บทที่2
หลินเยว่หว่านกับองค์รัชทายาท(1)
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เมื่อวานหลินเยว่หว่านได้ฝึกกระบี่กับหนิงอี้หยางไปวันนี้เป็วันที่นางไม่มีเรียนจึงตั้งใจที่จะตื่นเช้ามาเพื่อไปอ่านหนังสือในห้องหนังสือแม้ในชีวิตก่อนนางจะอ่านหนังสือจนจบไปหลายร้อยพันเล่มแล้วทว่าสิ่งเ่าั้กลับไม่เข้าหัวนางเลยแม้แต่น้อย เพราะหนังสือส่วนมากที่นางเคยได้อ่านคือหนังสือเกี่ยวกับการเมืองการปกครองหรือจรรยาบรรณจารีตต่างๆ ที่นางโดนบังคับให้อ่าน หลินเยว่หว่านเกลียดการโดนบังคับให้ทำเป็ที่สุดดังนั้นในชีวิตนี้เมื่อนางได้เลือกอ่านด้วยตนเองจึงทำให้นางรู้สึกมีความสุขเป็อย่างมาก
“ตื่นแล้วหรือเ้าคะคุณหนู”
หลินเยว่หว่านเปรยตามองหญิงรับใช้คนสนิทที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าแววตาที่เรียบเฉยนางผู้นี้เป็พี่เลี้ยงให้กับนางั้แ่อายุหนึ่งหนาวดังนั้นในชีวิตก่อนหลินเยว่หว่านจึงเชื่อใจนางมากทว่าเมื่อถึง่เวลาที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตนางผู้นี้กลับขายเื่ของนางแล้วหอบทรัพย์สินที่ได้หนีออกไปก่อนที่นางจะถูกตัดสินโทษปะาเพียงไม่กี่วัน
หลินเยว่หว่านไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตนนั้นได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายนานนับหลายสิบปีและดูเหมือนว่าในชีวิตครั้งที่สองนี้นางต้องรีบจัดการอีกฝ่ายออกไปให้โดยเร็วที่สุดแล้ว
“จาวจีหลังจากนี้เ้ามิต้องมาทำงานให้ข้าแล้วนะ” หลินเยว่หว่านเอ่ยสั้นๆพลางลุกขึ้นจากเตียงตรงไปยังห้องอาบน้ำหญิงรับใช้จาวจีเบิกตาโพล่งราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่คุณหนูน้อยพูดออกมา
“คะ...คุณหนูหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ”
“เ้าไปทำงานที่ส่วนอื่นของจวนซะเถิดข้ามิชอบเ้าแล้ว” หลินเยว่หว่านเอ่ยตรงๆ เพราะในตอนนี้นางเป็เพียงเด็กวัยสี่หนาวพูดออกไปเช่นนี้คงจะไม่ทำให้อีกฝ่ายระแคะระคายขนาดนั้นกระมั้ง
“คุณหนูเ้าคะ...บ่าวทำเื่อันใดให้คุณหนูมิพึงใจหรือเ้าคะ บ่าวยินดีรับโทษเ้าค่ะ เพียงแค่--”
“หยุด”หลินเยว่หว่านหันไปเผชิญหน้ากับจาวจีที่ทำทีจะเข้ามาคุกเข่าขอร้องตน “ข้ามิได้ไล่เ้าออกเพียงแค่อยากให้เ้าไปทำงานส่วนอื่นเฉยๆ ออกไปได้แล้ว”
“คุณหนู...”
“ออกไป!”
