ทิฐิของเด็กสาว
ในที่สุดวันแรกของการมีครึ่งเทพอยู่ในดินแดนก็ผ่านพ้นไปเพียงครึ่งวันและการขยับมือเพียงครั้งเดียวของครึ่งเทพก็ทำให้รายรับประจำวันของดินแดนเพิ่มขึ้นถึง50 เปอร์เซ็นต์
จาก2 หมื่น DP เพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นด้วยการขยับมือเพียงครั้งเดียวเรื่องนี้แม้จะสร้างความตกตะลึงให้กับกัสและบลูอายมาก
แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทบอกเอาไว้ก่อนแล้วว่าให้ใช้DP ส่วนนี้ในการขยายดินแดนทำให้กัสกับบลูอายไม่ต้องพยายามคิดหาหนทางใช้DP ส่วนนี้ให้ลำบาก
ส่วนที่ยากก็มีเพียงการปรับแผนการให้เหมาะสมและรองรับการขยายตัวของดินแดนให้ได้ก็เท่านั้นส่วนนี้นับว่ายุ่งยากอยู่มากจริงๆทว่ามันก็เป็นความท้าทายรูปแบบหนึ่งที่ทำให้กัสรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึกๆ เช่นกัน
แผนการเหล่านี้ไม่อาจประชุมและวางแผนขึ้นมาได้ในวันเดียวอยู่แล้ววันแรกของการปรับปรุงจึงคืบหน้าไปได้เพียงส่วนหนึ่ง
พอวันที่สองมาถึงกัสก็ต้องเจอกับเรื่องที่น่าตกตะลึงอีกครั้งในตอนที่อิจิโกะเข้ามาถามว่าจะต้องทำยังไงกับเครื่องปั้นดินเผาที่ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทเป็นผู้ลงมือวาดลวดลาย
หากเป็นคนทั่วไปเรื่องนี้ย่อมไม่มีความจำเป็นที่ต้องคิดอะไร แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทต่อให้ไม่อยากคิดก็จำต้องคิดอย่างเสียไม่ได้
กัสที่ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงท้ายที่สุดก็เลยเดินเข้าไปถามเอาตรงๆโดยใช้หลักเหตุผลที่ได้จากคำพูดของน้องสาวคนโตที่ได้ยืนมาเมื่อคืน
ผลลัพธ์จากการถามคือสีหน้าที่เย็นเยือกและท่าทีที่ดูเฉยชากับคำพูดประโยคหนึ่ง
“ทำตามที่เจ้าต้องการเถอะแล้วก็เตรียมชุดทำงานให้ข้าด้วยชุดหนึ่ง”
คำขอนี้ทำให้กัสยิ้มฝืนๆ ด้วยไม่รู้ว่าเขาควรจะดีใจหรือลำบากใจดีที่มีครึ่งเทพคนหนึ่งมาทำงานให้
พูดไปแล้วมันน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่พอคิดถึงสถานะของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทแล้วกัสก็ไม่กล้าที่จะตักตวงผลประโยชน์จากท่านหญิงจริงๆ
ต่อให้การทำเช่นนั้นจะไม่ทำให้ท่านหญิงไม่พอใจแต่สถานะของเธอก็เพียงพอจะทำให้กัสลำบากได้ โดยเฉพาะสามีของท่านหญิง ไวท์ริเวอร์หนึ่งในครึ่งเทพที่มีชื่อเสียงไม่น้อยและมีความแข็งแกร่งที่น่าทึ่งคนหนึ่งของตระกูลทั้งยังเป็นถึงผู้นำของทายาทสายบลูเฟรมที่เป็นหนึ่งในสายหลักของตระกูลอันดูวเดธอีกด้วย
เนื่องจากเขาได้ยินคำพูดของน้องสาวมาก่อนและได้เจอตัวจริงๆแล้วกัสจึงพอจะมีความมั่นใจอยู่บ้างว่าท่านหญิงนั้นไม่ใช่คนเย็นชาหากแต่อ่อนโยนมีเมตตาเขาจึงกล้าที่จะใช้ประโยชน์ในส่วนนี้บ้าง
