ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 97 เดินทางมาไกลเพื่อบีบให้ข้าตกทะเลสาบ

            เป่ยเหลียนโม่มองเป่ยเซวียนเฉิงด้วยสายตามืดครึ้ม แม้แต่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าเป่ยเซวียนเฉิงจะไล่ตามมาไกลถึงเพียงนี้

             “พี่สามช่างห่วงใยหวังเฟยของเปิ่นหวังเหลือเกิน เพียงแต่เปิ่นหวังสงสัยยิ่งนัก พี่สามต้อนนางไปถึงริมทะเลสาบ จากนั้นท่านพูดสิ่งใดกันแน่ถึงทำให้หวังเฟยตกลงไปในทะเลสาบ?”

             เป่ยเซวียนเฉิงมองไปยังประตูที่ปิดสนิท เขายิ้มเย็นเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น เขากล่าวว่าตนไม่เคยบีบบังคับให้นางทำสิ่งใด ส่วนที่นางตกลงไปในน้ำก็เป็นเพราะเหยาเชียนเชียนประมาทไม่ทันสังเกตเอง ดังนั้นจึงตกลงไปโดยไม่ทันระวัง

             “เหตุใดน้องสี่ถึงได้กันท่าข้าถึงเพียงนี้ เสด็จพ่อทรงถอดเชียนเชียนออกจากตำแหน่งชายาของชิงผิงอ๋องแล้ว และยามนี้นางก็เป็นเพียงราษฎรทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้น นางไม่ใช่หวังเฟยของน้องสี่อีกต่อไปแล้ว อย่าว่าแต่ข้าเลย ไม่ว่าผู้ใดก็มีสิทธิ์มาเยี่ยมเยียนนางได้ทั้งนั้น”

             เป่ยเซวียนเฉิงกวาดตามองไปรอบๆ เขายังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับเรือนพักหลังนี้อยู่รางๆ ที่แห่งนี้เป็นเรือนพักของเสด็จพ่อในเวลานั้น บริเวณที่ตั้งอยู่ใกล้นครหลวง น้ำเขียวป่าขจีและมีอาคารสูงตระหง่าน ในยามนั้นที่ได้รู้ว่าเป่ยเหลียนโม่ได้รับพระราชทานเรือนพักแห่งนี้ยังทำให้เสด็จแม่โกรธเคืองอยู่พักใหญ่

             ไม่คิดเลยว่าเป่ยเหลียนโม่จะให้เหยาเชียนเชียนมาพักอาศัยอยู่ที่นี่ นัยน์ตาของเป่ยเซวียนเฉิงหม่นแสง ในใจของเป่ยเหลียนโม่นั้นเหยาเชียนเชียนมีความสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? และสำคัญกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้เสียอีก?

             “ความประสงค์ของเสด็จพ่อคือการให้น้องสี่เปลี่ยนสถานที่ห้องทองคำซ่อนเจียว [1]” เป่ยเซวียนเฉิงสะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา แทบจะไล่บ่าวไพร่ที่ยกน้ำชาเข้ามาให้ถอยออกไป

             “ยามนี้ในเมื่อเชียนเชียนไม่ใช่ชายาชิงผิงอ๋องแล้ว เช่นนั้นนางอยากไปที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฝืนอยู่ที่นี่ตามความต้องการของน้องสี่”

             เป่ยเหลียนโม่สะกดกลั้นแววโหดร้ายในดวงตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเหยียดมุมปาก “ผู้ใดบอกว่าเปิ่นหวังบังคับให้นางอยู่ หากพี่สามไม่เชื่อ รอเชียนเชียนฟื้นขึ้นมาแล้วลองไปถามนางดูก็ได้”

             เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและกล่าวอีกครั้งว่า “ทว่าเชียนเชียนถูกทำให้เสียขวัญในระหว่างที่อยู่กับพี่สาม หากพี่สามไปปรากฏตัวต่อหน้านางอีกก็คงไม่เหมาะ ดังนั้นให้เปิ่นหวังถามแทนพี่สามก็ได้” 

             ให้เป่ยเหลียนโม่ถามแทนเขา? คำถามเช่นนั้นน่ะหรือ?