เมื่อโดนตะคอกใส่จาวจีจึงรีบโค้งศีรษะแล้วเดินออกไปทันที หลินเยว่หว่านถอนหายใจยาวออกมาหนึ่งรอบจาวจีเป็สตรีที่น่าสงสารไร้ญาติขาดมิตร ขายตัวเองเข้ามาทำงานในจวนเพื่อหาเงินไว้กินไว้ใช้คงจะมิแปลกใจถ้าในชีวิตก่อนจาวจีจะทรยศนางเพื่อทรัพย์สินก้อนโต
...แต่แม้จะพยายามเข้าใจมากเพียงใดหลินเยว่หว่านก็ยังคงรู้สึกจุกในอกอยู่ดีจาวจีคือผู้ที่หลินเยว่หว่านมองเป็พี่สาวคนสำคัญ ั้แ่ตอนที่นางอยู่ในจวนหลินตอนไปเรียนในวังหลวง จวบจนแต่งเข้ารับบรรดาศักดิ์ฮองเฮาและตราหงส์ข้างกายนางก็ยังคงมีจาวจีอยู่ด้วยเสมอในทุกๆ ครั้ง
ดังนั้นเพื่อตอบแทนสิ่งดีๆที่จาวจีเคยมอบให้นางครั้งหนึ่ง หลินเยว่หว่านจึงเลือกที่จะไม่ไล่นางออกแต่ให้นางไปทำงานส่วนอื่นแทน หากเป็เช่นนี้หากเกิดว่าสักวันหนึ่งในอนาคตหลินเยว่หว่านไม่สามารถหนีบ่วงพันธะที่ต้องแต่งเข้าวังหลวงได้จาวจีจะได้ไม่ต้องเข้าวังไปกับนาง
ในชีวิตนี้หลินเยว่หว่านตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของทุกคนรวมไปถึงชะตากรรมอันแสนน่าเวทนาของตนด้วย
ตกยามซื่อ(09.00-10.59) ฮูหยินเอกของจวนสกุลหลิน หลินจินอิ๋งได้นั่งปักเย็บผ้าอยู่กับหญิงรับใช้คนสนิท ณศาลากลางน้ำของจวนที่รายล้อมไปด้วยเหลียนฮวาที่กำลังผลิบานลมฤดูร้อนพัดโชยเข้าปะทะกับใบหน้าเนียนขาวของนางเบาๆ หลินจินอิ๋งสูดลมกลิ่นเหลียนฮวาเข้าเต็มปอดจากนั้นจึงละมือจากงานตรงหน้าแล้วเหม่อมองไปยังดอกไม้ที่กำลังพัดไหวตามแรงลมนั้น
“ฮูหยิน!ฮูหยินเ้าคะ!”
หญิงรับใช้คนหนึ่งวิ่งตาตื่นตรงมายังหลินจินอิ๋งนางหันไปมองต้นเสียงนั้นก่อนที่จะเอ่ยถาม “มีเื่อันใดไยต้องวิ่งหน้าตั้งขนาดนั้นด้วย”
“องค์...องค์รัชทายาทเ้าค่ะ!” หญิงรับใช้สูดลมหายใจที่หอบถี่เข้าลึกเต็มปอด “ตอนนี้รถม้าขององค์รัชทายาทเทียบจอดอยู่หน้าจวนเ้าค่ะ!”
“ว่าเช่นไรนะ!?” หลินจินอิ๋งแทบจะไม่เชื่อหูตนเองนางรีบลุกขึ้นแล้วปรี่เดินไปยังหญิงรับใช้คนนั้น“ได้ส่งสาส์นมาแจ้งไว้ก่อนหรือไม่”
“ไม่เลยเ้าค่ะ”ผู้ที่ถูกถามส่ายหน้า หลินจินอิ๋งจึงรีบเดินสวนนางออกไปทันที
“เยว่เอ๋อร์อยู่ที่ใด”นางเอ่ยอย่างร้อนรนในขณะที่สาวเท้าตามไปด้วยหญิงรับใช้คนที่มาแจ้งข่าวเมื่อครู่รีบสับเท้าตามหลังนางไปอย่างเร่งรีบแล้วจึงตอบคำถาม
“บ่าวให้หญิงรับใช้คนอื่นรีบไปแต่งตัวให้คุณหนูแล้วเ้าค่ะ!”
“ส่งคนไปแจ้งท่านพี่ที่กรมอาญาด้วย”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
เพราะเป็การมาโดยกะทันหันสกุลหลินจึงไม่มีเวลามากพอที่จะเตรียมพร้อมรับแขกหลินจินอิ๋งเดินออกมาต้อนรับอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่เหนื่อยล้าจากการเดินกึ่งวิ่งจากบริเวณกึ่งกลางจวนมาถึงหน้าจวนองค์รัชทายาทตัวน้อยในวัยสิบหนาว ถังจวิ้นเซียน ยืนรอเ้าของจวนออกมารับด้วยท่าทีสงบนิ่งพร้อมด้วยข้าราชบริพารอีกนับสิบ
“คารวะองค์รัชทายาทเพคะต้องขออภัยด้วยที่มิได้เตรียมการต้อนรับให้อย่างเหมาะสม”หลินจินอิ๋งโค้งให้อีกฝ่ายก่อนที่จะเอ่ย
“ช่างเถิดเป็ข้าเองที่ผิดที่มาโดยมิแจ้งล่วงหน้า” องค์รัชทายาทตอบ
“เช่นนั้นเชิญองค์รัชทายาทที่ห้องรับรองเพคะหม่อมฉันสั่งให้คนไปตามบุตรีของหม่อมฉันมาให้แล้ว”
“มิต้อง”หลินจินอิ๋งที่หมุนตัวทำทีจะเดินนำอีกฝ่ายเข้าจวนไปจำต้องหยุดชะงักจากนั้นนางจึงหันกลับมาฟังเขาอีกครั้ง “ข้าจะไปหานางด้วยตนเอง”
“เอ่อ...ว่าเช่นไรนะเพคะ?”