แต่ถ้าปล่อยให้เรื่องนี้หลุดออกไปข้างนอกแล้วเผลอทำให้สามีของท่านหญิงรู้เข้าละก็กัสเองก็ไม่กล้าคิดเหมือนกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามสอบถามความเห็นจากท่านหญิงให้มากที่สุดและใช้DP ที่ได้จากการช่วยเหลือของท่านหญิงมาทำการขยายดินแดนทั้งหมดโดยไม่ใช้ประโยชน์กับส่วนอื่นเลย
เมื่อตัดสินใจวางแผนรับมือด้วยวิธีนี้ได้กัสก็ไม่ลังเลใจที่จะขายเครื่องปั้นดินเผาในทันทีและก็ได้พบกับเรื่องที่น่าตกตะลึงอีกครั้ง
โถดินเผาใบแรกที่มีสีฟ้าครามที่ดูธรรมดาหากแต่มีลวดลายที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งถูกขายไปในราคา 150 DP ซึ่งเป็นมูลค่าถึง 15 เท่าของ มูลค่าวัตถุดิบ
มูลค่าของเครื่องปั้นดินเผาใบแรกที่ท่านหญิงลงมือวาดนั้นสร้างความตกตะลึงให้กัสเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เขานึกประหลาดใจอยู่บ้างเช่นกันเพราะถ้าเทียบกับผลงานของน้องสาวคนโตของเขาที่ขายได้ใบละ100 DP โดยประมาณแล้ว มันดูใกล้เคียงกันมากไปจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานของครึ่งเทพ
แต่เมื่อขายใบที่สองไปกัสก็เริ่มตื่นตัวขึ้นความสงสัยของเขาจางหายไปในทันทีและขายใบที่สาม สี่และห้าต่อในทันที
ใบที่สองขายได้250 DP ใบที่สามได้ 320 DP ใบที่สี่ได้430 DP สุดท้ายคือใบที่ห้าที่สวยที่สุดขายได้ 525 DP มูลค่าที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้แสดงให้เห็นถึงฝีมือที่แท้จริงของท่านหญิงและทำให้กัสทึ่งจนอึ้งไปเสียสนิท
เขาเคยได้ยินว่าปรมาจารย์ช่างแกะสลักที่โกลเด้นซื้อตัวมาช่วยงานนั้นสามารถเปลี่ยนไม้ราคา1 DP ให้กลายเป็นผลงานราคา 100 DP ได้ซึ่งนั่นเท่ากับว่ามันเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบขึ้นถึง 100 เท่า
แต่ที่เขาได้ยินมาจากโกลเด้นนั้น100 เท่าที่ว่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จะเกิดจากผลงานชิ้นโบแดงของปรมาจารย์ช่างแกะสลักที่นานๆครั้งถึงจะปรากฏขึ้นเท่านั้น
ในขณะที่ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทกลับสร้างสรรค์ผลงานที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้มากถึง50 เท่าอย่างง่ายดาย เรื่องนี้มีหรือที่กัสจะไม่ตกใจ
หลังจากรู้เรื่องนี้กัสก็รีบไปปรึกษาบลูอายเพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้และได้ข้อสรุปในทันทีจากนั้นจึงเพิ่มชุดทำงานให้กับท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทจนทำให้โรงปั้นมีชุดช่างศิลป์เพิ่มขึ้นมาอีกชุดทั้งยังเป็นชุดทำงานระดับ 4 อีกด้วย
แต่ถึงจะเพิ่มชุดทำงานเอาไว้กัสก็ไม่กล้าเข้าไปร้องขอให้ท่านหญิงมาทำงานให้หากแต่ปล่อยให้ท่านหญิงทำตามที่ใจอยาก
พอจบวันที่สองไปได้ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็ดูเหมือนจะมีความสนใจมากขึ้นไปอีกในส่วนของโรงเพาะพันธุ์และดูเหมือนว่าจะสนใจการพัฒนาสายพันธุ์ของดอกไม้ฤดูหนาวมากเป็นพิเศษ
