เมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาในเรือนก็เห็นมู่เฉิงหลินยืนรออยู่พร้อมรอยยิ้ม ดวงตาของเขาเป็ประกายตื่นเต้นและยินดี ในที่สุดก็ได้อยู่ตามลำพังกับพี่สาวแล้ว เด็กหนุ่มจึงไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป
“เชียน เ้าช่างร้ายกาจนัก เ้าทำได้อย่างไร ไม่กี่เดือนก่อนเ้ายังส่งข่าวมาว่ายังมิอาจบรรลุขั้นรวมปราณได้ด้วยซ้ำ เ้าบอกข้ามา เ้าจงใจปิดบังข้า อยากให้ข้าตื่นเต้นดีใจ หรือเ้าพบเหตุการณ์ประหลาดอันใด เพียงไม่ถึงปีกลับบรรลุถึงขั้นสามดาวได้ นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว แล้วเหตุใดเมื่อวานข้าจึงมิอาจสำรวจปราณในกายของเ้าได้ ?”
มู่เชียนยิ้มขำน้องชายที่พ่นคำถามออกมาเป็ชุด เมื่ออยู่กันตามลำพังพวกเขาก็เป็ตัวของตัวเองอย่างที่สุด มู่เฉิงหลินไม่ปิดบังความตื่นเต้นยินดีของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เื่ที่มาจากต่างมิติกับเื่เทพอสูรนั้นนางไม่อาจเล่าให้เขาฟังได้ เพราะมันอาจส่งผลต่อภารกิจที่นางต้องทำ แต่เื่อื่นๆนั้นนางไม่คิดปิดบังเขาอยู่แล้ว
“สัตว์อสูรที่ข้าทำพันธสัญญาด้วยบังเอิญมีตำรับยาโอสถรวมปราณใน และยังแนะนำการปรุงโอสถเบื้องต้นแก่ข้า ข้าสามารถมาถึงขั้นนี้ได้ ล้วนอาศัยยาหลายเม็ดนั้น ส่วนเื่ปิดบังพลังปราณก็เป็เขาที่ช่วยข้าเช่นกัน ”
มู่เฉิงหลินส่ายศีรษะไม่เชื่อ โอสถรวมปราณนั่นแม้ไม่อาจได้มา แต่อย่างไรก็เคยศึกษาค้นคว้ามาบ้าง
“เป็ไปไม่ได้ โอสถรวมปราณนั้นวิเศษก็จริง แต่ตำรับยานั้นไม่อาจใช้กับผู้มีปราณธาตุถึง 7 ธาตุเช่นเ้าได้ … แม้กับปราณธาตุผสม 4 ธาตุก็มิใคร่จะส่งผลอันใดแล้ว อีกอย่างเ้าบอกว่าเ้าปรุงยานี้ด้วยตนเองหรือ ? ขั้นตอนการปรุงนั้นซับซ้อนมาก เว้นแต่สำเร็จขั้นปราชญ์ยาขึ้นไปจึงจะสามารถปรุงได้ เ้าเป็เพียงขั้นนักยุทธ์ แล้วจะเป็ไปได้อย่างไร?”
