เก๋อจือยืดอกเชิดหน้าเดินอยู่ด้านหน้า คนทั้งสามเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ หลังเดินออกมาจนพ้นกิลด์ สายตาที่คนทั้งสามมองเก๋อจือล้วนแต่เปลี่ยนไปเสียแล้ว
“...ข้าจะไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดสักหน่อย คืนนี้กินมื้อใหญ่”
โม่จ้านกำถุงเงินที่ซื้อมาใหม่ หันไปบอกกล่าวทางลาถีเท่อกับเจียนั่ว
“เหตุใดกัน? วันนี้มีรายการอันใดให้น่าฉลองงั้นหรือ?...”
ลาถีเท่อมองไปทางเจียนั่วที่นึกสงสัยมิต่างกัน เจียนั่วส่ายหน้าก่อนหันไปทางโม่จ้านที่กำลังยกยิ้มชั่วร้าย
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉลองที่คุณชายน้อยเก๋อจือของพวกเราเริ่มมีความคิดความอ่านแล้วอย่างไรเล่า!”
เก๋อจือที่เพิ่งสาวเท้ายาวเกือบจะหกล้มหน้าทิ่มลงไป มิใช่เรื่องง่ายกว่าเด็กหนุ่มผมแดงจะปรับสมดุลศูนย์ถ่วง ตามด้วยหันไปมองโม่จ้านอย่างขุ่นเคือง
“ถูกที่ข้าเคยเอ่ยว่าข้าเป็นคุณชายน้อย แต่ข้ามิได้เป็นคนโง่เสียหน่อย!”
“ใช่แล้วๆๆ เก๋อจือน้อยของพวกเราฉลาดยิ่งนัก มื้อใหญ่คืนนี้คือรางวัลที่คุณชายน้อยสร้างความชอบครั้งใหญ่ พอใจแล้วหรือไม่?”
โม่จ้านส่ายหน้าอย่างกับเป็นเช่นนั้นจริงๆ พลันเอื้อมมือไปลากเจียนั่วที่แววตาเปื้อนยิ้มเข้าหาตัว
“ข้าผู้เดียวขนมิไหว มาช่วยกัน”
ลาถีเท่อยักไหล่อย่างจนปัญญาก่อนจะยกยิ้มพลางโอบเก๋อจือที่กำลังฟึดฟัด
“เอาล่ะๆ ใช่ว่าเจ้าจะฟังมิออก นี่เป็นถึงการประเมินสูงสุดของโม่เจ๋อเอ่อร์”
“...มิใช่ว่าข้าไม่รู้เรื่องอันใดเสียหน่อย เพียงเคยชินกับการมิพูดเท่านั้น”
เก๋อจือเบะปากอย่างน้อยใจอยู่บ้าง กึ่งอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของลาถีเท่อ ลาถีเท่อลูบเส้นผมสีแดงของเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู จากนั้นโอบเก๋อจือเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
“เจ้านี่นา ผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่หลุดจากความเคยชินเมื่อก่อนอีกหรือ?”
“ข้าพยายามแล้ว...เพียงแต่อดทนอดกลั้นมานานถึงเพียงนั้น ย่อมต้องมีขั้นมีตอนสักหน่อยกระมัง”
เก๋อจือเกาหัวพลางเอ่ยอู้อี้เสียงเบา ลาถีเท่อตบหลังเก๋อจือแผ่วเบาพลางเผยรอยยิ้มผ่อนคลาย
“ที่นี่มิใช่โรงเรียนเวทมนตร์หรือจวนมาร์ควิสเคอซือ ไม่มีผู้ใดคอยจับตาดูเจ้า ยามนี้มีสถานการณ์ที่ผ่อนคลาย หากมีความคิดเห็นแต่ไม่แสดงออกมา เช่นนั้นคงมิอาจถอดคราบเด็กน้อยเสียแล้ว”
“ถูกๆๆ ข้ารู้แล้ว เหตุใดนับวันเจ้ายิ่งคล้ายยายแก่ขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว”
เก๋อจือดิ้นออกจากอ้อมกอดของลาถีเท่ออย่างหงุดหงิดก่อนสาวเท้าไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าเพิ่งจะทิ้งระยะห่างเพียงเล็กน้อย เก๋อจือกลับชะงักฝีเท้าอย่างใช้ความคิด
“เป็นอันใดไป?” ลาถีเท่อมองเก๋อจือที่กำลังเงียบใช้ความคิดด้วยความสงสัย
“ข้ากำลังคิดว่าด้วยสถานการณ์ของโม่เจ๋อเอ่อร์กับเจียนั่ว หากไม่ยุยงพวกเขาสักหน่อยคงมิได้การ…”
คทางามประณีตเคาะอยู่กลางฝ่ามือ เก๋อจือเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างเห็นได้ชัด มองไปทางลาถีเท่อราวกับมีเรื่องราวใหญ่โตทำนองนั้น
“เจ้าพูดถูก หากมิใช่เพราะความบังเอิญยามภารกิจจบการศึกษา พวกเราคงยังต่างฝ่ายต่างพบทางตัน”
ลาถีเท่อคลี่ยิ้มพยักหน้า มองไปทางเก๋อจือที่ใบหน้าแดงระเรื่ออยู่บ้างด้วยแววตาอ่อนโยน
“ในเมื่อเจ้ากล้าเอ่ยขึ้นมา เช่นนั้นแสดงว่าต้องมีวิธีการแล้วใช่หรือไม่?”
