จินหยางตัวสั่นสะท้านกำชับกระบี่ในมือแน่น ภาพที่เห็นด้านหน้าคืออสูรกายตัวใหญ่สองตัวที่รอบกายมีแต่รอยแผล ใต้ตัวของพวกมันทั้งสองมีร่างของโจวฟางและคนจากกลุ่มราตรีทมิฬที่เหลืออยู่ พวกมันจ้องมองมาทางจินหยางด้วยดวงตาสีแดงก่ำอย่างไม่วางตา รูปร่างของมันเป็ไปตามที่หยวนจางเคยบอกไว้ ตอนนี้ภายในหัวของเขามีแต่คำว่าหนีผุดออกมา
“เทียนคงข้าจะสู้หรือจะหนีดี?”
“หากท่านคิดสู้มีโอกาสรอดเพียงสี่ส่วน แต่หากท่านคิดหนีโอกาสรอดของท่านเหลือเพียงสองส่วนขอรับ”
“เช่นนั้นเ้ารีบรักษาอาการาเ็ของข้าโดยด่วน”
แน่นอนว่าจินหยางเข้าใจในสิ่งที่เทียนคงบอก เขาเร่งโคจรลมปราณทั่วร่างเตรียมพร้อม
“เทียนคงค้นหาจุดอ่อนของพวกมัน”
“ขอรับคุณชาย”
จินหยางใช้มือซ้ายดึงมีดสั้นออกมาสองเล่มพร้อมกับซัดออกไปด้วยทักษะหมื่นลักษณ์ มีดสั้นสองเล่มพุ่งทะยานแต่ทว่าอสูรกายทั้งสองสามารถหลบหลีกได้โดยง่าย ไม่ถึงครึ่งลมหายใจพวกมันก็ปรากฏที่ด้านหน้าของจินหยาง จินหยางรีบหมอบลงกับพื้นกลิ้งไปทางขวาเพื่อหลบกรงเล็บที่พุ่งเข้ามา เขารีบซัดฝ่ามือซ้ายลงพื้นใช้แรงปะทะะโลอยตัวโคจรลมปราณไปที่กระบี่ฟาดฟันออกไป คมกระบี่วาดผ่านแขนซ้ายขาดกระเด็นร่วงลงพื้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ทันใดนั้นเองจินหยางก็ถูกฟาดด้วยท่อนแขนของอสูรกายอีกตัว เปรี้ยง! กระเด็นไปด้านหลัง จินหยางต้องรีบถีบเท้าพุ่งถอยออกไปอีกครั้งเพื่อหลบกรงเล็บที่ฟาดเข้ามา เขารีบใช้มือซ้ายดึงมีดสั้นออกมาอีกสองเล่มซัดออกไป แน่นอนว่าอสูรกายด้านหน้าเขาหลบได้อย่างง่ายดาย แต่อสูรกายด้านหลังไม่ใช่ มีดสั้นแทงซ้ำเข้าไปที่รอยแผลตรงแขนซ้าย เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังขึ้นอีกครั้ง อสูรกายด้านหน้ารีบหันไปมองด้านหลังแต่เมื่อหันกลับมาก็พบว่าไม่เจอผู้ใด
จินหยางใช้ความเร็วอ้อมไปทางขวามือหลบหลีกสายตาของอสูรกายด้านหน้า กำชับกระบี่ในมือแน่นพุ่งไปยังลำคอของอสูรกายตัวที่แขนขาด ปลายประบี่แทงทะลุออกไปด้านหลัง เขารีบใช้มือซ้ายคว้าจับไปที่ขนบนศรีษะบิดกระบี่ในมือออกแรงตวัด เสียงร้องคำรามเต็มไปด้วยความโกรธและแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย จินหยางรีบถีบเท้าถอยออกมา อสูรกายอีกตัวพุ่งเข้าไปสวมกอดอสูรกายที่จินหยางสังหาร มันลูบไปที่หน้าท้องของอีกตัวอย่างแปลกประหลาด
“มันกำลังทำสิ่งใดกันเทียนคง?”
“ตัวที่ท่านสังหารคาดว่าน่าจะเป็เพศเมียและกำลังตั้งท้องขอรับ”
เสียงร้องคำรามดังลั่นอีกครั้ง ครั้งนี้จินหยางถึงกับขมวดคิ้วเพราะเขาััลมปราณแผ่ออกมาจากร่างของอสูรกายด้านหน้าาแทั่วร่างของมันกำลังรักษาตัว มันพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วจินหยางรีบใช้ทักษะย่างก้าวพยัคฆ์หลบหนี แต่เขาหลบหนีได้ไม่ถึงสิบลมหายใจก็ต้องตวัดกระบี่ต้านรับกรงเล็บที่ฟาดเข้ามา เปรี้ยง! จินหยางถึงกับกระเด็นออกไปด้านหลังเพราะแรงมหาศาลของอสูรกาย กระดูกทั่วร่างสั่นสะท้าน เทียนคงเร่งรีบรักษาร่างกายของจินหยาง
“เ้ายังไม่พบจุดอ่อนของมันอีกรึ?”