ต่อจากนั้นก็ดูจะสนใจเรื่องของงานแกะสลักทั้งไม้และหินซึ่งทำให้กัสสับสนอย่างหนักเพราะไม่รู้ว่าจะไปสนับสนุนยังไงดีท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจสร้างโรงศิลป์ขึ้นมาเสียเลย
โรงศิลป์หากให้เทียบกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ มันถือเป็นสิ่งก่อสร้างรูปแบบกลางๆ ที่ไม่มีความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งหากแต่สนับสนุนทุกผลงานที่เกี่ยวกับงานศิลปะ
ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปการแกะสลัก การปั้น หรืองานโลหะ มันสนับสนุนในทุกๆ ด้านทว่ามันก็มีข้อเสียนั่นคือไม่มีโรงเก็บหรือห้องเก็บของที่มีส่วนช่วยในการสนับสนุนกระบวนการสร้างแบบโรงปั้นหรือโรงงานอื่นๆ
โรงศิลป์มีเพียงรูปแบบการสนับสนุนในการสร้างผลงานทางศิลปะเพียงเท่านั้นพูดง่ายๆ คือ มันทำได้เพียงสนับสนุนงานศิลปะแต่ไม่สามารถสนับสนุนกระบวนการหลอมสร้างให้เกิดผลงานใดๆทำได้เพียงประดับตกแต่งหรือขัดเกลาสิ่งต่างๆ ในด้านของศิลปะเพียงอย่างเดียว
เมื่อสร้างโรงศิลป์ขึ้นมากัสก็เพิ่มระดับมันขึ้นเป็นระดับ3 และใส่อุปกรณ์ทำงานทุกชนิดในระดับ 3ลงไปเท่านั้นจากนั้นก็บอกกล่าวกับท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทเกี่ยวกับโรงศิลป์แห่งนี้และทิ้งกล่องเก็บของระดับ4 ที่มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุที่เก็บไว้ในกล่องเก็บของระดับต่ำกว่าในพื้นที่โดยรอบมาเก็บไว้ในกล่องระดับ4 ได้หนึ่งกล่อง
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่านหญิงทำงานได้สะดวกและเพิ่มกล่องเก็บของเข้าไปในโรงงานทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นโรงไม้ โรงสกัดหิน โรงปั้น หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีการผลิตวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงาน
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จทุกอย่างก็ดูจะเข้าที่เข้าทางแล้วและท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทเองก็ดูจะพอใจกับโรงศิลป์ของเธอมากเช่นกันจนเกิดเป็นผลงานมากมายที่สร้างรายรับให้กับกัสได้อย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด
วันที่สร้างโรงศิลป์คือวันที่3 ของการทำงาน พอมาถึงวันที่ 4 กัสก็ได้รับทุนคืนมาอย่างง่ายดาย DP ที่ใช้ไปกับโรงศิลป์นั้นอยู่ที่ 3 หมื่น DP เศษๆ
แต่วันเดียวท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็สร้างผลงานที่มีมูลค่าออกมามากกว่า5 หมื่น DP ขึ้นมาเสียอย่างนั้นซึ่งผลงานชุดนี้ทำให้กัสกับบลูอายนั่งเหงื่อตกกันอยู่ในห้องทำงาน
พวกเขาสองคนต้องคำนวณรายรับรายจ่ายและวางแผนการใช้DP เพื่อพัฒนาดินแดนอย่างหนักมาตลอด แม้ว่าหน้าที่หลักๆจะเป็นของบลูอายก็ตาม แต่กัสก็ยังรับผิดชอบในการกำหนดเป้าหมายอยู่ดี
ซึ่งก่อนหน้านี้เรื่องนี้มันก็ง่ายๆเป้าหมายของพวกเขาค่อนข้างชัดเจน รายรับรายจ่ายเองก็อยู่ในการควบคุม