             เป่ยเซวียนเฉิงโกรธเคืองความไร้ยางอายของเป่ยเหลียนโม่จนแทบหลุดหัวเราะออกมา เขาเพียงแค่ถามส่งเดชไปเท่านั้น ดังนั้นน้องสี่ของเขาจะร้อนรนไปไย เชียนเชียนกับเขามีใจต้องกัน ทั้งคู่เป็นความสบายใจของกันและกันมานานหลายปี เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เป่ยเหลียนโม่กลับหมายจะเข้ามาแทรกแซงย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

             คนอย่างเป่ยเหลียนโม่ก็ร้อนใจเป็นด้วย เป่ยเซวียนเฉิงหัวเราะเย้ยหยัน

             “ไม่ต้องลำบากน้องสี่หรอก รอเชียนเชียนฟื้นแล้วข้าจะไปเยี่ยมนางด้วยตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะให้น้องสี่ดูให้ชัดเจนอีกทีว่าข้าเป็นคนบีบบังคับทำให้นางตกน้ำหรือไม่ และนางยินยอมรั้งอยู่ที่นี่ด้วยความเต็มใจหรือไม่”

             เป่ยเหลียนโม่สั่งให้คนไปเอาเก้าอี้มาและนั่งเฝ้าดูเป่ยเซวียนเฉิงอยู่นอกประตู แม้ว่าเหยาเชียนเชียนจะแสดงออกถึงความเป็นอิสระในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา แต่เขาก็รับรองไม่ได้ว่าอีกฝ่ายไม่มีความคิดที่อยากจะไปจริงๆ 

             ถึงอย่างไรในตอนต้นนางก็พยายามรวบรวมเงินไว้มากมายเพื่อที่จะหนีไปจากเขา และยามนี้ก็มีโอกาสนั้นแล้ว พระเจ้ากำลังช่วยให้แผนการนั้นของนางเป็นจริง

             หากเป่ยเซวียนเฉิงยุยงอีกสักหน่อยและนางตัดสินใจหนีไป เช่นนั้นเขาจะไปตามหานางได้จากที่ใด

             “ตั้งแต่เล็กจนโต พี่สามมักจะชอบแข่งขันกับเปิ่นหวังเสมอ” เป่ยเหลียนโม่จิบน้ำชา “หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คืออวี๋เฟยเหนียงเหนี่ยงไม่ยอมรับเปิ่นหวัง แม้ว่าเสด็จแม่ของเปิ่นหวังจะจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว นางก็ยังคงไม่ยอมประพฤติตนให้เหมาะสม”

             เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ต่อพระพักตร์เสด็จแม่เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ ดังนั้นแผนการเหล่านี้จึงมาตกอยู่กับเราทั้งสอง แต่ว่าพี่สาม เชียนเชียนนางแตกต่าง แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน [2]”

             ท่าทางที่พยายามตักเตือนด้วยความหวังดีของเขาทำให้เป่ยเซวียนเฉิงอยากหาอะไรสักอย่างมาอุดปากนั่นเสีย

             “หากข้าไม่ได้จำผิดไป ในยามนั้นน้องสี่วิ่งโร่ไปพบเสด็จพ่อ กล่าวว่าต้องการสู่ขอเชียนเชียนเป็นหวังเฟยโดยที่ไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น ตกลงแล้วผู้ใดเป็นฝ่ายฝืนใจ ทว่านอกจากน้องสี่แล้ว เกรงว่าทั้งนครหลวงล้วนรู้คำตอบกันหมดแล้ว”

             หากในยามนั้นเป่ยเหลียนโม่ไม่ยืนกรานขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรส เขากับเหยาเชียนเชียนก็คงมาไม่ถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

             พวกเขาจะอยู่ด้วยกันอย่างน่าอิจฉาในสายตาของผู้คนดังเช่นแต่ก่อน บางทีเมื่อการใหญ่ใกล้จะบรรลุผลสำเร็จ เขาจะขอนางแต่งงาน จับมือกันและร่วมสุขท่ามกลางทิวทัศน์อันรุ่งเรืองนี้ด้วยกัน

             ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเป่ยเหลียนโม่ เพราะคนผู้นี้เข้ามาแทรกแซงจึงทำให้เขาและเหยาเชียนเชียนต้องแยกจากกัน เวลานี้เขากลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนางไปแล้ว และไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนเช่นเมื่อก่อนได้อีก

             “ที่เปิ่นหวังร้องขอราชโองการจากเสด็จพ่อ นั่นก็เพราะเปิ่นหวังหมายจะสู่ขอหวังเฟยผู้นี้จริงๆ” เป่ยเหลียนโม่ยิ้ม “ในช่วงที่ผ่านมาพี่สามยังมองได้ไม่ชัดเจนอีกหรือ เชียนเชียนไม่เหลือเยื่อใยต่อท่านแล้ว และนางก็ดำรงตำแหน่งหวังเฟยนี้ได้อย่างมีความสุขดี”

