ตอนที่ 14 ปรับทัศนคติ
“คฤหาสน์หลังนั้นอยู่ที่ใด?”
“อยู่ห่างจากโรงน้ำชาของข้าไปไม่เกินหนึ่งถึงสองลี้”
นั้นถือว่าใกล้มาก ไม่ไกลจากบ้านอาจารย์ชิวด้วย
ลานบ้านมีสามทางเข้าสามทางออก มีคานสลักรูปงดงามอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า ฝั่งขวาเป็ระเบียงวนรอบเชื่อมต่อกัน มีูเาจำลองอยู่กลางลานบ้าน ค่อนข้างมีกลิ่นอายของนักกวี
ดูแล้วเ้าของบ้านผู้นี้ ค่อนข้างมีรสนิยม ถึงสร้างบ้านหลังนี้ได้สวยงามยิ่งนัก
ถงเชียนพึงพอใจบ้านหลังนี้มากนัก มันค่อนข้างตรงกับใจนางทุกอย่าง
แต่ไม่รู้ว่าราคานี้...
ตอนนี้เงินในกระเป๋ายังขัดสนอยู่บ้าง แม้จะกล่าวว่ามีเงินปันผล แต่ถ้าคิดจะซื้อบ้าน ก็ยังคงเปลืองแรงอยู่ดี
พอสอบถามเ้าของบ้าน เขาก็พูดอย่างเด็ดขาด สามพันตำลึง ราคาขาดตัวไม่มีต่อรอง!
เมื่อถงเชียนได้ยินก็รู้สึกหนาวเหน็บหัวใจ หากพูดกันตามตรงราคานี้ไม่แพง อาจกล่าวได้ว่าคุ้มทุนมาก
ดูแล้วสภาพสังคมไม่เปลี่ยนเลยสักนิด ถ้าไม่มีเงินก้าวเดียวก็เดินลำบาก
เมื่อคำนวณเงินปันผลดูคราวๆ มีไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้นเอง ยังห่างจากบ้านราคาสามพันตำลึงนั้นอีกยาวไกล
คงต้องเร่งบ่มเพราะถุงเงินในกระเป๋าคาดเอวเสียแล้ว
ถงเชียนไปปรึกษาจี้ซิวผิงเื่้าจะซื้อบ้านก่อนเป็อันดับแรก จี้ซิวผิงได้ฟังก็ไม่พูดอะไร หันหลังเดินจากไป อึดใจต่อมา ก็ควักก้อนเงินแตกๆ หลายก้อนออกมาจากแขนเสื้อ แล้ววางไว้บนโต๊ะ
“เงินในบ้านเหลือเพียงเท่านี้ เ้านำไปใช้เถอะ”
ถงเชียนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
“ท่านไม่มีอะไรจะถามข้าเลยรึ?” นางอดเอ่ยปากถามไม่ได้
ใบหน้าจี้ซิวผิงมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ในเมื่อเป็สิ่งที่เ้าอยากทำ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรผิด ข้าสนับสนุนเ้าอยู่แล้ว”
ถงเชียนได้ยินคำพูดนี้ก็อดกลุ้มใจไม่ได้ นี่มันตามใจภรรยาเกินไปแล้ว หากตอนนี้นางบอกว่าอยากได้พระจันทร์ เขาก็จะไปเก็บมาให้นางอย่างนั้นสิ?
ช่างเป็สามียอดกตัญญูจริงๆ
เื่ซื้อบ้านพักไว้ชั่วคราว ถงเชียนครุ่นคิดอยู่ว่าจะหาเงินอย่างไรดี
จึงหยิบบทละครที่ยังเขียนไม่เสร็จออกมา ถงเชียนเปิดคัมภีร์ครอบจักรวาล แล้วเขียนต่อจากเมื่อวาน
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ ก็คือการพัฒนาละครโทรทัศน์ ขยายออกไปหลายๆ ด้าน เพื่อทำให้กระเป๋าใบเล็กๆ ของตัวเองตุงขึ้นมา
เช้าวันรุ่งขึ้น ถงเชียนไปพูดคุยกับเ้าของบ้าน โดยหวังว่าเขาจะขยายเวลาให้นางอีกสักนิด กลับเป็คหบดีชนบทผู้นั้นที่ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา มีเพียงข้อเดียว ไม่ยอมให้ต่อรอง ถงเชียนก็รับปากไปเต็มคำ!
