอนนี้ยังมีงานสำคัญอีกมาก เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถิด”
“หึ” โหวฟางยิ้มเยาะ “การขนเสบียงครั้งนี้สำคัญเสียจนเจ้าตอบข้าไม่ได้เชียวหรือ?”
หญิงสาวยิ้มกว้าง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่ยินยอม เจ้าไม่แต่ง ข้าก็ไม่แต่ง”
“อันใดนะ? ข้ายังไม่ได้พูด...”
โหวฟางกลอกตา รำคาญที่อีกฝ่ายพูดจาไม่รู้เรื่อง “ข้าตัดสินใจแล้ว คนที่จะแต่งงานด้วย ต้องเป็นคนที่รักและภักดีต่อข้าเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเก่งกาจ หรือชาวบ้านธรรมดา เพียงสองใจผูกพัน ครองรักกันจนแก่เฒ่า ข้าก็ยินดี”
หมิงหยวนมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังควบม้าออกไป ก่อนจะพึมพำเสียงเบา “ไม่เห็นต้องทำเป็นพูด อยากได้แบบท่านอาจารย์ก็บอกมาเถิด”
“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ!”
อยู่ไกลเพียงนี้ยังได้ยินอีกหรือ?!
“เปล่า ไม่ได้พูดสิ่งใด!”
เมื่อมองไม่เห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายแล้ว หมิงหยวนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก คลี่จดหมายของโหวอิงออก ไม่คิดว่าโหวอิงจะยอมชมเขา คำพูดของเขาบนเวทีวันนั้น สร้างอิทธิพลอย่างมาก ไม่เพียงแต่แพร่กระจายในหมู่ศิษย์สำนักศึกษาหลวงเท่านั้น ยังแพร่หลายไปถึงขุนนางและราษฎรในเมืองหลวงด้วย เรื่องคำกล่าวที่น่าตกตะลึงของเขาก็เรื่องหนึ่ง เรื่องที่จ้าวอ๋องป่าวประกาศชื่อพระราชทานจากโอรสสวรรค์ของหมิงหยวนก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือก่อนเกิดสงคราม เขาเคยกล่าวทำนายไว้ว่า “แดนเหนือและแดนใต้ต้องมีสงคราม” ไม่คิดว่าคำพูดนั้นจะเป็นจริง นี่ทำให้เขากลายเป็นบุคคลในตำนาน
โหวอิงยังบอกให้หมิงหยวนไม่ต้องกังวล ทุกอย่างที่บ้านเรียบร้อยดี ช่วงเข้าหน้าหนาวบิดาของเขาไอเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันใดมาก เมื่อไม่นานมานี้ พี่เขยคนที่สองถูกเกณฑ์ทหาร จึงตัดสินใจปีนกำแพงหนีไป แต่พลาดท่าตกจนขาหัก สุดท้ายก็เสียชีวิต ตอนนี้พี่สาวคนรองกลับมาอยู่บ้านแล้ว หมิงหยวนรู้สึกเศร้าใจ เอาเข้าจริงแล้ว เขาแทบไม่เคยเห็นหน้าพี่เขยเลยสักครั้ง ในยุคสมัยที่ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้ร่วงโรยเช่นนี้ การที่ครอบครัวของเขายังปลอดภัยดี เขาก็ไม่ควรเรียกร้องสิ่งใดอีก
สุดท้ายโหวอิงก็พูดถึงเผยซูเยี่ยและเซี่ยโหวเจี๋ย บอกให้หมิงหยวนรู้จักประมาณตน เรื่องราวในอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่าได้สืบหาความจริงโดยเด็ดขาด ให้นำเรื่องนี้เป็นบทเรียน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือญาติ ก็อย่าได้ไว้ใจใครง่ายๆ
หมิงหยวนใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ หรือว่าคนที่ทำร้ายท่านอาเซี่ยในอดีต จะเป็นคนในกลุ่มสหายพวกเขา?