             เป่ยเซวียนเฉิงอ้าปากหมายจะพูด แต่กลับไม่สามารถกล่าวโต้แย้งได้

             หากเหยาเชียนเชียนแสดงความไม่ยินยอมแม้เพียงนิดเดียว เขาก็สามารถหาเหตุผลมาโน้มน้าวตัวเองได้ ทว่าหลังจากพิธีอภิเษก เหยาเชียนเชียนก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

             เขาไม่เคยเห็นนางมีรอยยิ้มที่เจิดจ้าเช่นนั้นมาก่อน ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไม่ได้มอบให้เขา เป่ยเหลียนโม่ได้รับในสิ่งที่เขาไม่เคยได้ครอบครองอย่างง่ายดาย หากเป็นผู้อื่นก็คงไม่เป็นไร แต่นั่นคือเหยาเชียนเชียน!

             เขารู้จักนางก่อนแท้ๆ เหตุใดเพียงแค่ช่วงเวลาไม่กี่วันนางถึงได้เปลี่ยนไปมากเช่นนี้ ไม่เพียงแค่หักใจทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีร่วมกับเขาในอดีต แต่นางยังปฏิบัติต่อเขาอย่างเมินเฉยอีกด้วย

             “น้องสี่ทำสิ่งใดลงไปบ้างมีเพียงตัวเจ้าเองที่รู้ดีที่สุด” เป่ยเซวียนเฉิงผ่อนลมหายใจ “ส่วนเชียนเชียน นางไม่ใช่คนที่ละโมบเสพสมในความสุข สำหรับนางความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งเป็นเพียงเมฆหมอกที่พัดผ่านสายตา ข้าไม่กังวลในตัวน้องสี่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แต่ข้าเกรงว่าน้องสี่จะใช้อุบายอื่นใดที่สามารถคุกคามเชียนเชียนได้เสียมากกว่า”

             เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเป่ยเหลียนโม่ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

             “หากน้องสี่ใช้วิธีการอันไม่เหมาะสมเพื่อบังคับให้เชียนเชียนรั้งอยู่ที่นี่ เช่นนั้นไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ข้าจะไม่ปล่อยให้เชียนเชียนต้องทนกับความอดสูและความลำบากอีก”

             เป่ยเหลียนโม่ไม่ชายตามองเขาแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเป่ยเซวียนเฉิงยังพอฉลาดอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าพอประสบกับเรื่องของเหยาเชียนเชียน คนผู้นี้กลับดูเขลาอย่างยากจะอธิบายได้

             คิดว่าเขาจะเข้าใจเหยาเชียนเชียนมากกว่านี้เสียอีก ชิงผิงอ๋องเหยียดยิ้มมุมปาก ‘มองความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งเป็นเพียงเมฆหมอกที่พัดผ่านสายตา’ ประโยคนี้เขาหมายถึงเหยาเชียนเชียนอย่างนั้นหรือ?

             แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าละโมบเสพสมในความสุข แต่สตรีตัวน้อยผู้นั้นก็ตาลุกวาวเมื่อเห็นสิ่งของมีค่า เป่ยเซวียนเฉิงไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนั้นของนางมาก่อนเลยหรือ?

             ชิงผิงอ๋องเริ่มสงสัยอย่างจริงจัง เมื่อคิดดูอีกทีอาจเป็นไปได้ว่าหวังเฟยของเขาก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งของดีๆ ในช่วงที่อยู่กับเป่ยเซวียนเฉิง ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่เหมือนเขา ต่อให้เหยาเชียนเชียนอยากเสาะหาสิ่งของธรรมดาทั่วไปก็น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสนั้น

             “หากเป็นเมื่อก่อน ยามที่เปิ่นหวังได้ยินคำกล่าวเหล่านี้อาจจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ทว่าหลังจากได้อยู่กับหวังเฟยมานานแล้ว ยามนี้เมื่อได้ฟังจึงรู้สึกว่ามันช่างน่าขัน”

             เป่ยเหลียนโม่จิบชา นี่เคยเป็นสิ่งที่เหยาเชียนเชียนชื่นชอบมากที่สุด เพียงแต่ต่อมาเขาได้ค้นพบว่า ไม่ว่านางจะดื่มชาชนิดใดก็ตาม นางก็รู้สึกว่ามันแทบไม่ต่างกัน และไม่มีท่าทางชื่นชอบมากนัก

