พรของอันผิง.

    บทที่ 47 เรื่องวุ่นๆ แม่ลูก

    บทที่47 เรื่องวุ่นๆ แม่ลูก


            รุ่งเช้าอันผิงตื่นเช้ามาก็วิ่งไปดูกากถั่วเหลืองเสียหน่อยด้วยพรมันจึงคงอยู่ในสภาพเดิม รอวันนี้ตากแดดจนแห้ง ก็นำไปเป็นอาหารไก่ได้แล้วท่านพ่อก็จะได้รู้ว่ามันมีประโยชน์ ส่วนถ้าต้องตากตอนเย็นทุกครั้งแล้วเธอต้องขอพรไม่ให้มันเสียทุกครั้งนั้นอันผิงคิดว่าคงไม่ทำ เพราะเปลืองพร

            ถ้ามันเสีย อย่างน้อยก็ทำให้ท่านพ่อได้รู้ว่า ควรเอามาตากแดดไว้อีกอย่างที่ร้านหลงเปาจึ ตรงลานด้านหลังก็มีพื้นที่ให้ตากกากถั่วเหลืองได้ และแดดส่องถึงด้วยถ้าตากไว้ตรงนั้น รอให้แห้งแล้วเก็บกลับมาก็ได้

            ดูเสร็จก็ไปอาบน้ำแต่งตัว และกินข้าวเช้าพร้อมครอบครัวกินเสร็จก็เตรียมตัวไปโรงเรียนกับท่านพ่อ

            ตอนบ่ายเมื่อกลับจากโรงเรียนก็รีบไปดู กากถั่วเหลืองนั้นแห้งแล้วเธอจึงไปตามท่านแม่ให้มาช่วยเก็บเอาใส่ไหไว้ แล้วให้ท่านแม่ยกไหไปที่เล้าไก่และเธอก็หยิบกากเต้าหู้นั้นให้พวกไก่กิน

            ท่านแม่ไม่ได้ห้าม แม้สีหน้าจะกังวลใจ แต่อันผิงคิดว่าด้วยส่วนหนึ่งกากถั่วเหลืองคือกากจากธัญพืชชนิดถั่วคือถั่วเหลืองก็เลยไม่ได้ห้ามปรามแต่แรก

            และเจ้าไก่ก็จิกกิน

            “ข้าจะเลียนแบบพี่สาวสือให้ไก่เล้านี้กินกากถั่วเหลืองแห้งเจ้าค่ะ”เพราะสีหน้าที่กังวลอย่างเห็นได้ชัดของท่านแม่

            แต่ท่านแม่ก็ยังแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ

            “เลียนแบบอะไรพี่สาวสือจ๊ะ ผิงเอ๋อร์”

            “มูลวัวอย่างไรล่ะเจ้าคะ ที่ว่าเอาใส่ผิงกั่วต้นนี้ส่วนตรงโน้นไม่ได้ใส่ แล้วอันที่ข้าใส่มูลวัวก็โตกว่าพี่สาวสือเป็นคนสังเกตเห็นเจ้าค่ะ ว่าต้นผิงกั่วที่ใส่ไว้โตกว่า”

            ท่านแม่ยิ้มและขำไปด้วย ลูบหัวอันผิงด้วยความเอ็นดู

            “แม่เข้าใจแล้วเจ้าจะดูว่าไก่ที่กินกากถั่วเหลืองของเจ้า กับพวกที่ไม่ได้กินจะโตไหมใช่ไหมล่ะ”

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่”

            “จ้า แล้วแม่จะรอดูนะ”

            เรื่องนำกากถั่วเหลืองมาเป็นอาหารจึงจบลงด้วยการรอเวลาพิสูจน์ เมื่ออันหยางกลับมาจากสถานศึกษาจึงรู้เรื่องนี้เข้าเขาผู้ซึ่งคิดว่าน้องสาวทำอะไรย่อมไม่เสียเปล่าเมื่อไปเรียนเขาจึงไปบอกพี่สาวเฟิงและพี่สาวหลินว่าให้ตากกากถั่วเหลืองพวกนี้ไว้ด้วยน้องสาวจะเอาไปเป็นอาหารไก่