“จุดอ่อนของพวกมันอยู่ที่ลำคอขอรับ”
จินหยางขมวดคิ้วถีบเท้าม้วนตัวไปด้านหน้าเพื่อหลบกรงเล็บที่พุ่งแทงเข้ามา เปรี้ยง! เขาหรี่ตามองด้านหลังพื้นดินถูกทำลายเป็หลุมลึก จินหยางเร่งฝีเท้าพุ่งเข้าไปในค่ายโจร ในที่สุดเขาก็มาถึงด้านหลังที่เป็หน้าผาตัดลงไปด้านล่าง เขารีบเร่งโคจรลมปราณไปที่กระบี่หันหน้ามาเผชิญหน้ากับอสูรกายที่ติดตามมาด้านหลัง ทันทีที่อสูรกายพุ่งเข้ามาในระยะเขาก็แทงกระบี่ในมือออกไป ปราณกระบี่เกือบยี่สิบเล่มพุ่งทะยาน อสูรกายร้องคำรามใช้ฝ่ามือทั้งสองฟาดไปที่พื้นดิน ใช้แรงปะทะพุ่งทะยานขึ้นบนท้องฟ้าเพื่อหลบปราณกระบี่ จินหยางแสยะยิ้มแทงกระบี่ลงพื้นดึงมีดสั้นออกมาจากหน้าอกอีกสี่เล่มซัดออกไป อสูรกายรีบยกท่อนแขนขึ้นมาบังเพราะมันไม่สามารถหลบได้ จินหยางรีบดึงกระบี่ถีบเท้าพุ่งไปด้านหน้าใต้ตัวของอสูรกายพร้อมกับฟาดฟันกระบี่ในมือ กระบี่ปะทะกับท่อนแขนทันใดนั้นเองจินหยางถึงกับขมวดคิ้วเพราะกระบี่ไม่สามารถตัดแขนของอสูรกายได้ อีกทั้งมีดสั้นทั้งสี่ก็หาได้พุ่งแทงท่อนแขนของอสูรกาย เปรี้ยง! จินหยางถูกฟาดด้วยท่อนแขนกระเด็นไปทางหน้าผาอีกครั้ง
“เกิดสิ่งใดขึ้นเทียนคงเหตุใดข้าถึงตัดแขนของมันไม่ได้?”
“มีพลังปราณถูกสร้างเป็เกราะป้องกันขอรับ”
จินหยางรีบประคองตัวลุกขึ้นโดยใช้กระบี่ทรงตัว อสูรกายร้องคำรามกำหมัดทั้งสองทุบไปที่หน้าอกเสียงดังลั่น อสูรกายพุ่งเข้ามาอีกครั้งมันกำหมัดทั้งสองทุบลงมา จินหยางถีบเท้าซ้ายพุ่งหลบออกมาทางขวาฟาดฟันกระบี่อีกครั้ง แต่ก็ยังปะทะกับปราณป้องกันของอสูรกายอยู่ดี จินหยางรีบก้มตัวหลบกรงเล็บขวาที่แทงเข้ามา เขาใช้ความเร็วมุดเข้าไปอยู่ด้านล่างของอสูรกายถีบเท้าะโแทงกระบี่ไปที่ลำคอ แต่ทว่าก็ยังปะทะกับปราณป้องกันอยู่ดี เขาจึงถีบเท้าหลบออกมาเขาหรี่ตามองไปยังหน้าผาด้านข้าง
“ข้าคิดวิธีที่จะสังหารอสูรกายตัวนี้แล้ว ต้องอาศัยเ้าแล้วละเทียนคงที่ต้องทำการรักษาร่างกายข้า”
“ท่านคิดดีแล้วใช่หรือไม่ขอรับคุณชาย?”