แต่เมื่อท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทมาถึงรายรับก็ดูจะหลุดการควบคุมไป ทั้งยังคาดการณ์ไม่ได้ด้วยว่าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยขนาดไหนทำให้วางแผนรับมือได้ไม่เต็มที่ ไหนจะรายจ่ายที่เพิ่งคำนวณไปหยกๆ และพยายามปรับแก้แผนการใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายชุดใหม่
ทว่าหลังจากปรับแผนเสร็จปัญหาที่คิดว่าจะต้องใช้เวลาแก้ก็ดันหายไปเสียอย่างนั้น ทั้งยังมีรายรับเพิ่มขึ้นมาอีกจนทำให้กัสกับบลูอายคำนวณกันไม่ถูกจนปวดหัวไปหมด
ท้ายที่สุดกัสก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบลูอายที่วางแผนจนหัวยุ่งไปหมด
“ช่างมันเถอะอาย..พวกเราอย่าพยายามคิดหรือคาดเดาอะไรเกี่ยวกับท่านหญิงเลยจะดีกว่าครึ่งเทพ..ไม่ใช่ตัวตนที่พวกเราจะประเมินได้”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมามือที่ขยับไม่ได้หยุดของบลูอายก็หยุดนิ่งไปเธอเงยหน้าขึ้นมามองกัสด้วยความประหลาดใจ หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลายออกพร้อมกับการถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ถูกของเจ้า..บางทีข้าอาจจะพยายามทำทุกอย่างให้อยู่ในการควบคุมมากเกินไป..”
หลังจากตัดสินใจที่จะหยุดควบคุมทุกอย่าง บลูอายก็เหมือนคนที่ถูกสูบพลังออกไปจนหมดแผนการที่เธอพยายามวาง พยายามปรับปรุงแก้ไข ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดีก่อนที่เธอจะล้มตัวลงนอนบนเตียงเล็กที่ถูกจัดมาเพิ่มไว้ในห้องทำงานแห่งนี้
ภาพของบลูอายที่นอนหมดแรงนั้นทำให้กัสทั้งขำทั้งเห็นใจเพื่อนสาวของเขาคนนี้พยายามอย่างหนักจริงๆ ที่จะคำนวณและวางแผนจัดการบริหาร DP ของดินแดนของเขา
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอทำได้ดีมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นการคาดเดาถึงการเพิ่มขึ้นของ DP ในแต่ละอาทิตย์ การจัดลำดับการใช้จ่าย การจัดสรรงบประมาณในส่วนต่างๆ
ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของเธอมาโดยตลอดจนกระทั่งท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทมาถึง วันแรกเธอก็ทำให้บลูอายตกตะลึงกับรายรับที่เพิ่มขึ้นถึง50 เปอร์เซ็นต์
การเพิ่มขึ้นนี้ควรที่จะทำให้พวกเขาดีใจแต่สำหรับบลูอาย มันเป็นเหมือนการทำลายความพยายามที่แล้วมาของเธอด้วยพลังที่เหนือกว่า
ต่อจากนั้นก็มาถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพราะคำขอของท่านหญิงที่ทำให้บลูอายต้องปรับแผนการใหม่อีกครั้งหลังจากเพิ่งจะปรับเปลี่ยนไปไม่นานจากนั้นก็ต้องปรับซ้ำอีกรอบและอีกรอบ
ด้วยสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากการทำงานที่ต้องทำในหนึ่งเดือนให้เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์แบบนี้การที่บลูอายจะหมดสภาพก็ไม่น่าแปลกเลย
