วันที่ 29 เชื่อไวรัสที่ไม่รู้จักได้ฆ่าเกือบทุกชีวิตบนโลกของเกมส์แห่งสงคราม
และในวันเดียวกันกับวันที่ 29 ทางด้านนกน้อยเปอร์ไซด์ของเราก็กำลัง…
***มังกรน้อยผู้รู้บุญคุญแม่ [ออกไซด์]
คุณแม่เปอร์ไซด์นอนหลับยาวมาก แถมนอนแบบไม่ระวังตัวเอาเสียเลย
“ปี้! ”
“โฮ่ง!? ”
หนูกำลังพ่นไฟขับไล่พวกสัตว์ร้ายสี่ขาที่มีเขี้ยวและกรงเล็บร้ายกาจอยู่
พวกมันมาเป็นฝูง มีขนสีเทา และมีขนาดลำตัวยาวเฉลี่ยประมาณหนึ่งเมตร (เผ่ามนุษย์เรียกสิ่งนี้ว่า [หมาป่า] )
แต่เพื่อคุณแม่ที่นอนหลับอยู่ หนูเลยพยายามต่อสู้ปกป้องอย่างสุดชีวิตโดยที่ไม่ปลุกเธอ!
“ปี้! ”
ดูท่าพวกมันจะกลัวไฟละคะ
หลังจากที่เห็นเปลวไฟสีทองพ่นยาวออกมาจากปากของหนู พวกมันก็ล่าถอยออกไปห่าง ๆ เพื่อดูท่าทีของฝั่งนี้
หนูจ้องตามันโดยไม่กระพริบแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นเอง---
“ปี้? ”
หนูก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่น่ากลัว
สิ่งนั้นมันคืบคลานมาจากทางด้านหลัง
หนูรีบขยับปีกของตัวเองบินขึ้นฟ้าแล้วหันกลับไปดู
ที่ร่างของคุณแม่ที่กำลังนอนกรน ฟี้~ ฟี้~ อยู่นั้น มีอะไรบางอย่างกำลังลอยออกมาจากทางปากและจมูก
สิ่งนั้นมีสีม่วงอมชมพู แล้วพอมันออกมาโดนอากาศข้างนอก มันก็กลายสภาพเป็นสิ่งที่ไร้สีและกลิ่นไป
แต่หนูรู้สึกได้ว่าเจ้าหมอกนั้นยังคงวนเวียนอยู่ตรงนี้
“ปี้! ”
เพื่อความปลอดภัยหนูเลยพ่นไฟไปที่รอบตัวให้เหี้ยนเลย
ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ขอเผาทิ้งไปก่อนละนะ
“กรี๊ด ร้อน!? ”
อุ๊ย… เผลอเผาโดนคุณแม่ไปด้วยงะ
คุณแม่ได้ตื่นขึ้นเพราะโดนไฟลวกตรงหางของเธอ
“ร้อน ร้อน ร้อน! ”
“ปี้! ”
รีบลงน้ำสิค่ะคุณแม่!
แต่คุณแม่กลับไม่บินลงไปดับไฟในแม่น้ำที่อยู่ข้าง ๆ แล้วเลือกที่จะวิ่งพล่านไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนกแทน แม้แต่พวกสัตว์ร้ายที่ล้อมอยู่ยังตกใจจนต้องรีบวิ่งหนีไปไกล
เออ... ลงน้ำง่ายกว่าหรือเปล่าค่ะคุณแม่?
ในตอนนั้นเอง ก็มีบางอย่างพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ร่างของคุณแม่และตัวหนู
“ปี้!? ”
สิ่งนั้นเป็นหินจำนวนมากที่ผูกเชือกเข้าด้วยกันจนเป็นตาข่ายสาน
ด้วยตาข่ายและน้ำหนักของหิน เลยทำให้ทั้งหนูและคุณแม่ถูกตาข่ายนั้นจับตัวเอาไว้
เพราะถูกแรงเหวี่ยงจากตาข่ายและหิน เลยทำให้คุณแม่กลิ้งไปตามพื้นพร้อมกับไฟที่ดับลง
จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันดีค่ะเนี่ย?
