จื่อลู่เดินกลับมายังกระท่อม ปล่อยให้จิ่นเม่ยหลงฝึกฝนร่างกายอยู่เพียงลำพัง สี่ปีกว่าแล้วที่เขากับเด็กน้อยใช้ชีวิตอยู่บนดาวดวงนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา จื่อลู่คิดหาหนทางที่จะกลับไปยังดินแดนเทพมารอยู่เสมอ ทว่ากำไลข้ามมิตินั้น หาก้าระบุตำแหน่งพิกัดกลับไปโดยตรง จำเป็ต้องใช้พลังปราณมหาศาลในการขับเคลื่อน ซึ่งในตอนที่เขาหนีตายพาร่างจิ่นเม่ยหลงข้ามมิติมา สภาพของเขาก็ร่อแร่เจียนตายอยู่แล้ว
“นี่ก็ผ่านมาสี่ปีแล้ว พลังปราณของข้าเพิ่งจะฟื้นคืนกลับมาได้แค่หกส่วนเท่านั้น... การโจมตีของจักรพรรดินีครานั้น ไม่ใช่แค่การโจมตีธรรมดาอย่างแน่นอน!” จื่อลู่มั่นใจได้เลยว่า พลังที่อวิ๋นเหมยซัดเข้าใส่เขาต้องแฝงไอพลังมารอันน่าสะพรึงกลัวมาด้วยแน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะพยายามหาทางรักษาอย่างไร ความรู้สึกแปลกประหลาดที่กัดกินอยู่ภายในร่างก็ไม่เคยทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
ลึกลงไปในจุดกำเนิดพลังของจื่อลู่ ยามใดที่อากาศหนาวเย็น ร่างกายของเขาจะสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ พลังปราณภายในปั่นป่วนจนตีกลับ ลมหายใจติดขัดทรมานแสนสาหัส และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ร่างกายของเขากำลังอ่อนแอลงทุกวัน จื่อลู่พยายามใช้สมุนไพรและวิธีรักษาสารพัดรูปแบบ แต่ก็ไร้ผล ราวกับว่าพลังมารนั้นได้หยั่งรากลึกลงไปในิญญาของเขาแล้ว
“อั๊ก!” จื่อลู่กระอักโลหิตสีคล้ำออกมาคำโต “ข้าคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วสินะ” เขาเอ่ยเสียงแ่เบาก่อนจะยกมือซ้ายขึ้นเช็ดคราบเืที่มุมปาก หากเขาสิ้นใจไป จิ่นเม่ยหลงในวัยเพียงสี่ปีที่เติบโตมาในป่าลึก คงต้องระหกระเหินออกไปเผชิญโลกภายนอกเพียงลำพัง กว่าเด็กน้อยจะเติบใหญ่คงต้องพบเจอกับอุปสรรคนานัปการ
“ที่ผ่านมา ข้าทุ่มเทดูแลเขาอย่างดีที่สุด หวังว่าการไถ่บาปตลอดสี่ปีนี้ คงจะช่วยให้ข้าได้หลับตาลงอย่างสงบขึ้นมาได้บ้าง” จื่อลู่พึมพำพร้อมกับใช้มือลูบไปที่กำไลข้ามมิติ “พลังปราณทั้งหมดที่ข้ามี คงต้องใช้ไปกับสิ่งนี้แล้วล่ะ หวังว่าสักวันหนึ่ง เด็กน้อยผู้นี้จะได้มีโอกาสกลับไปพบหน้าบิดามารดาที่แท้จริง”
สามเดือนต่อมา
ร่างกายของจื่อลู่อ่อนแอลงจนถึงขีดสุด พลังปราณทั้งหมดที่เขาสะสมและฟื้นฟูมาตลอดสี่ปี ถูกถ่ายเทลงไปในกำไลข้ามมิติเพื่อเตรียมพร้อมไว้จนหมดสิ้น
“จิ่นเม่ยหลง ต่อจากนี้ไปเ้าจำต้องเผชิญกับเื่ราวอีกมากมายบนโลกใบนี้ ข้าคงอยู่ดูแลเ้าต่อไปไม่ไหวแล้ว” เสียงของจื่อลู่แหบพร่าและร่อแร่ ราวกับตะเกียงที่น้ำมันกำลังจะเหือดแห้ง บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเล่าความจริงทุกอย่างให้เด็กน้อยได้รับรู้
“จงฟังให้ดี บ้านที่แท้จริงของเ้าคือดินแดนเทพมาร บิดาของเ้าคือองค์จักรพรรดิแห่งดินแดนเทพนภา นามว่า จิ่นลี่ ส่วนมารดาของเ้าคือจักรพรรดินีแห่งดินแดนมารล่ม์ นามว่า อวิ๋นเหมย และสาเหตุที่ตัวเ้าไม่สามารถใช้พลังปราณได้... ก็เป็เพราะข้าเอง ในตอนนั้นข้าได้รับคำสั่งเด็ดขาดให้ไปสังหารเ้า ทว่าเมื่อเห็นหน้าเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่วัน ข้ากลับลงมือไม่ลง ข้าจึงเลือกที่จะทำลายเส้นกำเนิดพลังปราณของเ้าแทน และข้าก็ได้ปะทะกับบิดามารดาของเ้าจนาเ็สาหัส”