            ดังนั้นจึงไม่ถึงมือท่านพ่อ อันหยางก็จัดการเรื่องส่วนนี้ให้เรียบร้อยแล้ว

            ส่วนอันผิงก็ว่าด้วยเรื่องผักดองต่อ วันนี้จะทำผักดองข้ามสัญชาตินั่นคือ กิมจิ เมื่อเลิกเรียนกลับถึงบ้าน จึงไปนั่งอยู่มุมเดิม คือมุมแปลงผักหาวิธีทำกิมจิ พอได้อ่านรายละเอียดแล้ว ยังมีวัตถุดิบที่ยังไม่มีเยอะอยู่เหมือนกัน

            ยกตัวอย่างเช่น น้ำปลา พริกป่นเกาหลี แป้งข้าวเหนียวและพริกสดของเกาหลี ครั้นจะเอาพริกที่มีอยู่มาลองทำก็กลัวมันไม่เข้ากันอันผิงจึงหยุดโครงการนี้ไปก่อน

            และเปลี่ยนมาทำอีกอย่าง เมื่อมีน้ำถั่วเหลืองแล้วสิ่งที่อยากทำต่อไปนั่นก็คือ เต้าหู้ อย่างไรเล่า ไหนๆ ก็มีที่โม่แป้งแล้ว อ้อ เธอยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าที่ร้านหลงเปาจึซื้อที่โม่แป้งใหม่ อันนี้จึงถูกยกกลับมาเผื่อวันไหนอยากกินน้ำเต้าหู้กัน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาอันผิงจึงใช้การค้นหาเพื่อหาวิธีทำเต้าหู้ต่อ พอนั่งอ่านไป อื้ม ก็พอได้อยู่นะ 

            หลังจากโม่แป้งเอาน้ำออกก็นำน้ำถั่วเหลืองนั่นแหละมาต้มอีกทีใส่น้ำส้มสายชู ดูจากวิธีทำแล้วเธอกับท่านแม่ก็พอจะทำได้

            อันผิงจึงพาร่างเล็กๆ ไปดูถั่วเหลืองในห้องครัวก่อน ยังมีอยู่ก่อนอื่นต้องแช่ถั่วเหลืองไว้ก่อน และถั่วเหลืองสำหรับทำเต้าหู้ไม่ต้องแช่นานเหมือนน้ำเต้าหู้กะเวลาแล้วก่อนเวลาทำอาหารมื้อเย็นของท่านแม่ ถั่วเหลืองก็จะพองสำหรับโม่ได้แล้วจากนั้นก็ให้ท่านแม่มาโม่อีกที

            ก่อนเวลาที่ท่านแม่จะทำอาหารเย็น อันผิงก็ชวนท่านแม่มาทำเต้าหู้เริ่มแรกเอาน้ำเต้าหู้ออกมาก่อน แล้วนำน้ำไปตั้งไฟต้มใส่น้ำส้มสายชูลงไปและก็คอยคนให้โปรตีนเต้าหู้แยกตัวออกจากกัน จากนั้นก็ยกหม้อลง รอให้หายร้อน

            แล้วเราก็เอาผ้าขาวบางมากรองและบีบเอาน้ำออกให้หมดเมื่อน้ำออกหมดแล้วเราก็ได้เต้าหู้แบบแข็งแล้ว

            หลังจากรีดน้ำออกไปหมดแล้ว และแกะผ้าขาวบางออกดู ท่านแม่มองอย่างอึ้งและหันมามองลูกสาวตัวน้อย ที่ทำทีมองเต้าหู้ที่อยู่ตรงหน้าท่านแม่อย่างใคร่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร

            ท่านแม่ย่อตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกับอันผิง

            “ผิงเอ๋อร์ เจ้ารู้วิธีทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร”

            “ข้าก็แค่อยากรู้ว่าถ้าเคี่ยวน้ำถั่วเหลืองนานๆแล้วจะเป็นยังไงเจ้าค่ะ” อันผิงก็แถไปตามเรื่อง

            “แล้วทำไมต้องใส่น้ำส้มสายชู” ท่านแม่ยังไม่ลดเลิกล่ะ

            “ก็ท่านแม่บอกว่ามันเปรี้ยว” ชี้ไปที่ไหน้ำส้มสายชู“ข้าก็นึกว่าจะเหมือนต้มผักกาดดองเจ้าค่ะ” พูดจบก็ส่งยิ้มประจบ รอดูว่าท่านแม่จะว่าอย่างไรแต่ได้รับเพียงการลูบหัวและรอยยิ้มเอ็นดู

            “เย็นนี้แม่จะทำสิ่งนี้เป็นอาหารให้ผิงเอ๋อร์ทานนะ”ตอบมาแนวนี้ก็ชัวร์เลย แม่ของเธอรู้จักว่ามันคือเต้าหู้