แต่ของแบบนี้ ฉันสามารถเผาทิ้งได้สบายมากค่ะ
“ปี้!? ”
แต่ทว่าไฟของฉันกลับไม่สามารถเผามันทิ้งได้
ไม่จริง! นี่มันเชือกอะไรกัน? ทำไมถึงไม่ติดไฟละ!?
ในตอนนั้นเองที่หนูได้เห็นเงาบางอย่างคืบคลานเข้ามาใกล้
สิ่งนั้นมีร่างกายสูงใหญ่กว่าสามเมตร และมีเขาแหลมอยู่คู่หนึ่งตรงหัวของพวกมัน
สิ่งนั้นคือตัวตนที่หนูไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่ช่างน่าประหลาดที่หนูรู้สึกราวกับว่ารู้จักกับเผ่าที่ตรงหน้ามาตั้งนานแล้ว
หรืออาจจะบอกว่ารู้ได้โดยสัญชาตญาณที่ฝังลึกลงไปใน DNA ก็ว่าได้
ใช่แล้ว พวกเขาคือเผ่า [ยักษา] เผ่าที่มีความใกล้ชิดกับอสูรปีกอย่างพวกเราตั้งแต่โลกก่อนหน้านี้แล้วนั่นเอง
ในวันที่ 30 กิจกรรมทางสงครามของทุกเผ่าได้หยุดลงชั่วคราวเพราะตัวตนของเชื้อประหลาดที่ไม่รู้จัก
หากนับวันที่เสียชีวิตในวันที่ 29 ก็คงเป็นช่วงเวลาราวใกล้เที่ยงของวัน
ดังนั้น ในวันที่ 30 เวลาใกล้เที่ยง คริสตั้นแห่งชีวิตของทุกเผ่าจึงเริ่มส่องแสงคืนชีวิตให้กับผู้คนกลับมาบนโลกนี้ในอีกครั้งหนึ่ง
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“อืม… การเกิดใหม่มันเป็นแบบนี้นี่เอง”
นี่ถือว่าเป็นการตายครั้งแรกของฉันในโลกใบนี้
พวกตัวตนที่อ้างว่าเป็น [เทพ] ในวันแรกพูดถูก ในโลกใบนี้ไม่สามารถตายจากไปได้จริง ๆ
ไอพวกเทพระยำ...
“ดีนะที่ไม่ได้เกิดทีเดียวพร้อมกันหลาย ๆ คนนะ...”
ฉันหันกลับไปมองที่คริสตั้นแห่งชีวิตของเผ่าเรา หากคนนับแสนเกิดพร้อมกันบนลานกว้างแห่งนี้ สงสัยคงได้บินทับกันตายก่อนแน่
พื้นที่ขนาดกว้างซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองในทิศตะวันออกไกลของทวีป พื้นที่เหนือทะเลสาปที่กว้างใหญ่แห่งนี้คือเมืองหลวงใหม่ของพวก เมือง [พฤษาแห่งวารีสีเขียว]
หากบินมาทางตะวันออกจากเมืองของเผ่าอาร์โธร์โพดา ก็จะพบกับป่าใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองหลวงเก่า [อิกดราซิล] แล้วหากขึ้นมาทางเหนือจากเมืองหลวงเก่า ก็จะพบกับป่าอีกผืนหนึ่งที่มีแม่น้ำไหลตัดผ่าน แล้วหากบินผ่านป่าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามมหาสมุทรไปอีกฟากของทวีป ก็จะพบกับทะเลสาบขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงใหม่แห่งนี้
อาคารทรงไข่ขนาดสามเมตรจำนวนมากได้ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำสามสิบเมตร
ภาพสะท้อนของพืชพรรณสีเขียวที่พันไปตามอาคารทรงไข่ ได้ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำที่เป็นระลอกคลื่นอยู่ข้างใต้
ระลอกคลื่นได้ถูกซัดกระจายออกจากเมืองด้วยคลื่นบาเรียรังสี ที่สร้างจากวงแหวนป้องกันซึ่งล้อมอยู่รอบตัวเมือง
“ขอให้ทุกท่านเดินออกจากคริสตั้นด้วย! คนกลุ่มใหม่จะได้เกิดได้ครับ! บู~”
เสียงของเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลคริสตั้นแห่งการก่อกำเนิดได้ดังผ่านเครื่องกระจายเสียง