มู่เชียนหลุดหัวเราะออกมา เด็กหนุ่มเคร่งขรึมมากมารยาท เมื่ออยู่ต่อหน้านางก็กลายเป็เด็กหนุ่มที่ช่างซักช่างถาม เอ่ยคำพูดรัวเร็วราวกับเป็คนละคน
“ข้าย่อมไม่โกหกเ้า ตำรับยารวมปราณของข้าวิเศษกว่าตำรับยารวมปราณที่เ้ารู้จักอยู่บ้างจริงๆ อีกทั้งด้วยปัจจัยบางอย่างในตัวสัตว์อสูรของข้า เอาเป็ว่าข้าสามารถควบคุมเพลิงได้เสมือนกับสำเร็จขั้นปราชญ์ยุทธ์ก็แล้วกัน”
ครั้นกล่าวจบ มู่เชียนก็ดีดนิ้วผึง บอลเพลิงสีแดงจางดวงหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ จากนั้นนางก็ควบคุมเพลิงให้แปรเปลี่ยนเป็อักษรหลินได้อย่างง่ายดาย มู่เฉิงหลินเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงเป็อันมาก เพราะเขามีปราณธาตุไฟเป็ธาตุประจำกายจึงรู้ว่าการควบคุมเพลิงได้เช่นนี้นั้นยากเย็นมากเพียงใด
ครั้งก่อนท่านปู่มู่จงที่สำเร็จปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นเคยสาธิตการควบคุมเพลิงให้แปลงเป็ตัวอักษรให้เขาดูเป็ตัวอย่าง ทำเอาเขารู้สึกทึ่งและชื่นชมเป็อย่างมาก ทว่าก็มิอาจดูเรียบง่ายและเบาสบายเช่นที่มู่เชียนทำ
“เ้า... เ้า... นี่มันยอดเยี่ยมมาก.... สัตว์อสูรตนนั้น ... ทำได้อย่างไรกัน” มู่เฉิงหลินยังคงตกตะลึง เอ่ยปากถามไปอย่างไร้สติ
มู่เชียนอมยิ้ม แล้วเรียกัน้อยให้ออกมา เทพอสูรตัวน้อยปรากฏกายขึ้นบนไหล่ด้านขวาของเด็กสาว สีหน้านั้นเรียกได้ว่าเย่อหยิ่งถึงที่สุด ดวงตาสีแดงเขม้นมองไปที่มู่เฉิงหลินเพื่อจับความรู้สึกบางอย่าง มู่เชียนััได้ถึงรังสีอำมหิตเบาบางโชยออกมาจากร่างของเสี่ยวจิ้งจึงรีบเอ่ยแนะนำเขากับมู่เฉิงหลินอย่างรวดเร็ว
“เขาชื่อเสี่ยวจิ้ง เป็ัเพลิง แต่มีเหตุบางอย่างทำให้ตัวเขาหดเล็กลง”
รู้ไว้เถิด หากเฉิงหลินพูดบางอย่างที่เกี่ยวกับจิ้งจก กิ้งก่า หรือ เื่ขนาดตัวออกมา คาดว่าเสี่ยวจิ้งคงไม่หยุดแค่เพียงตวาดด่าทอเหมือนที่ทำกับนางเป็แน่ เมื่อครู่นี้ สิ่งที่ัน้อยคิดกระทำกับมู่เยว่นั้น ทำให้นางได้เรียนรู้แล้วว่า “เทพอสูร” มิใช่เพียงคำเรียกขานอย่างเลื่อนลอย
ฝ่ายมู่เฉิงหลิน ทันทีที่ได้ยินคำว่าั ก็หันขวับมาหาเทพอสูรตัวน้อยด้วยดวงตาเป็ประกาย ชายหนุ่มมองสำรวจทั่วร่างเสี่ยวจิ้งอย่างสงสัยใคร่รู้และชื่นชอบเป็อย่างยิ่ง
“ัเพลิง ! นี่มันยอดมากเลย ! ข้าไม่เคยเห็นัมาก่อน ดูเขาบนศีรษะนั่นสิ …เกล็ดสีแดงแวววาว… กรงเล็บคมกริบ…. ท่วงท่าสง่างาม… ด้วยอานุภาพและรูปลักษณ์เช่นนี้ ยังน่าเกรงขามยิ่งกว่าสิงโตพฤกษาขององค์รัชทายาทหลายเท่า”
