ตอนที่สี่
“มิน ทำไมวันนี้ทุกคนถึงมองกูแปลกๆ มึงรู้ป่ะ” ผมเลิกหน้าถามมินขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เหมือนกับว่ามีเื่บางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับผม เื่บางอย่างที่ทำให้ทุกคนต่างมองมาที่ผมเป็ตาเดียว ไม่ว่าจะเป็ครูหรือนักเรียน ทุกคนต่างมองผมด้วยสายตาที่แทบจะไม่ต่างกัน
ผมรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ผมอยู่ตลอด แต่พอผมมองกลับก็พากันหลบตาไปตามๆ กันหมด
“มินเป็ไรป่ะเนี่ย ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ผมรีบถามมินด้วยความเป็ห่วง มินก็อีกคนแทบไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆ เลย ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยซ้ำ
ผมเห็นว่ายืนอยู่หน้ามินไปก็คงไม่มีประโยชน์เลยเดินมานั่งลงที่ตัวเองแล้วลอบมองมินด้วยความไม่เข้าใจ
มินนะมินเป็อะไรกันเนี่ย ปกติแค่เห็นหน้าผมก็แทบจะเป็คนเข้ามาทัก เข้ามาชวนคุยก่อนเสมอ แต่วันนี้มันกลับเงียบแปลกๆ แถมยังทำเหมือนว่าไม่เห็นผมอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ทั้งที่ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากมัน
เฮ้อออ นี่ผมเผลอไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่านะ ถึงได้โดนเมินแบบนี้
ผมเอาแต่นั่งเงียบอยู่คนเดียว ถึงบรรยากาศภายในห้องทุกคนจะคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่พอผมพูดขึ้นบ้างทุกคนกลับเงียบใส่แล้วทำเหมือนว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่ผมพูด
ถึงปกติผมไม่ได้เป็จุดสนใจของเพื่อนร่วมห้องอยู่แล้ว แต่การถูกทุกคนเมินแบบนี้ มันเหมือนกับว่าอยู่ๆ โลกที่สว่างสดใสของผมก็มืดครึ้มลงในพริบตา รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังเป็ส่วนเกินของห้องยังไงก็ไม่รู้
“พวกมึง ใครเห็นกล่องดินสอกูบ้าง เมื่อวานกูลืมไว้” เสียงเพื่อนคนหนึ่งในห้องเอ่ยขึ้น ทำให้เพื่อนหลายๆ คนช่วยกันหาสิ่งที่เพื่อนคนนั้นเอ่ยออกมากันยกใหญ่
“กล่องดินสออันนี้หรือเปล่า” ผมก้มลงไปหยิบกล่องดินสอที่คิดว่าเพื่อนกำลังตามหามันอยู่ ขึ้นมาจากใต้เก้าอี้ของเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเยื้องๆ กัน แต่กลับไม่มีใครสนใจสิ่งที่ผมถามออกไปเลย
แถมบางคนยังคงหามันอยู่ ทั้งๆ ที่กล่องดินสอในมือผมเป็ของเพื่อนคนนั้นแน่ๆ
“พวกมึงไม่มีใครเห็นจริงๆ เหรอ เสียดายว่ะ ของแพงสะด้วยสิ” เ้าของกล่องดินสอเอ่ยออกมาอย่างหมดหวังแล้วเดินคอตกกลับไปนั่งที่
เห็นอย่างนั้น ผมก็รีบวางกล่องดินสอไว้ที่เดิมด้วยความรู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน รู้สึกแย่จนแทบจะปล่อยโฮออกไปให้ได้
ผมละความสนใจจากเหล่าเพื่อนๆ เอื้อมมือเข้าไปหยิบสมุดใต้โต๊ะแต่มันกลับมีเศษขยะร่วงหล่นออกมา ผมจ้องมองเศษขยะเล็กน้อยแล้วคิดว่าต้องจัดการมันยังไงดี เสียงเพื่อนในห้องก็ดังขึ้นเหมือนดีใจมาก ที่ช่วยกันหากล่องดินสอให้เพื่อนจนเจอ
“เห้ยมึง กล่องดินสออันนี้หรือเปล่า” เพื่อนที่นั่งโต๊ะด้านหน้าเยื้องๆ กับผมชูกล่องดินสอที่ผมเพิ่งวางลงไปก่อนหน้าขึ้นถามเ้าของมันไปอีกครั้ง