ซึ่งจริงๆมันไม่ควรจะเป็นภาระที่หนักขนาดนี้หากบลูอายไม่พยายามควบคุมสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
จริงอยู่ที่แผนการของบลูอายนั้นทำให้พัฒนาการของดินแดนแห่งนี้มีประสิทธิภาพอย่างมากเพราะสามารถคาดเดาถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งเดือน
แต่การที่เธอพยายามมากไปมันก็จะกลายเป็นภาระที่หนักเกินกว่าที่เธอจะแบกรับได้ง่ายๆโดยเฉพาะภาระที่เกิดจากพลังอำนาจของครึ่งเทพที่เด็กสาวอย่างเธอไม่มีทางคาดเดาได้
กัสที่ทั้งขำทั้งเห็นใจก็เดินเข้าไปนั่งใกล้ๆบลูอายพลางดึงมือของเธอมาบีบนวดเบาๆ ด้วยความเห็นใจ
“อือ..ขอบใจนะกัส..ปวดแขนมากเลย”
“ใครใช้ให้เจ้าพยายามสู้กับท่านหญิงละ..บอกตามตรงนะ ข้ายอมแพ้ไปตั้งแต่วันที่สองแล้วละแต่เจ้านี่สิ พยายามจนข้าไม่รู้จะพูดยังไงดี”
พูดแล้วกัสก็ยิ้มขำๆ จนถูกบลูอายมองค้อนใส่ครั้งหนึ่ง ทำให้กัสได้แต่ไหวไหล่ราวกับจะบอกว่าเรื่องที่เขาพูดนั้นมันเรื่องจริง
บลูอายเองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเพียงแต่เธอพยายามมาตลอดและรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานในส่วนนี้มากมันจึงกลายเป็นทิฐิของเธอไปโดยไม่รู้ตัว
กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังทำในสิ่งที่เหนือกำลังของตัวเองบลูอายก็หมดแรงแล้ว
การวางแผนเพื่อคาดเดาการเจริญเติบโตของดินแดนนั้นจะบอกว่ามันง่ายก็นับว่าง่าย จะบอกว่ายากก็นับว่ายากเช่นกันเพราะแผนการที่บลูอายวางนั้นไม่ใช่แผนการระยะสั้นแต่เป็นระยะยาวที่ทำอย่างน้อยก็ 1 เดือน
ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ปรับแก้ก็เท่ากับว่าเธอต้องปรับแผนการใหม่อย่างน้อย1 เดือนเต็มๆ ซึ่งเธอปรับติดต่อกันมาสามวันแล้ว
ทุกครั้งที่ปรับจนพอใจและภาคภูมิใจวันต่อมาเธอก็ต้องเจอเรื่องที่เหนือความคาดหมายอีกครั้งและอีกครั้งบลูอายที่พยายามมาตลอดก็เกิดความรู้สึกว่าหากไม่พยายามต่อสิ่งที่เธอทำมาก็จะเสียเปล่า
พอคิดแบบนั้นก็เหมือนติดอยู่ในบ่วงที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเหนื่อยทั้งที่หากเลิกดิ้นรนเลิกพยายามอย่างหน้ามืดตามัวสักครั้งเธอก็จะพบว่าการเอาบ่วงออกจากคอของตัวเองนั้นมันง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
ถึงตอนนี้บลูอายก็มานอนหมดแรงโดยมีกัสที่ยิ้มน้อยๆบีบนวดฝ่ามือที่บอบบางอย่างเบามือด้วยความเห็นใจ
กัสที่บีบนวดไปค่อยๆไล่ไปจากนิ้วมือที่เรียวเล็ก ฝ่ามือ ข้อมือ ท่อนแขนขาวเนียนที่ยิ่งสัมผัสก็ยิ่งชอบใจจนไปถึงหัวไหล่ของเด็กสาว
ฝีมือการนวดของกัสนั้นไม่นับว่าดีเลิศอะไรแต่เขาก็มีประสบการณ์มาถึงสองชีวิต ชีวิตก่อนที่ยากลำบากอย่างมากนั้นการนวดให้กันและกันก็นับเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้แม้จะไม่ได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้อย่างตั้งใจแต่คนที่มีประสบการณ์มากก็ย่อมทำได้ไม่แพ้มืออาชีพอย่างซีต้าหรือมิซ่าเช่นกัน