ดูเหมือนขนาดตัวของเสี่ยวจิ้งไม่เป็อุปสรรคต่อสายตาอันเฉียบแหลมของมู่เฉิงหลิน ชายหนุ่มพิจารณามองเห็นเขา เกล็ด ตลอดจนกรงเล็บเล็กๆนั่นได้ ไม่พลาดไปแม้จุดเดียว
“สายตาของเ้าไม่เลว ยอดเยี่ยมกว่าพี่สาวของเ้ามากนัก” เสี่ยวจิ้งกล่าวกับมู่เฉิงหลินอย่างพึงพอใจ รังสีอำมหิตล้วนสลายไปแล้ว หลงเหลือเพียงความเย่อหยิ่งและความภาคภูมิใจในสายเืัเท่านั้น
“มิน่าเล่า เผ่าพันธุ์โบราณอันดับต้นๆเยี่ยงนี้ ย่อมมีภูมิความรู้ที่คนทั่วไปอย่างเรามิอาจเทียบได้ ข้าขอขอบคุณท่านัแทนพี่สาวของข้าด้วย” มู่เฉิงหลินยิ้มกว้าง พร้อมประสานมือคารวะัเทพตัวน้อยอย่างยกย่อง
“มิเป็ไร ข้าเองมีชะตาเกี่ยวพันกับนาง ที่ช่วยเหลือก็มิได้หนักหนาอันใด เ้าเองเป็ผู้มีพร์ด้านปราณธาตุไฟยิ่งนัก วันหน้าเมื่อเ้าสำเร็จขั้นยอดยุทธ์ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาควบคุมธาตุไฟให้แก่เ้า รับรองว่าในแผ่นดินนี้ ไม่มีผู้ใดมากไปกว่าข้าอีกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า ”
หลังชื่นชมกันเองพักใหญ่ ทั้งสองก็ดูจะเข้ากันได้ดีอย่างมาก มู่เชียนกะพริบตาปริบๆมองพวกเขาหัวเราะยิ้มแย้มเบิกบาน ราวกับนางเองที่เป็ส่วนเกิน
“มู่เชียน ก่อนหน้าเ้าก็หลอมโอสถรวมปราณธาตุไฟไว้หลายเม็ดมิใช่หรือ มอบให้เฉิงหลินสิ เขาจะได้ประโยชน์จากยาเม็ดนี้อย่างมาก”
มู่เชียนส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนหน้านี้ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะมอบยานี้ให้น้องชายฝาแฝด ทว่ากลับถูกเสี่ยวจิ้งกล่าวทวงขึ้นก่อน นางเลยคล้ายเป็พี่สาวจอมงกไป..
มือบางล้วงเอาขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกมาส่งให้น้องชาย เห็นมู่เฉิงหลินรับไว้ด้วยความยินดี มู่เชียนจึงเอ่ยเตือนอย่างอดไม่ได้
“หลังจากกินเข้าไปแล้วอาจมีความเ็ปตามมาบ้าง เ้าเตรียมใจเอาไว้ด้วย”
มู่เฉิงหลินพยักหน้ารับรู้พลางเก็บขวดโอสถไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ในเมื่อต้องเผชิญความเ็ป เขาจะขอกลับไปที่ห้องส่วนตัวดีกว่า เขาไม่อยากให้พี่สาวเห็นตนเองในสภาพทุกข์ทรมาน
หลังพูดคุยกันอีกพักหนึ่ง เด็กหนุ่มก็เอ่ยขอตัวกลับเรือน คาดว่าคงร้อนใจอยากทดลองประสิทธิภาพของยารวมปราณเต็มที
“คงไม่เกิดอันตรายใดๆขึ้นกระมัง” มู่เชียนมองตามหลังน้องชาย พลางเอ่ยกับเสี่ยวจิ้งอย่างเป็กังวล