“ไอ้เปา มึงเจอมันที่ไหนว่ะ” เ้าของกล่องดินสอเดินตรงมาที่เพื่อน คว้าเอากล่องดินสอแนบแก้มตัวเองแล้วขอบคุณยกใหญ่ เห็นแบบนั้นผมก็ได้แต่เม้มปากเข้าหากันแน่น ทั้งที่ก่อนหน้าผมก็ทำแบบเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ที่ได้มันถึงได้แตกต่างกันจัง
ผมหันมองหน้ามองมินอย่างขอความเห็น มินเห็นใช่มั้ยสิ่งที่ผมทำก่อนหน้านะ แต่ก็เหมือนเดิมมินแทบจะไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ ในเมื่อผมโดนเพื่อนทั้งห้องเมิน โดนมินเพื่อนสนิทเมินก็คงมีแค่เหนือเท่านั้นที่เป็แหล่งพึ่งพิงให้ผมได้
ขอแค่เหนือหันมายิ้มให้กันสักนิด ความรู้สึกแย่ๆ ที่ผมเผชิญอยู่คงดีขึ้นมาก แต่เหนือเองก็เมินผมไม่ต่างจากคนอื่น
“พวกมึงคาบบ่ายครูไม่เข้า แต่ให้ห้องเราไปเรียนพละรวมกับอีกห้องที่ยิมสาม” หัวหน้าห้องเดินเข้ามาในห้องพร้อมบอกต่อสารที่ได้มาจากครูให้เพื่อนรับรู้
“โห่ อะไรว้า กะจะนอนสบายๆ ครูจะให้ไปเรียนกับห้องอื่นทำไม” สิ้นสุดเสียงหัวหน้าลงทุกคนก็โห่ร้องโอดครวญขึ้น คงไม่อยากไปเรียนรวมกับห้องอื่นกันละสิ ผมก็เป็หนึ่งในนั้นที่ไม่อยากไปเรียนรวมกับห้องอื่น ยิ่งสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ด้วย มันทำให้ผมกลัวสุดๆ
“แต่ๆ แต่ครูพละฝากมาบอกว่าไม่ต้องเข้าก็ได้ ให้อยู่ในห้องห้ามออกไปไหนจนกว่าจะเลิกเรียน” หัวหน้าห้องพูดจบก็เดินกลับไปนั่งที่พร้อมกับเสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้ง
ผมก้มลงเก็บเศษขยะจากใต้โต๊ะและที่พื้นไปทิ้งถังขยะหลังห้อง แต่กลับโดนเพื่อนที่นั่งอยู่แถวหลังยื่นขาออกมาขวางทาง ทำให้ผมสะดุดล้มลงไปกองที่พื้น พร้อมเศษขยะในมือกระจัดกระจายออกไป
เพื่อนคนนั้นทำเพียงแค่ปรายตามองมาที่ผมเล็กน้อย แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่คำขอโทษก็ไม่มี คนอื่นๆ ก็เหมือนกันแทบไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมลุกขึ้นเก็บเศษขยะพวกนั้นทิ้งลงถังขยะจนหมดแล้วเดินไปที่ล็อกเกอร์เพื่อจะหยิบหนังสือเรียนออกมา แต่มีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะอยู่ด้านใน
ผมดึงกระดาษออกมาแล้วต้องเบิกตากว้างขึ้น เมื่อเห็นข้อความที่อยู่บนกระดาษ มันทำให้รู้สึกโกรธขึ้นมาจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก
นี่สินะเหตุผลที่ทุกคนมองผมแปลกไป
“ใครเป็คนทำ” ผมกำกระดาษในมือไว้แน่น เดินถามเพื่อนไป ทีละคน ทีละคนด้วยความสั่นเทา ผม้าคำตอบเกี่ยวกับมันแต่กลับไม่มีใครให้ความร่วมมือผมเลย
“มึงใช่หรือเปล่า มึงเป็คนทำใช่มั้ย” ผมรู้สึกโมโหจนตัวสั่นไปหมด เดินถามเพื่อนไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครยอมเอ่ยปากคุยกับผมสักคน แถมบางคนยังแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเมื่อผมไปแตะต้องตัวเข้า
“พวกมึงเป็คนทำใช่มั้ย” ผมเดินมาหยุดลงที่กลุ่มเหนือแล้วเลิกหน้าถามขึ้นด้วยใจร้อนรน พวกมันก็เมินผมไม่ต่างจากคนอื่น ไม่ตอบคำถามผมไม่พอ ยังทำเหมือนว่าไม่เห็นผมยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
“เหนือ เพื่อนมึงเป็คนทำมันใช่หรือเปล่า” เมื่อไม่มีใครสนใจ เหนือก็คงเป็ความหวังสุดท้ายของผม
ผมจ้องหน้าเหนือเพื่อร้องขอความเห็นใจ หวังว่ามันจะไม่เป็อย่างคนอื่นๆ แต่มันกลับ...