กิจการโรงน้ำชาและโรงละครตลอดหลายวันมานี้ดีมาก หัวหน้าคณะละครกับเถ้าแก่ต่างแบ่งเงินปันผลตามสัญญา รวบรวมแล้วได้เกือบครึ่ง อาจไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดก็คงจะซื้อบ้านได้แล้ว
ถงเชียนลูบกระเป๋าใบเล็กๆ ตรงหน้าอก รู้สึกสบายใจอย่างมากภายในชั่วพริบตา เวลายังนับว่าเช้าอยู่ จึงคิดจะไปเดินชมตลาดสักหน่อยและถือโอกาสรอจี้ซิวผิงเลิกเรียนด้วย
“คุณหนู ปิ่นปักผมเพิ่งมาจากเมืองทางตะวันตก อยากลองชมดูไหมขอรับ?” พ่อค้าริมถนนยิ้มเสนอ
ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวไปก็หยุดชะงัก ถงเชียนหลุบตาลง แล้วหันไปมอง
เมืองทางตะวันตก?
หินหยกชิ้นนั้นดูไม่เลว ถงเชียนกับคนด้านข้างไม่เหมือนกัน ไม่ได้ยึดถือพวกเงินทองอัญมณีเ่าั้มากนัก ทว่าดันชื่นชอบหินหยกเสียได้ โดยเฉพาะหยกที่งดงามราวกับสีของน้ำเช่นนี้ ช่างแตกต่างจากของราคาถูกโดยสิ้นเชิง
นางหยิบปิ่นหยกขาวนั้นขึ้นมา มองดูอย่างละเอียด
“เท่าไร?”
“สามสิบตำลึงขอรับ”
ถือว่าไม่แพง แต่ตอนนี้เป็่เวลาพิเศษ ยังมีภาระบ้านหลังนั้นทับหัวอยู่ อะไรที่ประหยัดได้ก็ควรจะประหยัด
แอบถอดถอนใจอยู่เงียบๆ วันนี้ทำได้แค่ตัดสินใจทิ้งมันไป
วางมือลงช้าๆ กำลังจะวางปิ่นปักผมกลับไป
“เชียนเอ๋อร์?”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ถงเชียนรู้สึกคุ้นหูเล็กน้อย ยังไม่ทันจะหันไป มารดาของถงเชียนก็ขยับไปข้างหน้า
“โอ้ นี่มันของดีนี่นา”
ไม่รอให้ถงเชียนเอ่ยปาก ดวงตาคู่นั้นของมารดาจับจ้องไปที่ปิ่นหยกในมือของนาง แล้วแย่งไป ใช้นิ้วลูบคลำไปมาคร่าวๆ
หยกดีหม่นแสงลงในชั่วพริบตา
มารดาของถงเชียนกำของไว้แน่น ดวงตาปรากฎความละโมบโลภมาก “เชียนเอ๋อร์จะซื้อมันรึ?”
ถงเชียนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา หันหน้าหนีไม่อยากเสวนากับนาง
อารมณ์ดีๆ ใกล้จะถูกทำลายไปจนหมด
หลังจากนางฟื้นขึ้นมา ก็ได้พิจารณาท่าทางของบิดามารดาจอมฉวยโอกาสคู่นี้อย่างลึกซึ้ง แต่เพื่อเห็นแก่ร่างเดิม เลยยังไม่วางแผนจัดการพวกเขาชั่วคราว
แต่มีคนที่มักจะไม่รู้จักกาลเทศะ
มารดาของถงเชียนเห็นนางไม่พูดไม่จา ก็คิดว่านางยอมรับไปโดยปริยาย
รอยย่นบนใบหน้าแทบจะกองออกมา คลี่ยิ้มเอ่ยว่า “หาได้ยากยิ่งที่เชียร์เอ๋อร์จะกตัญญูเช่นนี้ รู้ว่าแม่ลำบากเลี้ยงดูพวกเ้าพี่น้องมาจนเติบใหญ่ บัดนี้โตแล้ว รู้จักแสดงความกตัญญูต่อข้าแล้ว” พูดถึงตรงนี้ ก็เสียบปิ่นเข้าไปในผม เหลียวซ้ายแลขวาส่องกระจกของพ่อค้าแผงลอย “ถึงแม้จะไม่มีราคามากนัก แต่ถือว่ามีน้ำใจ ข้าผู้เป็มารดาก็จะรับไว้อย่างสบายใจเช่นกัน”
ถงเชียนหันศีรษะไป “……”
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าทัศนคติของตนถูกล้มล้างจนหมดสิ้น
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้สระผม ผมจับตัวกันเป็ก้อนมันเยิ้ม ลามไปจนถึงหนังศีรษะ ผสานเข้ากับสีหน้าท่าทางละโมบโลภมากนั้น ชวนให้คนอยากหัวเราะท้องแข็ง
“คุณหนู ท่านยังจะซื้อปิ่นนี้หรือไม่?”