“ไม่มากเท่ากับเ้าที่กินเข้าไปทีเดียวถึงหกเม็ดพร้อมกันหรอก.. อีกทั้งเขาบรรลุนักยุทธ์ขั้นสี่แล้ว ความเ็ปที่ต้องเผชิญน้อยกว่าเ้าไม่รู้กี่เท่า” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็เื่ใดๆ
เช้าวันต่อมา เหล่าลูกศิษย์ใหม่เตรียมพร้อมจัดข้าวของกันเรียบร้อยระหว่างรอให้ตัวแทนจากสำนักต่างๆมารับตัวไป
ณ เวลานี้ มู่เสียง มู่ฉือ มู่เยว่ กำลังยืนตัวเกร็งอยู่ด้านหลังหม่าเหยียนที่ยืนหน้านิ่งเ็า ส่วนฟ่านจูหลิงกำลังยืนมือไพล่หลังเงยหน้าชมก้อนเมฆอยู่ลำพัง
เมื่อมู่เชียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับมู่เฉิงหลิน อาจารย์ฟ่านสังเกตเห็นนางทันที ดวงตาหวานหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะเบิกกว้างด้วยความใ นางรู้สึกถึงปราณในร่างศิษย์หญิงที่สูงกว่าเมื่อวานมาก นี่ไม่ใช่ปราณของนักยุทธ์สามดาวแน่ๆ
‘เด็กคนนี้คงใช้วิธีพิเศษในการปกปิดปราณของตน’ ยิ่งคิดอาจารย์สาวก็ยิ่งรู้สึกทึ่งในตัวลูกศิษย์ยิ่งนัก เหลียวมองหม่าเหยียนที่ยืนอยู่กับมู่เยว่และพี่ชายของนาง ดวงตาของเขาเอาแต่จับจ้องไปยังมู่เฉิงหลิน จนไม่ทันสังเกตเห็นปราณของมู่เชียน
‘โชคดีที่แย่งมาได้ งานประลองเจ็ดสำนักปีหน้า คงมีอะไรสนุกๆให้ดูเป็แน่’ ฟ่านจูหลิงหันไปยิ้มกว้างให้มู่เชียน พร้อมเอ่ยอย่างเอ็นดู
“เชียนเอ๋อ หลับสบายหรือไม่ ข้าวของเก็บเรียบร้อยดีแล้วหรือ หากมีอันใดให้อาจารย์ช่วย ก็อย่าได้เกรงใจ”
มู่เชียนเอ่ยรับคำเบาๆ พร้อมเจรจาขอพาเสี่ยวจือจือที่หอบผ้าหอบผ่อนร้องไห้ตามมาอยู่ด้านหลังเพื่อไปที่สำนักศึกษาด้วย ซึ่งฟ่านจูหลิงก็กล่าวอนุญาตอย่างใจดี
“ท่านพี่ หมู่ตึกพฤกษาเอาใจลูกศิษย์เกินไปหรือไม่ เทียบกับตำหนักเซียนอัคคีที่แสนจะเ็าแล้ว ดูอบอุ่นกว่ามิรู้กี่เท่า” มารดาของมู่เสียงและมู่ฉือเอ่ยกับสามีเบาๆ
“ท่านพ่อ โตขึ้นข้าจะขอศึกษาที่หมู่ตึกพฤกษา” บุตรของตระกูลสายรองที่ยังเล็กเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นกิริยาน่าชิดใกล้ของฟ่านจูหลิง
แม้หมู่ตึกพฤกษาจะมิค่อยรับลูกศิษย์มากเท่ากับตำหนักเซียนอัคคี แต่อย่างไรก็มิใช่ครั้งแรกที่รับ ก่อนหน้านี้ล้วนมิเคยเห็นตัวแทนสำนักคนใดอ่อนโยนเอาใจใส่ต่อลูกศิษย์ใหม่เพียงนี้ มิรู้ว่าเป็เพราะฟ่านจูหลิงอ่อนโยน หรือมู่เชียนพิเศษกว่าศิษย์คนอื่นๆกันแน่ ทุกคนได้แต่ตั้งข้อสันนิษฐานของตนอยู่ในใจ
ทันใดนั้น เสียงของหม่าเหยียนก็ดังขึ้น ใบหน้าชราแสดงความตื่นเต้น ชี้มาที่มู่เฉิงหลินแล้วตระโกนว่า
“เ้าบรรลุขั้นห้าดาวแล้วรึนี่ !”