            ซึ่งก็ดีแล้ว เธอจะได้เบาแรงจะได้ไม่ต้องแกล้งเล่นทำอาหารที่มีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ

            มื้อเย็นจึงสร้างความประหลาดใจให้กับท่านพ่อ  ส่วนอันหยางมองอย่างสงสัย เพราะตอนไปเหลารายการอาหารเต้าหู้นั้นบ้านอันยังไม่เคยสั่งบนโต๊ะนั้นมีอาหารที่ทำจากเต้าหู้ถึงสามจานหนึ่งคือเต้าหู้ผัดใส่ถั่วงอกและเห็ดหอม สองคือเต้าหู้ทอดกรอบและเต้าหู้ยัดไส้หมูนึ่งซีอิ๊ว อันหลังนี่ท่านแม่ทำออกมาได้น่ากินมากอย่างกับอาหารเหลา 

            แค่เห็นอาหารที่ท่านแม่ทำออกมา เธอก็ตาลุกวาวแล้วมื้อเย็นนี้จึงอิ่มหมีพีมัน ปากมันแผล็บกันไปและอันหยางก็อยู่ในตำแหน่งพี่ชายผู้อวยน้องสาวอย่างเธอชมอันผิงยกใหญ่ที่หาทำสิ่งที่เรียกว่าเต้าหู้ขึ้นมา 

            ส่วนท่านพ่อนั้นมองเธออย่างครุ่นคิด แต่แค่ไม่ถามออกมาก็ดีแล้ว

            ส่วนท่านแม่จะทำอย่างไรกับเต้าหู้ หลังจากวันนี้ไปคงเป็นอันรู้กันหน้าที่ของเธอคือนำเสนอ

            ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เถ้าแก่อู๋ก็มาหาที่บ้าน เป็นเรื่องบ้านในเมืองเถ้าแก่อู๋บอกว่าเจ้าของบ้านติดต่อมาผ่านเถ้าแก่อู๋ ว่าตกลงขายคราวนี้อันผิงกับท่านแม่ไม่ได้ไปด้วย มีเพียงท่านพ่อไปทำสัญญาซื้อขาย

            และเมื่อท่านพ่อกลับมาถึงบ้าน ก็ยื่นโฉนดบ้านในเมืองให้ท่านแม่เก็บไว้และบอกว่าพวกเขาจะย้ายไปตอนสิ้นเดือนนี้อีกทีและของตกแต่งบางอย่างพวกเขาจะทิ้งไว้ให้ ไม่ได้คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด

            อันผิงตาลุกวาว เมื่อตอนไปดูบ้าน พวกเก้าอี้กับเครื่องเรือนหลายชิ้นเป็นของดีคนรวยบ้านนี้ใจป้ำจริง

            เมื่ออันหยางกลับจากเรียน เขาจึงได้รู้ข่าวว่าบ้านอันจะมีบ้านในเมืองแล้ว เขาก็ตื่นเต้นอย่างมาก เพราะเขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนและอันผิงก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง ว่าตอนไปในเมืองนั้นไปทำอะไรเพราะด้วยหลายวันที่ผ่านมายังไม่มีทีท่า ว่าฝั่งนั้นจะขายพูดไปกลัวอันหยางดีใจเก้อ

            “ถ้าอย่างไร หยางเอ๋อร์พักที่บ้านในเมืองดีไหม” ท่านพ่อถามขึ้นมา แต่มีรอยยิ้มเหมือนต้องการแกล้งลูกชายอยู่บนหน้า

            อันหยางหยุดอาการตื่นเต้น

            “ข้า ข้าชอบนอนที่บ้านนี้มากที่สุดขอรับถ้าไม่มีท่านพ่อท่านแม่ หรือน้องสาวไปนอนที่โน่น ข้าก็ไม่อยากไป” อันหยางพยายามอธิบายด้วยความสุขุม แต่สีหน้าแสดงออกว่าอย่าส่งข้าไปนอนที่นั่นเลย

            บ้านใหม่ในเมืองก็ไม่รู้ว่าท่านพ่อจ่ายค่าตอบแทนเถ้าแก่อู๋ไปเท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ราคาค่าบ้านในเมืองแม้จะแพงแต่ว่าราคาบ้านก็เท่ากับราคาสูตรถั่วงอกที่ขายไปในระยะเวลา 5ปีนั่น