ห้องทรงโดมที่ปกคลุมคริสตั้นแห่งนี้ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวสามร้อยเมตร
จำนวนคนที่เกิดมีราวสองแสนคนได้
ทันทีที่ฉันบินออกจากตำแหน่ง คริสตั้นก็เริ่มส่องประกายพร้อมกับชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดมาแทนในจุดที่ฉันยืนเมื่อกี้
คริสตั้นมันทำหน้าที่ได้ราวกับว่ามีความนึกคิดเป็นของตัวเอง แถมยังรู้จักการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมต่อพื้นที่แห่งนี้ด้วย
ปีกเล็ก ๆ ของเผ่าเรานับแสนได้ส่องประกายแวววาวเป็นทิวแถวออกจากโดม ตรงไปที่ประตูซึ่งตั้งอยู่ทั้งสี่ทิศของฐาน
ช่างเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจจริงดอง~
“คุณเอสเทอ ถ้าอยู่ในบรรดาคนเกิดใหม่ รบกวนช่วยรีบไปเตรียมตัวเข้าประชุมด่วนด้วยครับ! บู~”
เสียงประกาศได้ดังเช่นนั้นไปทั่ว
“พึ่งเกิดก็จะจัดประชุมเลยเรอะดอง~”
ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
***ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]
ในวันที่ 30 ช่วงเวลาก่อนเที่ยง ข้าได้นำกองทัพพร้อมกับอาวุธใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จอันมีนามว่า [หน้าไม้ทดแรง] มาบุกที่ป่าทางตะวันออกอีกครั้ง
[หน้าไม้ทดแรง] คือหน้าไม้ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้แทนอาวุธระยะไกลโบราณอย่างสติงเกอร์ที่โจมตีได้ไม่ไกลเท่าไหรนัก แถมเจ้านี่ยังมีระบบรอกที่ช่วยทำให้ขึ้นลูกธนูได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ระยะยิงของ [หน้าไม้ทดแรง] นั้นอยู่ที่ราวหนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยหกสิบเมตร ทำจากไม้เนื้อแข็งกับสายโยงที่มีความยืดหยุ่นสูงด้วยกรรมวิธีพิเศษของเผ่าเรา
แต่ข้าคิดว่าระยะยิงเท่านี้ น่าจะยังไม่พอโจมตีพวกปีศาจแสงที่บินในระดับราวแปดพันฟุตได้ (เท่ากับสองพันสี่ร้อยเมตร)
แต่จะมาต่อสู้กับพวกนี้ อย่างน้อยขอให้มีอาวุธยิงไกลได้ มันก็ช่วยทำให้อุ่นใจขึ้นเยอะนั่นละ
หากยังจำได้ ช่วงวันที่ 28 ข้าได้เคยพ่ายแพ้ต่อพวกปีศาจแสงมาครั้งหนึ่ง
สองวันผ่านไปหลังจากศึกนั้น ข้าได้นำทัพเดิมที่มีกำลังพลเป็นมดทหารเลว กับมดทหารระดับสูงที่เหลือเพียงกองกำลังละสองหมื่นนายมาที่นี่อีกครั้ง
สร้างสะพานขึ้นมาใหม่ แล้วลอบเข้าป่าไปอย่างเงียบงัน ส่วนที่ปลายสะพาน ก็ให้พวกมดทาสรีบเร่งสร้างป้อมปราการขึ้นมาอีกรอบ
“แปลก…”
แต่ช่างน่าแปลกที่ภายในระยะสองร้อยเมตรกลับไม่พบวี่แววของศัตรูเลย
“ฝ่ายตรวจจับ พบอะไรมั้ย? ”
“จับคลื่นแปลก ๆ จากทางเหนือขึ้นไปในระยะสี่ร้อยเมตรครับ”
“ดี งั้นบุกไปที่นั่นกัน”
หนวดสองเส้นบนหัวของฝ่ายตรวจจับได้สั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง
บางทีคงเป็นคลื่นที่ชวนน่ารำคาญละมั้ง?