“จะว่ามีก็มี เพียงแต่…” เก๋อจือกวักมือ บอกใบ้ให้ลาถีเท่อเอาหูเข้ามาใกล้
“…นักเรียนดีเด่นเช่นเจ้าไปเรียนวิชานอกรีตพวกนี้มาจากที่ใดกัน หือ?”
หลังฟังเก๋อจือเล่าจบ ลาถีเท่อดึงหูเด็กหนุ่มผมแดงอย่างหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก ดึงเสียจนอีกฝ่ายแยกเขี้ยวยิงฟัน
“…เจ็บ! เจ็บๆๆ! ลาถีเท่อข้าผิดไปแล้ว รีบปล่อยข้าเร็วเข้า!”
“พวกนั้นล้วนแต่เป็นบทเรียนพื้นฐานของวิชาเล่นแร่แปรธาตุ คุณชายน้อยเช่นข้าเพียงเรียนมาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น!”
มือทั้งสองข้างของเก๋อจือนวดใบหู มองไปทางเด็กหนุ่มเผ่าหมานอย่างนึกโมโห ลาถีเท่อหรี่ดวงตาพลางยกมือขึ้น นิ้วโป้งใหญ่หยาบกับนิ้วกลางโค้งตั้งท่าเตรียมดีด เก๋อจือตกใจรีบกุมหน้าผากพลางถอยห่างหลายเมตร
“จริงหรือ? ข้ากลับอยากรู้อยู่บ้างว่าโรงเรียนเวทมนตร์ที่ใดสอนวิชาปรุงของเช่นนี้?”
เก๋อจือรีบยอมแพ้ทันทีเมื่อเห็นว่ามิอาจตบตา คว้าท่อนแขนกำยำของลาถีเท่อก่อนถูไถแผ่วเบาเป็นการประจบ
“ตัวอย่างวัตถุดิบใน《ตำราการเล่นแร่แปรธาตุ》ของห้องสมุด ข้าเลยจำพวกมันเอาไว้ ลองฝึกทำหลายครั้งในห้องทดลองยามเบื่อ นึกมิถึงว่าจะสำเร็จ…”
“…เจ้านะเจ้า ทั้งๆ ที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ เหตุใดจึงใช้มิถูกที่ถูกทาง?”
ลาถีเท่อหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก มือใหญ่คลึงใบหน้าเก๋อจือถูไปถูมา ปากของเด็กหนุ่มผมแดงถูกบีบเข้าหากันเสียจนปากยู่ แววตาอมยิ้มของเด็กหนุ่มเผ่าหมานจ้องมองดวงตาขุ่นเคืองของอีกฝ่ายก่อนจะแลบลิ้นออกมาเลียลงบนริมฝีปากนุ่มของอีกฝ่าย
“…!! อือๆ อื้อๆ อือๆๆ!!”
ทั้งกายของเก๋อจือสั่นสะท้านราวกับถูกไฟดูด ใบหน้าที่เดิมทีถูกคลึงจนแดงระเรื่อถึงกับแดงก่ำในทันที
“ก็ได้ ข้าเห็นด้วย”
“…………?!”
เด็กหนุ่มผมแดงที่ถูกปล่อยเบิกตาโพลง มองไปทางเด็กหนุ่มเผ่าหมานที่กำลังหรี่ดวงตาอย่างเหลือเชื่อ
“เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายของพวกเขาใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นเก๋อจือส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ ลาถีเท่อดีดนิ้วพลางเลี้ยวไปยังอีกฝั่งของถนน เด็กหนุ่มผมแดงยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองเด็กหนุ่มเผ่าหมานที่กำลังสาวเท้ายาวไปข้างหน้าพร้อมทั้งนับนิ้วด้วยสายตาซับซ้อน หนำซ้ำยังฉวยโอกาสสั่งการตนไปด้วย
“รีบตามมาเร็วเข้า ซื้อวัตถุดิบแปรธาตุที่ร้านทางฝั่งนั้น ใช่แล้ว ยังต้องซื้อสุราเพื่ออำพราง...”
...เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้าตั้งตารอยิ่งกว่าข้าเสียอีก?
ท้ายที่สุดเก๋อจือผู้หมดแรงยังมิทันได้เอ่ยแขวะก็รีบวิ่งตามไปเสียแล้ว
.....
“ว้าว...นี่มัน...ชักจะ...”
ขณะมองอาหารมากมายละลานตา ดวงตาของเก๋อจือแทบถลนออกมาเสียแล้ว ผู้ที่ตกตะลึงมิต่างกันยังมีลาถีเท่อ ถุงในมือแทบร่วงลงพื้น
“...รู้สึกว่าหรูหราเสียยิ่งกว่างานเลี้ยงฉลองความสำเร็จในกิลด์เสียอีก โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าเก่งกาจเกินไปแล้ว!!”
เจียนั่วไม่มีท่าทีตอบสนองที่เกินจริงนัก กระนั้นดวงตาเบิกกว้างสื่อถึงความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววเร่าร้อนออกมา
“จิ๊ ข้าเพิ่งจะแสดงความสามารถที่แท้จริงเพียงแปดส่วนเท่านั้น งานเลี้ยงจำนวนคนมากกว่านี้ข้าก็เคยจัดมาก่อน อาหารของคนสี่คนมิเท่ากับยิ่งง่ายดายงั้นหรือ”
โม่จ้านถอดถุงมือกันความร้อนโยนไปด้านข้าง หรี่ดวงตาอย่างสบอารมณ์ ตนเชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารของตนมากทีเดียว คนพบเห็นเป็นรัก บุปผาเห็นเป็นเบ่งบาน ได้รับคำวิจารณ์อันดีหนึ่งร้อยเต็มหนึ่งร้อย แม้จะทำอาหารตะวันตกมิบ่อยนัก กระนั้นก็พอจะเอาชนะพ่อครัวจำนวนมากที่ไม่รู้กระทั่งวิธีใช้เครื่องเทศเสียด้วยซ้ำ
“เจ้ายังเคยทำอาหารในงานเลี้ยงที่ใหญ่กว่านี้?...เดี๋ยวนี้นักฆ่ายังต้องทำกระทั่งอาหารแล้วหรือ? เพียงดูก็รู้ว่าน่าอร่อยมาก!”
เก๋อจือรีบร้อนลุกขึ้นก่อนคว้าสเต๊กไก่ด้วยมือเปล่า ผลคือถูกลาถีเท่อกำข้อมือเอาไว้ก่อนจะลากกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ เจียนั่วส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เขาเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหยิบอุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร
“ถึงแม้จะมิใช่งานเลี้ยง ทว่าเมื่อก่อนต้องทำกับข้าวสำหรับห้าคน ชิน..ไปนานแล้ว...”
โม่จ้านที่ถูกประจบเสียจนเผลอไผลหลุดปากเอ่ยออกมาด้วยความเคยชินก่อนจะได้สติรู้ตัวบางอย่าง แววตาพลันฉายแววหดหู่ อารมณ์จมดิ่งอย่างถึงที่สุด
“…………”
บรรยากาศเยือกแข็งทันใด ลาถีเท่อกับเก๋อจือมองหน้ากัน รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเอ่ยสิ่งใด ทว่ากลับมิรู้ว่าควรจะต่อบทสนทนาต่อไปอย่างไร
เจียนั่วถือจานซ้อนกันเป็นกองเดินเข้ามาภายในห้อง กวาดมองลาถีเท่อกับเก๋อจือที่ทำตัวมิถูกด้วยแววตาสงสัย ตามด้วยมองไปทางโม่จ้านที่สีหน้าหดหู่ ยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้มิเปลี่ยนสีหน้า
“...ยามนี้อาหารสำหรับพวกเราสี่คนล้วนแต่หวังพึ่งให้เจ้าคอยเลี้ยงดู ภายหน้าเจ้ายังมีโอกาสให้แสดงฝีมืออีกมาก”
“...ใช่แล้ว มีพวกเจ้าคอยกินอาหารที่ข้าทำ ข้ายังมีหนทางให้โอ้อวดฝีมือ”
โม่จ้านยกศอกขึ้นเช็ดหางตาครู่หนึ่งพลันเผยรอยยิ้มออกมา เจียนั่ววางจานลงก่อนตบบ่าโม่จ้าน