             แม้แต่น้ำเปล่าแก้วหนึ่ง นางก็สามารถดื่มได้อย่างผ่อนคลายและมีความสุข แต่หากนำผลไม้ไปคั้นเป็นน้ำนางก็จะชอบมากกว่าสักหน่อย

             เมื่อได้เห็นเช่นนี้แล้ว นั่นก็แสดงว่าเป่ยเซวียนเฉิงไม่ได้รู้จักเหยาเชียนเชียนดีขนาดนั้น แต่มักวางมาดเหยียดหยามเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเสมอ ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดนัก

             เมื่อคิดได้ดังนั้น เป่ยเหลียนโม่พลันรู้สึกว่าการพูดคุยกับเป่ยเซวียนเฉิงนั้น ไม่ว่าจะพูดคุยมากสักเท่าไรก็หมดสนุกแล้ว

             “การที่พี่สามคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้องทำให้ท่านพลาดสิ่งใดไปบ้าง ท่านลองกลับไปครุ่นคิดเองเสียเถิด” เขาหยัดกายลุกขึ้น “เปิ่นหวังจะอยู่เป็นเพื่อนหวังเฟย คงต้องขอตัวก่อน”

             เป่ยเซวียนเฉิงก้าวไปข้างหน้าสองก้าวเพื่อขวางเขาไว้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า

             “น้องสี่ไม่กลัวว่าข้าจะแจ้งต่อเสด็จพ่อหรือ เสด็จพ่อทรงเกลียดชังการฉกฉวยโอกาสเช่นนี้มากที่สุด น้องสี่ไม่คิดหรือว่าเสด็จพ่ออาจทรงกริ้วจนสั่งให้คนปิดเรือนพักหลังนี้?”

             ทั้งคู่สบตากันโดยที่ไม่มีผู้ใดยอมล่าถอยไปก่อน นัยน์ตาสีดำสนิทของเป่ยเหลียนโม่ไร้ซึ่งแววความอบอุ่น เขากล่าวด้วยเสียงอันเย็นเยียบว่า “พี่สามมักใช้อุบายนี้บ่อยครั้งจนเปิ่นหวังเคยชินไปเสียแล้ว หากพี่สามใช้แล้วมีความสุขเช่นนั้นก็ดี”

             สาวใช้คนหนึ่งเดินก้มศีรษะออกมาแจ้งว่าเหยาเชียนเชียนฟื้นแล้ว และเชิญพวกเขาทั้งสองเข้าไปข้างใน

             เป่ยเหลียนโม่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่สนใจว่าเหตุใดนางถึงต้องเชิญเป่ยเซวียนเฉิงเข้าไปด้วย เขาสืบเท้าก้าวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว

             เหยาเชียนเชียนยันตัวขึ้นนั่งอย่างเนิบช้า ที่จริงแล้วนางฟื้นขึ้นมาสักพักแล้ว ทว่าเพียงแค่ยังอยากนอนเพื่อฟื้นคืนสติอีกสักหน่อย ประกอบกับได้ยินบทสนทนาของทั้งสองจึงไม่ได้รบกวน

             ทว่าเนื้อความของบทสนทนานั้นทำให้นางรู้สึกจนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงทำได้เพียงสั่งให้สาวใช้ออกไปขัดจังหวะ

             “ท่านอ๋อง” แวบแรกที่เห็นเป่ยเหลียนโม่ เหยาเชียนเชียนพลันรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา เหมือนว่าไม่ได้พบเขามาเนิ่นนานเหลือเกิน และดูเหมือนว่าเขาจะผอมลงเล็กน้อยอีกด้วย

             “อย่าเพิ่งลุก” เป่ยเหลียนโม่นั่งลงข้างเตียงแล้วส่งมือไปวัดอุณหภูมิบนหน้าผากของนาง “หมอบอกว่าเจ้าอาจมีไข้ ยังดีที่เปิ่นหวังสั่งให้คนคอยเฝ้าไว้ เจ้าจึงไม่มีไข้ ทว่ายามนี้เจ้ารู้สึกว่าร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวหรือไม่?”