โดยเฉพาะการบีบนวดเพื่อคลายความปวดเมื่อยกัสค่อนข้างที่จะชำนาญเป็นพิเศษเลยทีเดียวเพราะสมัยก่อน เขาก็นวดมือให้น้องสาวบ่อยๆ
ขณะที่นวดไปกัสก็ยิ้มไปความคิดเก่าๆ ไหลผ่านจิตใจมาจนทำให้เขาลืมตัว บลูอายเองก็ถูกนวดจนเคลิ้มไปบ้างจนไม่ได้สังเกตว่ามือของกัสนั้นมันขยับเข้าขึ้นไปทีละน้อยจนกระทั่งข้ามจุดที่เพื่อนจะนวดให้กันไปได้
โดยไม่รู้ตัวมือของกัสก็บีบนวดลงไปยังส่วนที่อ่อนนุ่มน่าสัมผัสที่ยิ่งนวดก็ยิ่งติดใจขณะที่บลูอายนั้นจากที่เคลิ้มๆ อยู่ก็เริ่มตกใจเพราะมือของกัสมันข้ามจากหัวไหล่ของเธอไปยังหน้าอกของเธอแล้ว
ฝ่ามือของเขาบีบลงไปยังหน้าอกที่มีขนาดพอมือและนวดมันอย่างชำนาญจนใบหน้าของบลูอายแดงก่ำขึ้นมาทันทีและโดยที่เธอไม่ทันตั้งใจความเสียวที่เกิดจากสัมผัสของกัสก็ทำให้บลูอายครางออกมาโดยไม่รู้ตัว
ชั่วขณะนั้นกัสก็เหมือนจะได้สติกลับคืนมาอีกครั้งเขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจกับเสียงครางที่ฟังดูยั่วยวนใจของบลูอายจากนั้นก็มองไปยังฝ่ามือของตัวเองที่บีบนวดอยู่บนหน้าอกที่ขนาดพอมือของบลูอาย
“เอา..เอามือออกไปได้แล้ว.”
“อ่า! โทษทีๆ ข้าลืมตัวไปหน่อย..”
กัสยิ้มเขินๆ พลางชักมือกลับด้วยความเสียดาย ขณะที่บลูอายนั้นหน้าแดงก่ำและมองค้อนกัสอีกวงใหญ่ขณะที่คิดถึงสัมผัสที่ร้อนผ่าวของเขาและความเสียวที่ได้รับก่อนหน้านี้ซึ่งทำให้บลูอายหน้าแดงก่ำขึ้นไปอีก
หลังจากชักมือกลับมากัสก็สังเกตเห็นว่าบลูอายไม่ส่งเสียงโวยวายอย่างที่เขาคิดก็ลอบประหลาดใจจากนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ด้วยท่าทีที่ดูเหมือนว่าจะสำนึกผิดแล้ว พลางบอกกล่าวว่าจะนวดให้เธอต่อเพื่อเป็นการชดใช้ความผิด
ทางด้านของบลูอายที่หน้าแดงก่ำก็มองค้อนให้กัสอีกหลายวงแต่เธอก็เหนื่อยมากจริงๆ จึงเกิดความรู้สึกลังเลใจขึ้นมาส่วนหนึ่งนั้นเธอไม่ไว้ใจกัสเหมือนตอนแรกอีกแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะรังเกียจเขาถึงขนาดนั้น
สำหรับเธอความเสียวเมื่อครู่มันน่าลุ่มหลงมากทีเดียวอีกอย่างกัสก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่ก็สนิทกับเธอมากจนแทบจะเรียกได้ว่าคู่รักได้แล้ว
ขณะที่ลังเลอยู่นั้นกัสก็ยิ้มออกมาพลางยื่นมือออกไปดึงมือของบลูอายขึ้นมาเพื่อให้เธอลุกขึ้นมานั่งจากนั้นตัวเขาก็ตรงเข้าไปนั่งด้านหลังของเด็กสาวแล้วค่อยๆบีบนวดไหล่ที่บอบบางของเธออย่างเบามือ
เพียงแต่สัมผัสแรกที่กดลงบนจุดที่ปวดบลูอายก็ครางออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกสุขสบายและเมื่อกัสเริ่มบีบนวดต่อไปโดยไม่รอคำอนุญาตความลังเลใจของบลูอายก็หลอมละลายหายไปอย่างช้าๆ
“อืม..หนักกว่านั้นหน่อยก็ได้กัส ตรงนั้นละ..อ๊า!สุดยอดเลย..”