เผ่าอาร์โธร์โพดาอย่างพวกเราไม่ได้ใช้หูในการสื่อสารเหมือนอย่างเผ่าอื่น ถึงจะวิวัฒนาการจนสามารถสร้างสรรเสียงพูดออกมาได้ แต่การสื่อสารและใช้หนวดรับสัญญาณคลื่นรอบตัวก็ยังไม่ได้ถูกทิ้งไป
ปกติระยะเฉลี่ยในการส่ง-รับคลื่นจะอยู่ที่ราวสองร้อยเมตร ถ้าเป็นพวกเก่งหน่อย ก็จะสามารถกระจายได้ถึงสี่ร้อยเมตรเลย
แต่ก็มีพวกอัจฉริยะหลุดมาบ้าง อย่างท่านราชินี [แฟต] ที่สามารถกระจายคลื่นได้ถึงหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งคงมีเธอเพียงคนเดียวของเผ่าเราที่ทำได้
ข้าคิดเช่นนั้นในระหว่างที่เดินขึ้นมาทางเหนือ จนกระทั้งได้พบ---
“...เมืองลอยฟ้าได้!? ”
---ได้พบกับอารยธรรมที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
อาคารทรงไข่สีขาวนวลจำนวนมากที่ลอยเหนือพื้นสิบถึงสามสิบเมตร วงแหวนสีขาวที่ส่งคลื่นบางอย่างชวนน่ารำคาญออกมา และพืชพรรณที่ขึ้นแทรกไปสิ่งก่อสร้างรูปไข่เหล่านั้น
มันไม่ใช่สิ่งของที่สามารถมีได้ตามธรรมชาติแน่นอน
“หรือว่าจะเป็นเมืองของพวกปีศาจแสง? ”
ข้าสงสัยเช่นนั้น
“อืม...ไม่มีร่องรอยของศัตรู กับดัก? ก็ไม่น่าใช่อีก…”
มันน่าสงสัยเกินไปที่เมืองศัตรูจะถูกทิ้งร้างเอาไว้แบบนี้
แต่หากเอาแต่เสียเวลาวิเคราะห์ มันก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี
“ดีละ ทุกคนเตรียมบุกเมืองศัตรูได้! ”
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงสั่งให้บุกเมืองของศัตรูในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
อาคารที่ใช้ในการประชุมสภาของเหล่าภูติ คือห้องทรงกลมรีขนาดใหญ่ที่ลอยเหนือผิวน้ำ
ที่นั่งซึ่งทำจากเส้นใยนุ่มสบายที่ย้อมเป็นเจ็ดสี แล้วห้อยโยงไปมาระหว่างผนังทรงโค้งสีขาวนวลเป็นทิวแถวนั้น ได้มีเหล่าภูติขนาดเล็กจำนวนมากกำลังนั่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่
ที่ตรงใจกลางของห้องทรงวงรีนี้ จะมีบอลแสงเจ็ดสีขนาดเท่าลูกบอลลอยอยู่เหนือพื้นขึ้นมา