ทุกสายตาพลันหันไปให้ความสนใจในตัวมู่เฉิงหลิน รวมถึงมู่เชียนเช่นกัน นางส่งยิ้มกว้างให้น้องชาย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็ประกายยินดี มู่
เฉิงหลินคลี่ยิ้มสดใสตอบพลางก้มลงเอ่ยกระซิบเสียงเบา “ยารวมปราณของเ้าร้ายกาจมาก อีกหน่อยหากปรุงยาแล้วไม่มั่นใจ ข้ายินดีเป็หนูลองยาให้เ้านะ”
“ฝึกเพียงสามปี ก็บรรลุนักยุทธ์ห้าดาวแล้ว นี่มิใช่ทำลายสถิติของแคว้นทั้งหมดหรือ เ้าเด็กนี่เป็อัจฉริยะจริงๆ สำนักของข้าขุดพบของดีเข้าแล้ว”
หม่าเหยียนหัวเราะลั่นพลางมองอย่างเยาะเย้ยไปยังฟ่านจูหลิง เดิมคิดว่าคงได้รับสายตาริษยากลับมา กลับเห็นเพียงร่างงดงามด้านข้างเท่านั้น
ฟ่านจูหลิงยังคงเฝ้าหมุนตัวมู่เชียนเพื่อสำรวจความเรียบร้อย จัดผมเด็กสาวให้เข้าที่ ทำราวกับนางเป็สมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน
‘ทำเป็ไม่สนใจไปเถอะ ยายเด็กร้ายกาจ จริงอยู่ที่มู่เชียนมีเส้นปราณยุทธ์แข็งแกร่งผิดธรรมดา ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบชั้นกับมู่เฉิงหลินที่มีปราณยุทธ์ธาตุเดี่ยวทั้งยังมีพร์การฝึกยุทธ์สูงถึงเพียงนี้ ’
“เ้าบ้านมู่ ข้ายังต้องไปอีกหลายที่ คงต้องขอตัวลาแล้ว” หม่าเหยียนเป็ผู้เอ่ยปากลาก่อน
“ท่านอาจารย์หม่าเกรงใจไปแล้ว ขอให้เดินทางปลอดภัย” มู่จงโน้มกายคำนับเขา แล้วจึงหันไปกำชับบุตรหลานของตน
“พวกเ้าจงจดจำคำที่ข้ากล่าวกับพวกเ้าเมื่อวานไว้ รักษาตัวให้ดี”
“ขอรับ/เ้าค่ะท่านปู่”
ร่ำลาเสร็จสิ้น หม่าเหยียนก็เป่าปากคราหนึ่ง เสียงหวีดแหลมแฝงปราณอันแข็งแกร่งดังก้องทั่วบริเวณ จากนั้นเงาสีแดงปราดเปรียวขนาดใหญ่ก็โฉบลงมายังลานกว้างของตระกูลมู่
นั่นคือนกกระเรียนสีแดงขนาดั์ ปีกมหึมานั่นเมื่อเหยียดออกแล้ว มีความยาวไม่ต่ำกว่า 3 จั้ง ดวงตาสีแดงฉานของมันลุกไหม้เป็เปลวเพลิง ควันอุ่นร้อนพ่นออกมาทุกลมหายใจ
“กระเรียนเพลิง สัตว์อสูรระดับยอดอสูร !”
“สมเป็ตำหนักอัคคี สามารถนำสัตว์อสูรระดับนี้มาเป็พาหนะได้ สัตว์อสูรระดับนี้แม้จะไม่นับว่าร้ายกาจนัก แต่ก็เทียบได้กับยอดยุทธ์ขั้นปลายเลยทีเดียว”
ความชื่นชมจากรอบข้างทำให้หม่าเหยียนเผยรอยยิ้มกว้างขึ้น ชายชราะโขึ้นไปบนหลังกระเรียนเพลิงเป็คนแรก ก่อนจะส่งสัญญาณให้เด็กๆทั้งสี่ตามขึ้นมา มู่เฉิงหลินรีบหันมาบอกลามู่เชียนเป็ครั้งสุดท้าย
“ข้าไปก่อนนะพี่สาว”
“อืม ไว้ค่อยพบกัน” มู่เชียนเอ่ยลาพร้อมคลี่ยิ้มให้น้องชายฝาแฝดที่นานๆครั้งจะยอมเรียกนางว่าพี่
ทั้งที่เพิ่งได้พบกันเพียงไม่นาน ก็ต้องแยกจากกันอีกแล้ว เด็กสาวรู้สึกใจหายไม่น้อย