ยิ่งนวดใบหน้าของบลูอายก็ยิ่งแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างช้าๆความอ่อนล้าที่เธอได้รับในหลายวันนี้เกรงว่าคนทั่วไปคงไม่เข้าใจ
ทว่ากัสนั้นพอจะรู้ว่าเธอเหนื่อยขนาดไหนแต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะเธอฝืนทำร้ายตัวเองแท้ๆ ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะเห็นใจหรืออ่อนใจถึงจะดี
แต่เขาก็พึงพอใจอยู่บ้างที่คำพูดของเขามีน้ำหนักในสายตาเธอมากขนาดนี้เพียงเขาบอกให้เธอหยุด บลูอายก็ยอมหยุดนี่แสดงว่าสำหรับบลูอายแล้วเขาเองก็มีความสำคัญสำหรับเธอมากเช่นกัน
ขณะที่บีบนวดไปบนหัวไหล่ต้นคอไปจนถึงแผ่นหลัง กัสก็แอบยิ้มน้อยๆ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วค่อยๆ ลดมือต่ำลงไปอย่างช้าๆในจังหวะที่บีบนวดแผ่นหลังและช่วงเอวของเด็กสาว
ฝ่ามือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังที่จนถึงช่วงเอวของเด็กสาวพลางลูบหน้าท้องที่แบนราบเบาๆ ซึ่งทำให้บลูอายส่งเสียงครางออกมามากกว่าเดิม
ชั่วขณะหนึ่งบลูอายลืมตาขึ้นมามองกัสครั้งหนึ่งเธอมองดูเขา มองสบตากับเขาแล้วใบหน้าก็แดงขึ้นก่อนจะมีท่าทีที่พยายามขัดขืนเพราะเธอมองเห็นจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่ของเขา
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ตระหนักว่าแผนการของเขาถูกมองออกแล้วทว่าเขาก็ไม่ได้สนใจนั่นเป็นเพราะว่าการต่อต้านขัดขืนของบลูอายนั้นไม่ได้ดูจริงจังเลยสักนิดหากแต่ดูเหมือนกับว่าเธอกำลังลังเลใจและกลัวว่าจะมีอะไรที่มากกว่านี้เกิดขึ้นมากกว่า
“ไม่ต้องกลัว..ข้าสัญญาว่าหากเจ้าไม่ยินยอมข้าจะไม่ทำมากไปกว่านี้แน่”
กัสกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของเด็กสาวจากนั้นก็จูบลงที่ต้นคอของบลูอายเบาๆจนเด็กสาวครางออกมาเบาๆ ในลำคอ ขณะที่ฝ่ามือนั้นค่อยๆเลื่อนขึ้นมาด้านบนจนถึงหน้าอกที่มีขนาดพอดีมือของเขาจากนั้นก็ค่อยๆบีบนวดมันอย่างเบามือ
บลูอายหน้าแดงก่ำแล้วเธอพยายามดิ้นรนขัดขืน ทว่าแรงกายแรงใจที่จะดิ้นรนของเธอนั้นกลับมีน้อยเกินไปและดูไม่จริงจังเลยสักนิด
กัสพรมจูบลงบนต้นคอของบลูอายเบาๆพลางบีบนวดหน้าอกคู่งามของเธอไปพร้อมกัน ด้วยทักษะที่ได้มาจากการใช้งานจริงเพียงชั่วครู่บลูอายก็หมดแรงที่จะต่อต้าน กัสก็เริ่มเดินหน้าต่อไปอีกก้าวหนึ่ง