สิ่งนั้นคือตัวช่วยในการกระจายเสียงของผู้พูด เพื่อให้ทุกคนในห้องประชุมได้ยินกันอย่างทั่วถึง
รวมไปถึงการทำหน้าที่บันทึก-ฉายภาพและกระจายส่งออกไปตามเมืองต่าง ๆ ที่ห่างไกลออกไปด้วย
ส่วนหัวข้อการประชุมสภานั้น สามารถสรุปได้ดังนี้
หนึ่งคือมาตรการรับมือเชื้อโรคประหลาดเมื่อวันก่อน
สองคือแนวทางของการวิจัยโลกในหลังจากนี้
และสามคือนโยบายเกี่ยวกับสงคราม… ที่ต้องบอกว่างี่เง่ามาก จนทำให้ฉันอดโมโหขึ้นมาไม่ได้
“เมืองหลวงเก่าถูกยึดไปแล้วไม่ใช่หรือนั่น…”
พวกเราชาวคณะภูติพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นกันอยู่
สิ่งที่ฉายปรากฏจากลูกบอลแสงเจ็ดสีอยู่ในอากาศ ก็คือภาพของเมืองหลวงเก่าอิกดราซิล
ภาพที่ถูกส่งมาจาก [กล้องภูติน้อย] ที่ติดเอาไว้ในเมืองนั้น ได้บอกพวกเราให้รู้ ว่าเมืองนั้นได้ถูกยึดไปแล้ว
ที่กำแพงบาเรียของเมือง มีซากศพของเผ่าอาร์โธร์โพดานอนตายอยู่จำนวนหนึ่ง ส่วนภายในเมือง จะมีหลุมขนาดยักษ์ปรากฏอยู่
พวกมันคงรู้ว่าไม่สามารถผ่านบาเรียมาได้ เลยใช้วิธีดำดินเข้ามาแทนสินะ
ให้ตายสิ ดันเลือกบุกรุกช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดเสียได้
“เอาไงดอง~ จะให้นำทัพไปยึดเมืองหลวงเก่ากลับมามั้ยดอง~? ”
“... ทั้งเผ่าเรามีอาวุธเตรียมไว้ทำสงครามพอแค่หนึ่งหมื่นนายเองโบว~ กำลังพลไม่พอโบว~”
ภูติที่มีใบหน้าเรียวเล็ก แต่มีสายตาดุดันได้กล่าวเช่นนั้น
คงเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงกลาโหมละมั้งดอก~
“ก็บอกแล้วว่าควรรีบผลิตอาวุธสงครามเพื่อเอาไว้ จะเอาไงกันดีเนี่ยอีกดอก~ จะยอมปล่อยให้พวกมันยึดป่าทางตอนใต้ไปไม่ได้นะดอง~ แถวนั้นมันมีดินปืนเยอะเลยดอง~ แถมมีน้ำมันอีกด้วยนะดอง~”
“น้ำมัน? ไม่เห็นได้ยินในรายงานก่อนหน้านี้เลยโบว~”
“พึ่งขุดเจอนะอีดอก~ พวกเอ็งไม่อยู่แนวหน้าเลยตายใจกันได้แบบนี้สินะดอก~ อยากถูกพวกมันลบเป็นเผ่าแรกกันใช่ไหมดอก~”
“...”