“แน่นอน! หากข้าไม่สามารถสังหารมันได้พวกทหารที่หลบหนีคงไม่รอดแน่”
ทันใดนั้นเองอสูรกายก็พุ่งเข้ามากระหน่ำทุบหมัดทั้งสอง จินหยางกัดฟันถีบเท้ามุดลอดหว่างขาของอสูรกาย รีบหันหลังฟาดฟันกระบี่ลงพื้น ปราณกระบี่พุ่งปะทะพื้นดินเสียงดังลั่น เปรี้ยง! พื้นดินถูกทำลายทำให้ดินใกล้หน้าผายุบตัวลงอสูรกายถีบเท้าะโถอยหลัง จินหยางที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมฟาดกระบี่ออกไปอย่างสุดกำลัง ปราณกระบี่ปะทะด้านหลังของอสูรกาย เปรี้ยง! ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย จินหยางได้ยินเพียงเสียงร้องคำรามด้วยความโกรธแค้นจากอสูรกายที่ร่วงลงไปด้านล่าง เมื่อหันหลังกลับมาจินหยางถึงกับตื่นใ เขาพบกับชายชราผู้หนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ย ิัหุ้มกระดูก ไม่ถึงครึ่งลมหายใจเขาก็พุ่งเข้ามาประชิด ใช้มือขวาคว้าจับไปที่ลำคอของจินหยางเอาไว้
“ไอ้ลูกหมา! เ้าสังหารสัตว์เลี้ยงของข้าอย่างนั้นรึ? เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเสียเวลานานเท่าไรถึงจะสร้างพวกมันมาได้?”
จินหยางรีบใช้มือซ้ายคว้าจับที่ข้อมือชายชราออกแรงบิดกระชากพร้อมกับใช้กระบี่ในมือแทงไปยังร่างของชายชราแต่ทว่ากลับปะทะกับปราณป้องกันร่างกายเหมือนกับอสูรกายตัวนั้น
“ข้าชอบความพยายามของเ้านะไอ้หนู แต่ทว่ามันใช้กับข้าไม่ได้หรอกนะ”
ชายชราใช้มือซ้ายจับไปที่ท่อนแขนขวาของจินหยางกระชากออกมาจากร่าง เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดความเ็ปแล่นขึ้นไปยังสมอง จินหยางร้องออกมาด้วยความเ็ป
“จากความผิดของเ้าเท่านี้มันยังน้อยไปไอ้หนู”
ชายชราโยนแขนขวาที่กำกระบี่ของจินหยางลงไปยังหน้าผา หลังจากนั้นเขาก็แทงมือซ้ายไปยังจุดตันเถียน จินหยางสั่นสะท้านไปทั่วร่าง พลังปราณที่สะสมไว้ค่อย ๆ สลายออกไปจากร่างไม่นานก็หยุดนิ่ง ชายชราแสยะยิ้มโยนร่างของจินหยางลงไปด้านล่างหลังจากนั้นก็หายตัวไปจากบริเวณ
รุ่งเช้าหยวนจาง ชุนฟง และเล่อคังได้นำกำลังทหารขึ้นมาสำรวจที่ค่ายโจรอีกครั้ง พวกเขาตื่นใที่เห็นสภาพด้านในค่ายอีกทั้งยังพบเจอศพของอสูรกายตัวใหญ่เมื่อคืน ไม่นานพวกเขาก็พบจุดปะทะบริเวณหน้าผา พื้นดินถูกทำลายหลายจุดมีรอยเืสาดกระจายใกล้พื้นดินที่ยุบตัวลงไปด้านล่าง ชุนฟงรีบตรวจสอบโดยละเอียด
“มีความเป็ไปได้สูงที่จินหยางจะตกลงไปด้านล่างพร้อมอสูรกายอีกตัวขอรับคุณชายหยวนจาง”
หยวนจางยื่นหน้าออกไปมองด้านล่างของผา หลังจากนั้นเขาหันไปมองทหารผู้หนึ่ง
“เราสามารถจัดคนลงไปสำรวจด้านล่างได้หรือไม่?”
ทหารนายนั้นส่ายศีรษะไปมา
“เป็ไปได้ยากขอรับ หน้าผาสูงชันอีกทั้งด้านล่างยังเต็มไปด้วยพิษจากสมุนไพรและสัตว์มีพิษ”
หยวนจางหันไปมองชุนฟงและเล่อคังที่ยืนนิ่ง
“เอาเถอะ ตอนนี้รีบกลับไปที่เมืองกันก่อน ข้าจะให้ท่านลุงรายงานเื่ที่เกิดขึ้นนี้ไปยังเ้าสำนักโดยด่วนก็แล้วกัน”
หลังจากนั้นไม่นานทั้งหมดก็ช่วยกันขนย้ายศพของทหาร โจวฟาง รวมไปถึงกลุ่มราตรีทมิฬทั้งหกและร่างอสูรกายกลับไปที่เมืองเพื่อยืนยันว่าคนทั้งหมดที่ตกตายล้วนถูกสังหารเพราะอสูรกาย หาไม่เช่นนั้นต้องมีกลุ่มราตรีทมิฬรุกมาตรวจสอบสาเหตุการตายของโจวฟางเป็แน่