พ่อค้าอดเอ่ยปากถามไม่ไหว รู้สึกปวดใจกับปิ่นนั้นจริงๆ นี่เป็สินค้าที่เขาลำบากกว่าจะได้มา ไม่นึกว่าจะถูกทำเสียของเช่นนี้
พอมองหญิงชราผู้นั้น ก็รู้สึกราวกับหัวใจหลั่งเื
“ซื้อสิ! ทำไมจะไม่ซื้อ?” มารดาของถงเชียนได้ยินก็ไม่สบอารมณ์ รีบตำหนิ “นี่เป็ปิ่นที่ลูกสาวข้าเลือกให้ ต้องซื้ออยู่แล้ว”
พ่อค้าแผงลอยได้ยินเช่นนั้นจึงวางใจ
“ปิ่นนี่ราคาเท่าไหร่?” มารดาถงเชียนเผยแววตาไม่สบอารมณ์
พ่อค้าชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
“สามสิบอีแปะ?” แค่ปิ่นปักผมอันเดียวคงราคาประมาณนี้ มารดาของถงเชียนทำปากยื่น
“สามสิบตำลึง” พ่อค้าแก้ไขให้ถูกต้อง
“อะไรนะ? สามสิบตำลึง?” ถึงแม้มารดาของถงเชียนจะดูของไม่เป็ ทว่าของอยู่ในมือนางแล้วไม่มีเหตุผลอันใดให้ต้องคืน จึงทำท่าทางมั่นใจ แล้วสั่งกำชับถงเชียน “แม่ชอบปิ่นนี้มาก เ้าจ่ายเงินก่อนเถอะ”
จี้ซิวผิงผู้นั้นคงจะพอมีเงินอยู่บ้าง ถึงแม้ถงเชียนจะไม่พูด แต่นางก็รู้ ตนอุตส่าห์เลี้ยงดูนางอย่างยากลำบากมาจนเติบใหญ่ แค่ปิ่นชิ้นเดียวจะเป็ไรไป?
จะให้นางคืนรึ ฝันไปเถอะ
สามสิบตำลึง เป็รายได้ของคนธรรมดาไม่กินไม่ดื่มตั้งหลายปี แล้วถงเชียนก็เป็แค่สะใภ้วัยเยาว์ของผู้อื่น สิงโตตัวนี้อ้าปากกว้างเสียจริง
ดูเหมือนว่ามารดาของถงเชียนจะไม่ตระหนักถึงข้อนี้ มัวแต่คิดจะเอาเงินจากถงเชียนอย่างไรดี
“ในเมื่อนางชอบ ก็ให้นางเถอะ ข้าดูเฉยๆ ไม่ได้พกเงินมา” ถงเชียนบอกปัดให้พ้นตัว
“อะไร? ไม่มีเงิน?” มารดาของถงเชียนพูดเสียงแหลมใส่ทันที สีหน้าบึ้งตึง
เสียงแหลมบาดหูนี้ดึงดูดผู้คนที่เดินบนถนนจำนวนไม่น้อย เมื่อมารดาของถงเชียนเห็นคนมองมา ก็หนังหน้ากระตุกเล็กน้อย เขยิบเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือหยิกถงเชียนหนึ่งที “คนมองเยอะแยะ จี้ซิวผิงมีเงินมิใช่รึ เ้าซื้อปิ่นอันนี้ให้แม่ก่อน”
มารดาของถงเชียนบ่นว่านางไม่รู้ความ ถ้าอยู่ในบ้านก็คงจะด่าใส่หน้าโครมๆ ไปนานแล้ว แต่เพราะมีคนขวางอยู่มาก ลงมือได้ยากจริงๆ
จึงแอบหยิกเงียบๆ ด้วยหวังว่าเด็กสาวน่าตายคนนี้จะฉลาดขึ้นบ้าง
“ท่านแม่ ท่านหยิกข้าทำไม?”
ถงเชียนน้ำตาคลอเบ้า มองมารดาด้วยความหวาดกลัว
นางยกแขนที่มีรอยหยิกสีแดงขนาดใหญ่ขึ้นมา ถงเชียนเผยรอยแดงนั้นออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนรอบข้างเห็น
“นังเด็กน่าตายคนนี้” มารดาของถงเชียนโกรธจนกระทืบเท้า หายใจกระฟัดกระเฟียด ทว่าฝืนยิ้มออกมา “มารดาแตะต้องเ้าเมื่อใด? แค่ปิ่นชิ้นเดียว ถ้าเ้าไม่อยากซื้อ แม่ก็ไม่มีทางเลือกมิใช่รึ?”