ไม่มีใครที่กล้าเถียงฉันกลับ
ช่วยไม่ได้ สงสัยคงต้องใช้แผนชั่วอีกครั้งแล้วดอง~
“ช่วยไม่ได้ เรื่องแผนการต่อสู้ปล่อยให้ฉันจัดการเองดอก รับรอง จะยึดพื้นที่ป่าทางใต้กลับมาภายในเจ็ดวันให้ดูเองดอง~”
ในเวลาใกล้พลบค่ำของวันที่ 30
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“ม่ายยย! ”
ข้าที่ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มกับการตามหาสมุนไพร กำลังร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าร่างที่ไร้ชีวิตของแครอทอยู่
ข้ากลับมาไม่ทัน ข้า… ข้าช่วยชีวิตของนางเอาไว้ไม่ได้…
“ม่ายยยยย!! ”
ข้าทำได้เพียงแค่กรีดร้องเท่านั้น
“เออ…”
“ม่ายยยยย! ”
“เออ บานา…”
“ม่ายยยยย! ”
“บานา! ฉันอยู่ตรงนี้… เลิกร้องไห้ต่อหน้าศพของฉันได้แล้ว มันอายนะ…”
“ม่าย--- เดียวสิแครอท ขอร้องไห้ต่ออีกหน่อย กำลังอินได้ที่เลย… ม่ายยยยย! ”
“แกนี่นะ…”
แครอทที่เกิดใหม่กำลังยืนจ้องมาทางข้าที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายกอดร่างของสหายร่วมรบอยู่
อืม... ผิวเธอมันเนียนนุ่มใช้ได้เลยแฮะ
ใบหน้าของแครอทที่จ้องมาทางข้านั้น เริ่มแดงเป็นลูกตำลึงแล้ว
แย่ละ สงัสยคงโกรธจัดจนน่าแดงแล้วแน่ ๆ ข้าคงแกล้งหนักมือไปหน่อยละมั้ง ฮะ ฮะ ฮะ
“เอาละ แกล้งแค่นี้พอแล้ว... ว่าแต่ตกลงรู้หรือยังว่าติดเชื้อบ้าอะไรมา? ”
“ไม่รู้ รู้แค่ว่ามันทำให้ฉันทรมานมาก ทั้งเลือดไหลออกทางรูทวาร ทั้งหายใจไม่ออก จาม ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ วิงเวียนศรีษะ แขนขาชา บางทีเดียวอาการก็หาย เดียวก็กลับมาทรมานต่อ แถม… ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกทำอะไรกับ [สมอง] อยู่ด้วย”
“เชื้อโรคอะไรอาการประหลาดชิบ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“นั่นแหละ เพราะโลกนี้มันแปลกประหลาดตั้งแต่ที่มีทั้งสัตว์กับพืชประหลาดที่ไม่เคยเห็นผุดขึ้นไปทั่ว จะมีโรคแปลก ๆ ก็คงไม่แปลกละมั้ง? ตอนนี้ขุนนางลำดับที่สิบ [หมอผีแห่งยักษา คอร์น] กำลังตรวจสอบอยู่ จะว่าไป… รู้มั้ย องค์ราชาโกรธแกมากเลยนะ ที่อยู่ ๆ ก็บินออกไปเอาเองแบบนั้นนะ”
“ระหว่างที่ข้าออกไปหาสมุนไพร มีการจัดประชุมขุนนางขึ้นมาสินะ? ”
“ใช่ หลังจากที่ฉันเกิดใหม่อีกรอบ ท่านก็จัดประชุมเตรียมรับมือโรคร้ายทันที แต่เพราะว่าแกเล่นหายตัวไปตามใจชอบเพื่อหาสมุนไพร ฉันเลยต้องรับหน้าที่มาบอกภารกิจของแกให้แทนนะ… (คนบ้า~) ”
สหายข้าพึมพำบางอย่างอยู่ในลำคอ
สงสัยคงกำลังด่าข้าอยู่ละมั้ง? เห็นได้ยินพูดว่า “บ้า” อะไรปิดท้ายเนี่ยแหละ
“มันคือ? ”
“ให้นำกำลังเสริมจำนวนสองแสนนายไปทางตะวันตก เพื่อช่วยสร้างป้อมปราการที่นั่นด้วยกันกับฉันและขุนนางลำดับที่แปด ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม] เพื่อขยายอาณาเขต และจงจับสัตว์อสูรที่น่าจะใช้งานได้ส่งกลับมาด้วย”
แครอทพูดเช่นนั้นพร้อมกับกางแผนที่หนังสัตว์ออกมาให้ข้าดู