            ก็ไม่คิดว่าแค่วิธีการเพาะถั่วงอก จะทำให้มีเงินตำลึงทองจนสามารถซื้อบ้านในเมืองได้ด้วยแต่อย่างไรก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ตอนนี้ไม่นับที่ดินที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆบ้านอันก็จะมีบ้านในเมืองแล้วนะ

            ตอนเย็นของอีกวัน อันหยางกลับจากสถานศึกษาและอันหยางก็มาพร้อมกับเรื่องที่ต้องรายงานให้ท่านพ่อและท่านแม่ฟังถึงเรื่องของแม่สามีน้าเฟิง ไม่รู้ว่าพวกเขาไปได้ยินข่าวมาจากไหนว่าน้าเฟิงทำงานในเมือง พวกเขาจึงยกโขยงกันมา มาถึงก็ไม่เกรงใจเจ้าของร้านสักนิดถามหาน้าเฟิง ดีว่าท่านปู่หลินมีสง่าราศี จึงตวาดไปพวกเขาจึงไปยืนออกันหน้าร้านแทน

            น้าเฟิงจึงออกไปพบพวกเขา แต่พี่สาวเฟิงไม่ยอมออกไปพี่สาวหลินเลยไปยืนเป็นเพื่อนน้าเฟิงด้วย ได้ความว่าพวกเขาจะมาเอาเงินเมื่อน้าเฟิงทำงานมีรายได้ก็ควรส่งเสียลูกชายด้วย ไม่ใช่เลี้ยงแต่เฟิงหยูคนเดียว

            ด้วยความเป็นแม่ลูก น้าเฟิงจึงจะให้เงิน แต่พี่สาวหลินบอกว่าในเมื่อเป็นแม่ลูกก็ต้องส่งเสียลูกชายไม่สู้พวกท่านก็ให้ลูกชายได้อยู่กับแม่ไม่ดีกว่าเหรอ

            น้าเฟิงจึงชะงัก มองไปที่แม่สามี

            เงินเข้าปากช้าง ใครมันจะยอมคายล่ะ พวกเขาเหล่านั้นไม่ยอมน้าเฟิงไม่อยากให้มีปัญหา จึงไปหยิบถุงเงินมาให้พวกเขา การกระทำของน้าเฟิงดูท่าจะทำให้พี่สาวหลินไม่ค่อยพอใจ แม้จะถูกปรามจากท่านปู่ แต่ก็ไม่วายเปรยๆ ว่า

            “ถ้าอ่อนแอ แม้แต่ลูกก็โดนแย่ง”

            จึงโดนปู่หลินดุยกใหญ่ ส่วนพี่สาวเฟิง สีหน้ามีแต่ความเครียดและไม่พอใจ ส่วนน้าเฟิงได้แต่ก้มหน้า

            เมื่ออันหยางเล่าจบ ท่านแม่จึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาป้าโจวอันผิงไม่ได้ตามไป แต่กำลังคิดว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างไรดีและก็ไม่รู้ว่าวิธีของตัวเองจะดีหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อเด็กชายที่เป็นลูกของน้าเฟิงมากน้อยแค่ไหน

            วิธีที่เธอคิด ก็คล้ายกับตอนเอาคืนตาเฒ่าหวังนั่นคือให้คนเป็นสะใภ้ที่เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องฝันถึงสามีน้าเฟิงประมาณมาทวงแค้น ที่ทำให้เขาตาย ทำให้แม่ลูกต้องแยกจากกัน

            จากนั้น ก็ให้สามีน้าเฟิงนี่แหละไปเข้าฝันแม่ตนเองว่าถ้าไม่คืนลูกให้กับน้าเฟิง เขาจะพาลูกชายไปอยู่ด้วย

            ต่อที่สาม ก็คือทำให้เด็กชายไม่สบาย ต้องนอนซมรักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น แต่อาการนี้เป็นแค่อาการอุปาทานนะไม่มีผลกับร่างกายของเด็กชาย

            อันผิงเชื่อว่าคนโบราณ ถึงอย่างไรก็เชื่อเรื่องผีสางสะใภ้คนนั้นก็ต้องกลัวความผิด ประกอบกับคนเป็นแม่สามีก็ฝันแบบนั้นด้วยต่อให้อย่างไรก็ต้องส่งตัวเด็กกลับมาสู่อ้อมกอดน้าเฟิง

            และสิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่าง คนเป็นย่าเมื่อเลี้ยงหลานและจากการมาขูดรีดเงินเช่นนี้ อนาคตยังไงเด็กก็ต้องถูกเลี้ยงดูและตามใจจนอาจจะเสียคนได้เลย และอาจเกิดปัญหามาที่สองแม่ลูกเฟิงไม่มีที่สิ้นสุด

            มิสู้ให้ส่งคืนมาตอนนี้เสียยังดีกว่ายังมีปู่หลานหลินที่คงพอจะอบรมเด็กคนนั้นได้

            คิดได้ดังนี้ เธอจึงขอพรตามที่เธอคิดทันที เพิ่มเติมให้เด็กชายปลอดภัยจากอันตรายจากคนในครอบครัวไปด้วยในเมื่อสะใภ้บ้านนั้นผลักน้าเฟิงได้ จะทำกับลูกด้วยก็ไม่แปลก

            ใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ดี ท่านแม่กับป้าโจวที่ตอนนี้ไปประจำอยู่ที่ร้านเผื่อคนพวกนั้นกลับมากันอีก แต่พวกเขาไม่กลับมา แต่เป็นบ้านเก่าป้าโจวที่พาลูกชายของน้าเฟิงมาส่งให้ที่ร้านหลงเปาจึซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกบ้านนั้นจึงเอาเด็กชายมาส่งให้

            และก็ไม่วายบ่นว่าเด็กชายเฟิงค่อนข้างเอาแต่ใจทีแรกอันผิงก็หวังว่าปู่หลานหลินจะกำราบแต่เป็นป้าโจวที่อุ้มเด็กชายกลับมาสั่งสอนเสียเอง

            ถึงมือป้าโจวแล้วคงไม่ต้องเป็นห่วง ดูอย่างพี่สาวสือสิป้าโจวยังสอนสั่งได้ดีเลย

            เรื่องนี้ก็จบด้วยประการฉะนี้แลทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณเสี่ยวหลงเป่าไม่อย่างนั้นน้าเฟิงก็ต้องโดนสูบเลือดสูบเนื้อไปเรื่อยเมื่อเกิดปัญหากับคนงานในปกครอง อย่างไรก็ย่อมส่งผลต่องานที่ร้าน

            เพราะมัวแต่ลุ้นเรื่องนี้เมื่อจบเรื่องก็เป็นท่านพ่อที่มากล่าวชมเรื่องกากถั่วเหลืองที่อันผิงเอามาเป็นอาหารไก่ดูแล้วเหล่าไก่ทั้งหลายคงไม่มีปัญหา ท่านพ่อคงสงสัยเหมือนท่านแม่จึงได้ลองถามอันผิงว่า

            “ผิงเอ๋อร์รู้ได้อย่างไรว่ากากถั่วเหลืองนำมาให้อาหารไก่ได้”

            “ก็ไก่กินเมล็ดข้าวโพด ข้าวโพดเป็นธัญพืชถั่วเหลืองก็เป็น ก็ต้องเป็นอาหารไก่ได้สิเจ้าคะ”

            ตอนพูดก็ยืดตัวเอามือไขว้หลังไว้อย่างคนเป็นพี่ชายแต่เหมือนท่านพ่อพยายามจะกลั้นขำ เอานะเธอเองก็เข้าใจ ถ้าเธออยู่ในร่างคนโตเธอก็ขำกับพฤติกรรมของเด็กๆ แบบนี้

            แต่ท่านพ่อจะกลั้นขำนานไปนะ ไม่กล่าวชมลูกสาวสักที

            อันผิงก็จ้องมองท่านพ่ออยู่อย่างนั้น จนท่านพ่อรู้สึกตัว

            “ผิงเอ๋อร์ของพ่อเก่งที่สุด ไม่รู้เก่งได้ใครนะ”

            ท่านพ่อชงมาแบบนี้ อันผิงก็จัดให้ได้ค่ะ

            “เก่งเหมือนท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่เจ้าค่ะ”

            คราวนี้ท่านพ่อหัวเราะออกมาทันที เธอก็เลยต้องบ้าจี้หัวเราะตามไปด้วย และบ้านอันเราก็ได้อาหารไก่เพิ่มนั่นคือกากถั่วเหลืองนั่นเองและเพราะการจัดการของอันหยาง กากถั่วเหลืองเมื่อมาถึงบ้านอันที่หมู่บ้านหยางก็จะแห้งมาเรียบร้อยแล้ว