             เหยาเชียนเชียนกัดริมฝีปากล่างเบาๆ และส่ายหน้าปฏิเสธคำพูดของเป่ยเหลียนโม่ นางไม่ละสายตาไปจากเขาเลยนับตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามา

             เมื่อได้พบกับคนผู้นี้อีกครั้ง นางถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วความโหยหาในใจของนางนั้นเอ่อล้นราวกับสายน้ำ

             คิ้วตาของเขา ทุกท่วงท่ากิริยาของเขาราวกับประทับลงในใจของนางราวกับภาพช้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องตั้งใจจดจำมันเสียด้วยซ้ำ และเมื่อได้สติกลับคืนมาก็มองทะลุเข้าไปในใจได้อย่างชัดเจนแล้ว

             “ทำให้ท่านอ๋องเป็นห่วงแล้ว” นางกำชายอาภรณ์ของอีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับกลัวว่าเขาจะจากไปอย่างกะทันหัน “หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ เพียงแค่สำลักน้ำเล็กน้อยและอาเจียนออกมาแล้ว หม่อมฉันอยู่ที่นี่สบายดียิ่งนัก ท่านอ๋องไม่ต้องเป็นห่วงนะเพคะ”

             เป่ยเซวียนเฉิงที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินประโยคนั้นเข้าพอดี นางอยู่ที่นี่สบายดียิ่งนัก เป็นความจริงหรือ?

             หากเป็นอย่างนั้นจริง เช่นนั้นสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่จะไม่กลายเป็นเรื่องขำขันทั้งหมดหรือ

             เขาก้าวช้าลงโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ของนางมานานเพียงใดแล้ว น้ำเสียงซึ่งเจือความกังวลและความขลาดเขินอยู่ในนั้นหลายส่วน อีกทั้งยังเจือความระมัดระวังบางเบาจนแทบจะสัมผัสไม่ได้ นั่นคือความรักและความผูกพันที่ในอดีตเหยาเชียนเชียนเคยพรั่งพรูออกมาให้เขาคนเดียวเท่านั้น

             ทว่ายามนี้คนผู้นั้นกลับกลายเป็นเป่ยเหลียนโม่

             นางเปลี่ยนใจไปอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ หรือ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตเล่า นางลืมเลือนและทอดทิ้งมันไปแล้ว นางทิ้งทุกอย่างรวมถึงตัวเขาด้วย

             จิตใจที่ลิงโลดในคราแรกค่อยๆ สงบลง เป่ยเซวียนเฉิงไม่อยากยอมรับความจริงข้อนี้ แม้ว่าอวี๋เฟยจะบอกเขาว่าเหยาเชียนเชียนไม่ได้ภักดีต่อเขาเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้วก็ตาม

             เขาเคยมีความสงสัยและความกังวล ทว่าเขาเพียงแค่ไม่ยอมเชื่อและไม่ยอมรับมันเท่านั้นเอง

             “ท่านอ๋อง หม่อมฉันได้เรียนการทำอาหารใหม่ๆ มามากมาย รอถึงมื้อเย็นแล้วหม่อมฉันทำให้พระองค์ลองชิมดูดีหรือไม่?”

             น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความคาดหวังและความประหม่าเล็กๆ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ บางทีแม้แต่ตัวเหยาเชียนเชียนเองก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเวลานี้แววตาของนางอ่อนโยนมากเพียงใด

             เป่ยเซวียนเฉิงหันหลังกลับและเดินออกจากห้องไป เขาไม่จำเป็นต้องไปเยี่ยมนางอีกแล้ว นับว่าครั้งนี้เขามาเสียเที่ยว ส่วนแผนการนั้น ในเมื่อนางอยากเป็นเพียงลูกอนุตลอดไป เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามที่นางต้องการไปก่อนแล้วกัน

             เมื่อเขาได้ขึ้นครองราชย์ในอนาคตเมื่อใด ในเวลานั้นเขาจะรับนางเข้ามาในวังหลวงอีกครั้ง และจะกำจัดเป่ยเหลียนโม่ออกจากใจของนางโดยไม่ให้หลงเหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้ทั้งสิ้น

             ไม่มีหมากตัวใดที่สามารถทรยศต่อผู้เป็นนายได้ด้วยตัวของมันเอง ระหว่างพวกเขาทั้งสอง เหยาเชียนเชียนไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรก จะฆ่าหรือว่าจะเก็บไว้ ล้วนขึ้นอยู่กับความต้องการของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น สิ่งเดียวที่นางทำได้คือการเชื่อฟัง

     

             เชิงอรรถ

             [1] ห้องทองคำซ่อนเจียว เป็นสำนวนจีน หมายถึง บุรุษแต่งภรรยาเข้าบ้าน หรือบุรุษแอบมีภรรยาน้อยที่เลี้ยงดูเป็นอย่างดี 

             [2] แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน เป็นสำนวนจีน หมายถึง การกระทำอะไรโดยฝืนใจอีกฝ่าย ย่อมได้รับผลลัพธ์ที่ไม่ดี

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730