แผ่นหนังสัตว์ขนาดหนึ่งเมตรสีน้ำตาลมีลวดลายสีดำถูกวาดเอาไว้อยู่
เลยไปทางทิศตะวันตกจากเมืองหลวง จะพบกับปากแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลแยกออกเป็นสองเส้นปรากฏอยู่
ที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ในการดูแลของขุนนาง [มาเรียม]
“... แปลว่าจะเกิดสงครามสินะ? ”
“ใช่แล้ว”
จากข้อมูลของขุนนางมาเรียมที่ส่งกลับมา ที่อีกฟากของทางสายแยกแม่น้ำตรงนั้น คือจุดบรรจบของอาณาเขตทั้งสามเผ่าพันธุ์
หนึ่งคือป้อมปราการหินขนาดใหญ่ที่มีหอคอยสูงชันของพวกยักษาน้อย
และอีกหนึ่งคือแนวกำแพงดินที่สูงราวภูเขาของพวกตัวเขี้ยว
สถานการณ์ปัจจุบันคือต่างฝ่ายต่างกำลังเร่งสร้างฐานและดูท่าทีต่อกันอยู่
คนที่สามารถยึดจุดยุทธศาสตร์ตรงนี้ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะกลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในการรุกรานเผ่าอื่น
“น่าจะใช้เวลาเดินทัพหนึ่งวันครึ่ง หากรีบเร่งฝีเท้าคงใช้เวลาวันเดียวถึง รีบไปเตรียมตัวให้พร้อมละ กำหนดการเดินทัพคือพรุ่งนี้เช้า”
“ได้ ว่าแต่ทัพอสูรสงคราม---”
“ทัพอสูรมีไม่พอใช้ในศึกนี้ คงได้แต่หวังไปหาเอาที่ปลายทางแล้วละ”
แครอทว่าเช่นนั้น
ข้าหันกลับไปมองดูที่คอกเลี้ยงสัตว์
ร่างของอสูรปีกกับอสูรขนทองได้ถูกทับถมเป็นภูเขาสูง เพราะการติดเชื้อเมื่อวันก่อน
เกล็ดสีน้ำตาลของอสูรปีก กับขนของอสูรขนทองได้ถูกชำแหละออกมาสร้างเป็นชุดเกราะที่ทรงพลัง
“นั่นสินะ…”
ข้าถอนหายใจอย่างเศร้าใจ
จำนวนอสูรสงครามทั้งหมดสองแสนตัว ได้ล้มตายจนเหลือเพียงแค่ห้าหมื่นตัวเท่านั้น
โชคดีที่อสูรปีก [โทเม] ของแครอทไม่เสียชีวิตไปด้วย ไม่งั้นยัยนี่คงเสียใจแย่
“ข้าเองก็อยากได้อสูรปีกสักตัวมาขี่บ้างจัง ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากได้ [สายพันธุ์พิเศษ] นะ”
“ [สายพันธุ์พิเศษ] ? ไอตัวในตำนานที่ว่ากันว่ามีเกล็ดสีดำสลับแดง สูงห้าสิบเมตร กางปีกทีเป็นหลายร้อยเมตรนั่นเนี่ยนะ? มันก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้นละบานา”
“แต่โลกนี้มันออกจะแปลกประหลาด ข้าว่ามันอาจจะมีก็ได้”
“จะเชื่อแบบนั้นก็ตามใจ”
ว่าแล้วยัยแครอทก็เดินจากไป
“ทิศตะวันตกอย่างงั้นหรือ? ”
ข้าพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนที่จะหันไปทางทิศตะวันตก
สายลมได้พัดผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ตรงหน้าเลียบแนวเทือกเขามาปะทะกับใบหน้าของข้า
กระโจมกับรั้วไม้ขนาดเล็กที่รายล้อมได้ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา
ข้าได้ยินมาจากรายงาน ว่าสิ่งก่อสร้างของพวกเผ่ายักษาน้อยกับพวกตัวเขี้ยวมันน่าอัศจรรย์มาก
สูงใหญ่ ดุดัน และให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่มั่นคงแข็งแรง
ผิดกับสิ่งก่อสร้างของเผ่าพวกเรา ที่เน้นความเรียบง่าย และพร้อมที่จะอพยบได้ทุกเวลา
ชักอยากจะไปเห็นเร็ว ๆ เสียแล้วสิ
แผนที่สรุปขอบเขตของแต่ละเผ่าในปัจจุบัน