ขณะที่มู่เฉิงหลินกำลังจะะโขึ้นไปบนหลังกระเรียนเพลิงเป็คนสุดท้าย ฟ่านจูหลิงพลันสะบัดแขนเสื้อส่งแสงสีเขียวสายหนึ่งขึ้นไปบนฟ้า เงาสีดำขนาดใหญ่และเสียงกรีดร้องดังก้องผ่านเมฆลงมาทันที อึดใจเดียวร่างปริศนาก็ร่อนลงมาถึงพื้น
อินทรีย์ั์ตัวหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างฟ่านจูหลิง ปีกสองข้างมันวาวเป็สีเหลือบรุ้ง จงอยปากและกรงเล็บแหลมคมน่าเกรงขาม สายตาเ็าของสัตว์นักล่า จ้องเขม็งไปยังกระเรียนเพลิงที่เริ่มกระสับกระส่ายั้แ่ได้ยินเสียงร้องของพญาเพชรฆาตตัวนี้แล้ว
“อินทรีปีกม่วง ระดับปราชญ์อสูร !” นี่คือสัตว์อสูรของหมู่ตึกพฤกษา แม้ขนาดไม่ใหญ่เท่ากระเรียนเพลิง แต่ความเร็วและพลังการโจมตีนั่นสูงกว่ามาก
ฟ่านจูหลิง เหลือบมองอาการของกระเรียนเพลิงและสีหน้าเขียวคล้ำของหม่าเหยียนอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยลากับมู่จงเช่นกัน
“ท่านผู้นำตระกูล ข้าขอนำตัวเชียนเอ๋อไปก่อน โอกาสหน้าไว้พบกัน”
“น้อมส่งอาจารย์ฟ่าน โอกาสหน้าพบกัน”
มู่เชียนก้มศีรษะคาระวะท่านปู่ ก่อนะโขึ้นหลังอินทรีย์ปีกม่วงไปเป็คนแรก นางหันไปส่งยิ้มให้อาหญิงที่ยืนน้ำตาซึมอยู่ด้านหลังท่านปู่
เช้านี้ท่านอามาช่วยเก็บของให้เธอั้แ่เช้า พร้อมกับเฝ้ากำชับเื่ต่างๆมากมายจนเมื่อไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมแล้ว จึงวนกลับไปกำชับเื่เดิมใหม่ เป็เช่นนี้ไม่ต่ำกว่าสองรอบ ทว่ามู่เชียนกลับไม่นึกรำคาญ นางรู้ดีถึงความรักและอาลัยของอาสาว พวกนางไม่เคยแยกจากกันเลยนับแต่วันที่มู่เชียนอายุเพียงหนึ่งขวบ
ที่จริงนางเองก็เป็ห่วงท่านอาหญิงไม่น้อย ได้แต่ปฏิญาณว่าจะต้องรีบทำภารกิจให้เสร็จ สะสางทุกอย่าง เพื่อกลับมาหาท่านอาหญิงให้เร็วที่สุด อีกทั้งครอบครัวในอีกโลกของนางก็กำลังรอนางอยู่เช่นกัน
คราแรกที่ฟ่านจูหลิงมองเห็นมู่เชียนะโขึ้นหลังอินทรีย์ปีกม่วงไปก่อนก็ใอย่างมาก เผลอคิดไปว่าอินทรีย์ปีกม่วงจะทำร้ายลูกศิษย์ที่ตนสรรหามาอย่างยากลำบากนี้จนาเ็เสียหายไปหรือไม่? ไหนเลยจะคิด… มันไม่เพียงไม่ทำร้ายมู่เชียน แต่กลับดูคล้ายอ่อนน้อมเชื่อฟังเด็กสาวอย่างยิ่ง
‘หรือเสี่ยวมี่อยู่กับมนุษย์นานเกินไปจนบรรเทาความดุร้ายลงแล้ว’
ฟ่านจูหลิงคิดไม่ตกจึงทำได้เพียงแต่ะโตามหลังมู่เชียนขึ้นไปบนหลังอินทรีย์ั์อย่างงงๆ ก่อนที่เสี่ยวจือจือ จึงค่อยๆคืบคลานตามหลังขึ้นไปเป็คนสุดท้าย เมื่อเห็นเด็กๆนั่งลงบนหลังอินทรีย์เรียบร้อยแล้ว ฟ่านจูหลิงจึงสั่งการให้มันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
จนเมื่ออินทรีย์ั์ลับหายไปจากสายตา กระเรียนเพลิงจึงค่อยคลายความวิตกลง หม่าเหยียนมองตามร่างของฟ่านจูหลิงไปพร้อมส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะส่งสัญญาณให้กระเรียนเพลิงทะยานขึ้นสู่ฟ้าไปเช่นกัน