“บีน มึงได้อะไรมา เอามากินดิ” เหนือมองข้ามผมไปคุยกับเพื่อนอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามา
ผมจะไม่อะไรด้วยเลยสักนิด ถ้าเธอไม่เดินชนผมก่อนจะเข้าไปหาพวกมัน แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองตามเธอไป แอบคิดว่าเธอคงไม่ได้ตั้งใจและมีสักเสี้ยวนาทีที่เธอจะหันกลับมาขอโทษ
“กูกินด้วยๆ” เพื่อนเหนือเข้าไปล้อมโต๊ะเธอไว้ ทำให้ระยะห่างของผมกับเหนือมากขึ้น จนยากที่มันจะตอบคำถามผมได้
เมื่อคิดว่ายืนอยู่ตรงนี้ต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์ ผมเลยจำใจเดินกลับมานั่งที่ เพราะเนื้อหาในกระดาษแผ่นนี้ใช่หรือเปล่า เป็เพราะมันแน่ๆ ทุกคนเลยมีท่าทีแบบนี้กับผม
“มิน มึงว่าใครทำ ใครกันที่จะแกล้งกูแบบนี้” ผมนั่งลงพร้อมยื่นกระดาษไปตรงหน้ามินแล้วเลิกหน้าถามขึ้น แต่มินกลับลุกขึ้นเดินไปนั่งโต๊ะว่างข้างๆ ต้นสนที่อยู่ด้านหลัง ไม่ได้สนใจในสิ่งที่ผมถามไปเลยสักนิด
ผมหันมองตามมินไปอย่างไม่เข้าใจ ก็ไม่แปลกหรอกที่มินจะไม่สนใจผม มันก็คงกลัวโดนอย่างผมสินะ
ผมนั่งคิดอยู่กับตัวเอง ในหัวมีแต่คำว่าทำไมเต็มไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ เมื่อวานทุกคนยังดีๆ อยู่เลย ทำไมวันนี้กลับกลายเป็แบบนี้ไปได้ แล้วทำไมคนนั้นถึงต้องเป็ผมด้วย
ผมมองไปรอบๆ ห้องด้วยความรู้สึกแย่ สับสนและยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเลยสักนิด
นี่สินะ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งที่คนเต็มไปหมดแต่เหมือนกับว่ามีแค่เพียงผมคนเดียว
ไม่มีใครสนใจผมสักคน จากที่เคยคิดว่ามีเพื่อนสนิทแค่มินคนเดียวก็พอ แต่เจอแบบนี้เข้าผมไปแทบไม่ถูกเลยจริงๆ รู้สึกแย่ไปหมด หันไปทางไหนก็มีแต่คนเบือนหน้าหนี มันรู้สึกแย่จนอยากร้องไห้ อยากปล่อยโฮออกไปดังๆ เพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ แต่กลับทำอย่างที่คิดไม่ได้เลย
ฮื่ออออออ
ทำไมกัน ทำไมเื่นี้มันต้องเกิดขึ้นกับผมด้วย ทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างก็เหมือนกันไม่เป็ใจสักนิด ดูอึมครึมไปหมด ทำไมไม่เห็นใจผมบ้างเลย
“พวกมึงเมื่อกี้เราไปเข้าห้องน้ำมา ครูฝากมาบอกว่าวิชานี้ครูไม่เข้าไปกินข้าวกันเลยก็ได้ และครูก็ให้ เออ... ให้ไปที่ห้องพักครูด้วย” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องแล้วบอกสารที่ได้รับมากับเพื่อนๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไวท์บอร์ทขึ้นไปเขียนบนกระดาน
ผมเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินว่ามีคนที่ต้องไปห้องพักครูด้วยแต่เธอไม่ยอมเอ่ยชื่อออกมา
ชื่อที่ถูกเขียนอยู่บนกระดานจะเป็ชื่อใครไปได้ถ้าไม่ใช่ชื่อผม นี่ชื่อผมมันแย่ขนาดที่ไม่กล้าเอ่ยออกมาเลยงั้นเหรอ ผมกำกระดาษในมือไว้แน่น มองเพื่อนๆ ที่กำลังพากันเดินออกจากห้องไปทีละคนๆ จนเหลือแค่ผมคนเดียวในห้อง ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องไปที่ห้องพักครูด้วยจิตใจห่อเหี่ยว
“นายแทนคุณ นายรู้ใช่ไหมว่าที่นี่มันโรงเรียนไม่ใช่ซ่อง!!” ทันทีที่ผมเข้าก้าวขาเข้าไปในห้องครูเกษสรา ครูฝ่ายปกครองเอ่ยขึ้นเสียงแข็งอย่างไม่ไว้หน้าพร้อมกับชูกระดาษในมือไปมาอย่างโมโห
“รู้ครับครู” ผมตอบกลับเสียงอ่อน ทำให้เธอเหมือนจะมีอารมณ์เดือดดาลขึ้นกว่าเดิม
ทั้งที่เื่แบบนี้ไม่คิดว่าเป็เพื่อนแกล้งกันเล่นหรือไง ทำไมเธอต้องจริงจังขนาดนั้น หรือว่ามันส่งผลกระทบต่อเธอ
“เธอรู้เหรอ รู้แล้วทำมันทำไม!! เธอจะทำอะไรก็ได้ มันเื่ของเธอ ครูไม่ยุ่ง แต่ต้องไม่ใช่ที่โรงเรียนแบบนี้!!” เธอชูกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาทำให้ผมต้องตาค้างกว่าเดิม นี่คงเป็สาเหตุที่เธอต้องโมโหขนาดนี้
กระดาษแผ่นแรกเป็รูปผมที่โดนรีทัชเป็รูปเซ็กซี่พร้อมกับข้อความเชิงขายตัวกับอีกแผ่นที่ครูเพิ่งชูขึ้นมาเป็รูปของไอ้คนบ้ากามมันพยายามจะลวนลามที่ยิมสาม
“เธอจะแก้ตัวอะไรมั้ย” ในเมื่อครูดูจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าผมทำอย่างนั้นแล้วจะถามเพื่ออะไร
“ผมไม่ได้ทำครับครู ผมไม่รู้จักเขา ผมกำลังโดนแกล้งอยู่แน่ๆ ครับครู ผมไม่ได้ทำ” ผมได้แต่ปฏิเสธไปด้วยสายตาสั่นระรัว
“แกล้ง เธอก็น่าจะรู้กฎของโรงเรียนดีนี่ ใครมันจะกล้าแกล้งเธอ หืม ใครมันจะอยากโดนไล่ออก” ครูเลิกหน้าถามผมกลับ เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ผมตอบไปสักนิด
“ผมไม่ได้ทำแบบนั้นจริงๆ นะครับครู” ผมจ้องหน้าเธอแล้วได้แต่กำมือไว้แน่น ถ้าเธอรับฟังและเชื่อที่ผมพูดออกไปบ้างก็ดี
“เอาเถอะ ครั้งนี้ฉันแค่เตือน ถ้ามีอีกครั้งฉันจะเรียกผู้ปกครองเธอมา จำไว้อย่าให้มีเื่แบบนี้ในโรงเรียนอีก ถ้ามันร่านนักก็ไปเอากันที่อื่น” ครูชี้หน้าผมอย่างไม่พอใจแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ
ผมลอบกลืนน้ำลายแล้วมองตามเธอไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งอยู่ภายใน ไม่คิดว่าประโยคแบบนี้จะออกมาจากปากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็ครู