เขาไม่ได้สัมผัสส่วนลับที่น่าจะเริ่มชื้นแฉะของเธอเพราะสัญญาเอาไว้แล้วทว่าส่วนอื่นนั้นกัสไม่ปล่อยให้พลาดไปแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นสะโพกที่บอบบางของบลูอายต้นขา ทั้งด้านในและด้านนอก เขาบีบนวดมันอย่างเบามือจนทำให้บลูอายครางออกมาเบาๆซึ่งไม่รู้ว่าเกิดจากความเสียวหรือความสุขสบาย
พอสมโอกาสกัสก็ดึงใบหน้าของบลูอายให้หันมาหาเขาแล้วประกบริมฝีปากจูบเธออย่างดูดดื่มในทันที
ดวงตาของบลูอายยิ่งมาก็ยิ่งหวานฉ่ำความคิดที่จะขัดขืนของเธอนั้นยิ่งมาก็ยิ่งอ่อนแรง ยิ่งถูกกัสสัมผัสอย่างเร่าร้อนมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจไม่มีกำลังจะต่อต้านเขามากขึ้นเท่านั้น
ท้ายที่สุดบลูอายก็รู้สึกเหมือนจะเสร็จจนตัวเกร็งกัสที่เห็นแบบนั้นก็รีบก้มลงจูบอย่างดูดดื่มอีกครั้งไปพร้อมๆ กับการบีบยอดปทุมที่แข็งเป็นไตของเธออย่างเบามือ
เสียงกรีดร้องดังขึ้นเบาๆในลำคอพร้อมกับความสุขสมที่แตกปะทุออกมาจากภายนอก บลูอายตัวเกร็งด้วยความเสียวก่อนจะหอบหายใจหนักๆอยู่ในอ้อมกอดของกัสในสภาพที่ยั่วยวนใจเป็นที่สุด
“รู้สึกเป็นยังไงบ้างอาย..ชอบไหม..รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างหรือเปล่า”
คำถามที่ดูลามกนี้ทำให้บลูอายหวั่นไหวขึ้นมาชั่วขณะแต่เมื่อฝ่ามือของกัสเลื้อยลงไปยังส่วนลับที่เปียกชุ่มของเธอดวงตาของบลูอายก็เบิกกว้างขึ้นและเปลี่ยนเป็นมองค้อนจนทำให้มือของกัสหยุดลง
“ไม่ได้หรอ..”
พอถูกถามแบบนี้สายตาที่ไม่พอใจก็เปลี่ยนเป็นลังเลขึ้นมากัสที่รออยู่ก็ไม่ได้ขยับเข้าไปมากขึ้น หากแต่ถึงฝ่ามือขึ้นมาแล้วเชิดคางของบลูอายขึ้นเพื่อจูบเธออีกครั้งก่อนจะกระซิบเบาๆทิ้งท้ายไว้ก่อนจะจากไป
“แล้วข้าจะรอให้เจ้าพร้อมนะอาย..”
คำพูดสุดท้ายยังคงดังก้องอยู่ในหัวของบลูอายอีกนานหลายสิบนาทีนานจนเธอรู้สึกผิดอยู่บ้างที่ไม่ยอมรับเขาทั้งที่ปล่อยให้เขาทำกับเธอมากขนาดนี้
แต่หลังจากรู้สึกผิดได้ไม่นานพอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาที่ฉายชัดถึงความสับสนก็กลายเป็นความหงุดหงิดเมื่อสีสันแห่งความสุขสมพุ่งทะลุหน้าต่างบ้านของกัสออกมาจนเธอมองเห็นได้จากห้องทำงาน
“ตาบ้า!!! นี่มันยังเช้าอยู่เลยนะ!!”