“ข้าเสียแขนขวาไป สภาพของข้าในยามนั้นมืดมนจนมองไม่เห็นหนทางรอดเลยแม้แต่น้อย แต่ก็นับว่าโชคยังดีที่จ้าวดินแดนเทพนภา ผู้เป็ปู่ของเ้า ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลับ ๆ ทำให้ข้ามีโอกาสใช้ม่านมิติหนีรอดพร้อมกับพาตัวเ้ามายังดาวดวงนี้ และคำขอร้องสุดท้ายที่ข้าได้รับก่อนจะหนีมาก็คือฝากดูแลเ้าให้ดี” จื่อลู่กล่าวสารภาพบาปในใจออกมาอย่างหมดเปลือก
จิ่นเม่ยหลงที่นั่งรับฟังเื่ราวอันหนักอึ้งจากปากของจื่อลู่ สีหน้าของเด็กน้อยแปรเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ทว่าในแววตากลับไร้ซึ่งรังสีความแค้นหรือความขุ่นเคืองใด ๆ
“แม้ว่าในอดีตท่านจะเคยทำเื่เลวร้ายกับข้า แต่ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาท่านก็คอยสั่งสอนชี้แนะถ่ายทอดวิชาและทุ่มเทดูแลข้าเป็อย่างดีมาตลอด แล้วตัวข้าจะโกรธแค้นท่านลงได้อย่างไร” หยาดน้ำตาใส ๆ เริ่มเอ่อล้นและไหลรินอาบสองแก้มของเด็กน้อย
เมื่อจื่อลู่ได้ยินคำกล่าวของเด็กชาย น้ำตาแห่งความสำนึกผิดก็พลันไหลรินออกมาเช่นกัน สิ่งที่เขาได้กระทำลงไปกับเด็กน้อยผู้นี้ ต่อให้ตายตกไปอีกหมื่นชาติก็ยังมิอาจชดใช้หรือคู่ควรแก่การให้อภัย แต่เด็กน้อยวัยสี่ปีเบื้องหน้า กลับเอ่ยปากให้อภัยเขาทั้งน้ำตา!
“จิ่นเม่ยหลง กำไลข้ามมิติวงนี้ ข้าได้ถ่ายเทพลังปราณทั้งหมดของข้าลงไปจนเต็มเปี่ยมแล้ว ข้าเองก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่ามันจะพาเ้าเดินทางไป ณ สถานที่แห่งใด หาก์ยังเมตตา เ้าอาจจะได้กลับไปยังบ้านเกิดของเ้า หลังจากที่ข้าตายไป เ้าคงต้องก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตนี้อย่างโดดเดี่ยวแล้วนะ” เสียงของจื่อลู่แ่เบาลงเรื่อย ๆ ร่างกายเริ่มหมดสิ้นเรี่ยวแรง
จิ่นเม่ยหลงมิได้กล่าวโทษสิ่งใดต่อ ทำเพียงยื่นมือเล็กๆ สั่นเทาออกไปรับกำไลข้ามมิติมาถือไว้
“ทิศเหนือของป่าไม่ไกลจากที่นี่ มีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองเทียนฮุย เ้าควรจะเดินทางไปหาที่พักพิงอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนั้น...” หลังจากเอ่ยคำสั่งเสียประโยคสุดท้ายจบ ลมหายใจของจื่อลู่ก็ขาดห้วงและจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
“ท่านพ่อ ท่านพักผ่อนให้สบายเถิด ในอนาคตต่อจากนี้แม้ตัวข้าจะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากหรือความเลวร้ายมากมายเพียงใด ข้าก็จะอดทนและก้าวข้ามมันไปให้จงได้!” จิ่นเม่ยหลงเอ่ยคำมั่นสัญญาทั้งน้ำตาปนเสียงสะอื้น แม้จะเป็เพียงเด็กวัยสี่ปี แต่เขาก็รับรู้ได้เป็อย่างดีว่า ชีวิตต่อจากนี้มันช่างหนักหนาสาหัสเหลือเกิน
เช้าวันรุ่งขึ้น...
จิ่นเม่ยหลงได้ทำการขุดหลุมและฝังร่างของจื่อลู่เอาไว้ใกล้กับกระท่อมอย่างเรียบร้อย เด็กชายตัวน้อยยืนนิ่งจ้องมองไปยังหลุมศพของบุรุษที่ตนเรียกขานว่าพ่อมาตลอดสี่ปี
“ท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้านะ ป่าแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่ดีของเราสองคน ข้าจะไม่มีวันลืมมันเด็ดขาด!” จิ่นเม่ยหลงเอ่ยคำสัตย์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยวเกินวัย
จิ่นเม่ยหลงเก็บข้าวของ หมุนตัวหันหลังให้กับป่าลึก แล้วเริ่มก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือทันที นี่คือครั้งแรกในชีวิตของจิ่นเม่ยหลงที่ต้องก้าวออกจากเขตป่า เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก ทว่านี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้เขามีชีวิตรอด และเติบโตขึ้นเพื่อตามหาความจริงในอนาคต!