ผมมองไปรอบๆ อย่างประหม่า ลืมไปว่าที่นี่คือห้องพักครู ไม่ได้มีแค่ผมกับเธออยู่ในห้อง แต่มีทั้งครูและนักเรียนคนอื่นต่างมองมาที่ผมเป็ตาเดียว
ผมก้มหน้าก้มตารีบเดินออกจากห้องพักครูไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รู้สึกไม่ชอบการโดนมองด้วยสายตาแบบนี้เลย เหมือนกับว่าผมเป็ตัวประหลาด เป็ตัวน่ารังเกียจยังไงก็ไม่รู้
ทั้งรู้สึกแย่ ทั้งอาย ประสมปนเปกันไปหมด มันเหมือนกับว่าครูเรียกผมมาประจานให้คนอื่นรับรู้ชัดๆ ไหนบอกว่าโรงเรียนต่อต้านการแกล้ง การบลูลี่จนตั้งเป็กฎของโรงเรียน แต่ครูทำแบบนี้แล้วจะมีกฏพวกนั้นไว้เพื่ออะไร
“นักเรียนคุยกันหน่อยสิ” ระหว่างทางที่ผมกำลังเดินกลับห้อง ดันเจอครูพละเข้าและดูเหมือนกับว่าครูคนนี้มาดักรอเพื่อเจอผมอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ครับครู” ผมมองหน้าครูเล็กน้อยแล้วตอบรับเสียงอ่อน มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วมั้ง
“ตามครูมา” ผมเดินตามครูพละไปอย่างไม่คิดปฏิเสธ
“รู้ใช่มั้ยว่าครูจะคุยอะไรกับเธอ” ครูพูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงที่หมาย ผมหันมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง กลัวว่าจะมีคนมาเห็น ยิ่งอยู่กับครูสองต่อสองแบบนี้อีก ถ้ามีคนมาเห็นเข้าคงคิดว่าผมเป็แบบข้อความในกระดาษนั้นแน่
“ไม่ต้องกลัวครูไปหรอก ครูไม่ได้จะทำอะไรเธอ แค่คุยด้วย” สีหน้าผมแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเลยสินะ
“พูดมาได้เลย ทุกอย่าง ครูพร้อมจะเชื่อเธอ” ถ้าผมพูดออกไปแล้วครูจะเชื่ออย่างที่ปากว่าจริงงั้นเหรอ การที่ครูเอื้อมมือมาแตะไหล่ผมเบาๆ ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถึงยังไงก็อยากถามออกไปเพื่อความมั่นใจอยู่ดี
“ครูจะเชื่อที่ผมพูดจริงงั้นเหรอครับ” ครูพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมไม่ได้ทำแบบนั้นเลยครับครู มีคนแกล้งผมอยู่แน่ๆ เื่คนนั้นก็เหมือนกัน ผมไม่รู้จักเขา ผมแค่บังเอิญไปเจอเขาที่ยิมสามแล้วเขาก็พยายามจะลวนลามผม ผมไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลยครับ” ครูเอื้อมมือมาลูบหลังผมเบาๆ เชิงปลอบใจ
“ครูเชื่อเธอ ไม่ต้องห่วงนะครูจะช่วยเธอเอง ทั้งเื่ไอ้คนนั้นกับคนที่แกล้งเธอแบบนี้” ผมพยักหน้าให้ครูรัวๆ อย่างน้อยก็ยังมีครูพละคนนี้ที่ยังเชื่อในสิ่งที่ผมพูด
“ต่อจากนี้เธอมีอะไร ต้องมาคุยกับครู ต้องบอกครูทุกเื่เข้าใจมั้ย” ครูมองหน้าลูกศิษย์แล้วได้แต่ถอนหายใจ ครั้งนี้จะต้องช่วยเด็กคนนี้ให้ได้ จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเด็ดขาด