หมิงหยวนอ่านจดหมายสองรอบ ก็ไม่พบข้อความที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน ศิษย์น้องเป็นผู้ถามขึ้นเองงั้นหรือ? หรือว่าอาจารย์เคยพูดถึงเรื่องนี้ที่บ้าน? เด็กคนนี้คิดจะทำอันใดกันแน่? เนื่องจากในจดหมายไม่ได้เอ่ยชื่อท่านอาทั้งสอง หมิงหยวนจึงไม่ได้เผามันทิ้ง ในยามสงคราม จดหมายจากครอบครัวมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก เขาจึงเก็บมันไว้อย่างดี
หมิงหยวนอยากส่งคุณหนูทั้งสองกลับเมืองเจี้ยนคัง แต่ไม่มีคนคุ้มกันไปด้วย ไม่อาจวางใจได้ อีกทั้งที่นั่นก็ไม่มีผู้ใดดูแล จึงได้แต่ปล่อยให้นางปลอมตัวเป็นชาย ติดตามกองทัพขนส่งเสบียงไปด้วยกัน รอจนเสร็จภารกิจแล้วค่อยพานางกลับ
ผ่านไปหลายวัน คุณหนูทั้งสองก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจ พวกนางไม่เคยบ่นเหนื่อยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงสวี่หรงที่คอยตามก่อกวนหมิงเยี่ยทุกวัน ส่วนหมิงเยี่ยก็เอาแต่หลบหน้านาง
รถม้าเดินทางโดยไม่หยุดพัก อีกทั้งยังต้องสังหารชาวบ้านที่เข้ามาแย่งชิงเสบียงอีกหลายคน ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงปากแม่น้ำกว้างใหญ่ ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก มองออกไปไกลๆ จะเห็นแม่น้ำแยงซีที่กว้างใหญ่ไพศาล สายน้ำไหลเชี่ยว กระทบฝั่งดังซู่ซ่า เมื่อไหลมาถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ กระแสน้ำก็ค่อยๆ ชะลอตัวลง ท่าเรือที่นี่ใหญ่กว่าท่าเรือที่เมืองเจี้ยนคังหลายเท่า เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่นับสิบลำจอดเรียงรายอยู่กลางแม่น้ำ รอขนส่งเสบียง ส่วนที่ท่าเรือยังมีเรือเปล่าจอดอยู่ เรือทุกลำต่างทาสีแดงสด ใช้ไม้ขนาดใหญ่สองคนโอบล้อมรอบเรือ ส่วนหัวเรือแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
เรือเหล่านี้ไม่ใช่เรือขนส่งสินค้าธรรมดา แต่เป็นเรือรบขนาดใหญ่ เทียบกับเรือที่หมิงหยวนนั่งตอนเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว เรือลำนั้นเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ ใบเรือขนาดใหญ่ถูกม้วนเก็บไว้ ดูเหมือนยักษ์ที่กำลังหลับใหล รอคอยคำสั่งจากนายเหนือหัว
ผู้ดูแลการขนส่งครั้งนี้ออกมารออยู่ที่ริมฝั่งแล้ว เขาเป็นคนรู้จักของหมิงหยวน นั่นก็คือประมุขน้อยแห่งพรรคต้าเจียง เจียงเสี่ยวเจียงนั่นเอง
------
เชิงอรรถ
[1] โหวฟาง 侯方/侯芳 และ สวี่หรง 许容/许蓉 ในย่อหน้านี้แตกต่างกันด้วยอักษรจีนที่พ้องเสียง ซึ่งมีความหมายและการเขียนต่างกัน โดยคำหน้ามีความหมายเชิงเข้มเข็ง เด็ดเดี่ยว มักจะนำไปใช้ตั้งชื่อผู้ชาย ส่วนคำหลังจะมีความหมายอ่อนโยนกว่า มักจะนำไปใช้ตั้งชื่อสตรีมากกว่า