“ครับ” คำตอบหนักแน่นของนักเรียนทำให้ครูโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
“งั้นครูจะให้เธอสูดอากาศบนนี้ไปก่อน ถ้าโอเคแล้วค่อยลงไป ยังไงตอนบ่ายเธอต้องมาเรียนกับครูอยู่แล้ว ครูอนุญาตให้เธออยู่บนนี้ได้”
ครูบอกลูกศิษย์ไปแบบนั้น ก่อนจะเดินออกมาแล้วปล่อยให้อีกคนได้ใช้เวลากับตัวเอง แต่ก่อนจะไปก็ลอบหันมองแผ่นหลังของนักเรียนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
สิ่งที่ครูควรทำคือช่วยเหลือนักเรียนคอยเป็กำลังใจ คอยแก้ปัญหาให้ไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมครูบางคนถึงกลับซ้ำเติมนักเรียนกันละ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ หรือว่าเขาจะไม่เหมาะกับการเป็ครูอย่างที่ใครๆ เขาว่ากัน
…
เหนือแยกจากเพื่อนๆ เพื่อจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางเมื่อเห็นแทนคุณเดินออกมาจากห้องพักครู ด้วยท่าทางเหม่อลอย พอจะเดินเข้าไปทักก็ต้องหลบเข้ามุมตึก เพราะครูพละดันเข้าไปทักสะก่อน เหนือเลยได้แต่แอบเดินตามทั้งสองไปห่างๆ
ทั้งสองเดินเข้าไปในตึกเรียน ทำให้เหนือก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นว่าครูพละกำลังพาแทนคุณขึ้นไปบนดาดฟ้า ในเวลาที่ไม่มีคนแบบนี้ด้วยหรือว่าครูคนนี้จะเห็นกระดาษที่เพื่อนเขาทำแกล้งแทนเข้าเลยพาขึ้นไปเพื่อจะทำเื่อย่างว่า...
ไม่ได้!! เขาจะปล่อยให้เกิดเื่แบบนั้นกับแทนคุณไม่ได้เด็ดขาด แค่เห็นวิดีโอที่แทนคุณโดนไอ้บ้ากามมันจะลวนลามที่ยิมสาม ก็ทำเขาแทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
ที่เขาต้องแกล้งทำเป็ไม่สนใจ แกล้งทำเป็เมินทั้งที่รู้ว่าแทนอาจ้าใครสักคนอยู่เคียงข้าง เพราะมันเป็ทางเดียวที่เขาพอจะทำเพื่อปกป้องแทนได้ ถ้าขืนพวกเพื่อนๆ รู้เข้าว่าเขารู้สึกยังไงกับแทน พวกมันอาจจะทำอะไรที่รุนแรงมากขึ้นกว่านี้อีกแน่
เหนือตามขึ้นมาถึงดาดฟ้า ก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งๆ เมื่อได้ยินในสิ่งที่ครูพละพูดคุยกับแทนคุณ อย่างน้อยครูคนนี้ก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรอย่างที่เขากังวล
ครูเดินสวนลงมาจากดาดฟ้า ลอบมองหน้าเหนือเล็กน้อยก่อนจะเดินลงไป โดยที่เหนือได้แต่ยืนมองแทนคุณอยู่ที่เดิม
แทนคุณมึงคงรู้สึกแย่มากเลยใช่หรือเปล่า กูอยากเดินเข้าไปปลอบมึง แต่ก็คงทำได้แค่ยืนมองมึงอยู่ห่างๆ อย่างทำอะไรไม่ได้เลย กูกลัวว่า..ถ้ากูทำอะไรที่มันมากไป อาจจะทำให้เื่ที่มึงกำลังเผชิญแย่ลงกว่าที่เป็อยู่ก็ได้