“เรือนของนางอยู่ทิศใด”
“...”ประโยคคำถามที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเชิงคำสั่งทำให้หลินจินอิ๋งเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นเป็เส้นตรงนางมิสามารถขัดคำสั่งของคนผู้นี้ได้แม้จวนแห่งนี้จะเป็ของตระกูลนางก็ตามดังนั้นนางจึงเลี่ยงมิได้ที่จะต้องบอกไป “ทิศตะวันตกเพคะ”
เมื่อทราบแล้วถังจวิ้นเซียนก็เดินตรงเข้าจวนไปในทันใดราวกับเป็จวนของตนเองหลินจินอิ๋งทำทีจะเดินตามไปทว่ากลับโดนราชองครักษ์ที่มาพร้อมกับอีกฝ่ายปรามเอาไว้นางในตอนนี้จึงทำได้แต่เพียงหวังภาวนาว่า ทั้งองค์รัชทายาททั้งบุตรีของนางจะมิมีผู้ใดทำเสียมารยาทใส่กันก่อน
ถังจวิ้นเซียนเดินตรงไปยังเรือนทิศตะวันตกตามที่ฮูหยินสกุลหลินได้บอกเอาไว้ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยการมาปรากฏตัวของเขาที่จวนสกุลหลินในวันนี้นั้นเพราะเขา้าที่จะทราบว่าสตรีที่เป็คู่หมั้นของเขาที่ใครต่อใครต่างก็เยินยอนักหนาไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้ว่าเป็สตรีที่ฉลาดเฉลียวเกินวัยแท้จริงแล้วเป็เช่นไรกันแน่
เขามิพึงใจนางั้แ่เมื่อสี่ปีที่แล้วแล้วเมื่อจู่ๆเขาที่เป็ถึงองค์รัชทายาทกลับถูกบังคับให้หมั้นหมายกับเด็กทารกผู้หนึ่งเพียงเพราะเกิดตรงดาวหงส์ตกฟากโดยที่มิสามารถรู้ได้เลยว่านางผู้นั้นจะเติบโตมาเป็สตรีเช่นใดหากนางเติบโตมาเป็สตรีอัปลักษณ์เขาจะมิโดนพี่น้องราชวงศ์ผู้อื่นดูถูกเอาหรืออย่างไรกัน
ดังนั้นใน่เวลาสี่ปีมานี้ถังจวิ้นเซียนจึงไม่เคยแวะเวียนมาดูหน้าคู่หมั้นหมายของตนเลยสักครั้งแต่ในครานี้เขาจำต้องมา นั่นเป็เพราะเสด็จพ่อของเขา ฮ่องเต้แห่งต้าถังมักจะกล่าวถึงนางให้เขาฟังอยู่เสมอทั้งด้านรูปโฉมที่น่ารักน่าชัง ทั้งด้านความรู้ความสามารถที่มากเหลือทำให้ใครต่อใครต่างก็พากันอึ้งทึ่ง คำกล่าวที่เกินจริงนั้นยากที่จะทำให้ถังจวิ้นเซียนปักใจเชื่อได้ลงนั่นจึงเป็เหตุผลที่เขามาอยู่ที่นี่
และเขาจะต้องทราบให้ได้ว่าแท้จริงแล้วหลินเยว่หว่านผู้นี้เป็สตรีเช่นไรกันแน่
แย่แล้ว! แย่แล้ว! แย่แล้ว!
หลินเยว่หว่านยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดชื้นเต็มใบหน้าของตนมืออีกข้างเกาะกิ่งต้นไม้เอาไว้แน่นไม่ให้ตนเผลอร่วงลงไป
...ใช่หลินเยว่หว่านเด็กน้อยวัยกายสี่หนาววัยจิตสิบเจ็ดหนาวกำลังปีนต้นไม้อยู่!
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณหนึ่งเค่อก่อนมีหญิงรับใช้ประมาณสามถึงสี่นางบุกวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหานางที่ห้องหนังสือบอกว่าตอนนี้องค์รัชทายาทมารออยู่หน้าจวน ให้รีบแต่งตัวไปต้อนรับโดยเร็วแม้จะตกอกใเพียงใดทว่าหลินเยว่หว่านก็สามารถประคองสติของตนได้อย่างดีเยี่ยมนางอาศัยจังหวะที่หญิงรับใช้เ่าั้กำลังชุลมุนวุ่นวายเผ่นหนีออกมาได้สำเร็จและแน่นอนว่าทางเลือกเดียวที่จะทำให้หญิงรับใช้พวกนั้นหานางไม่เจอนั่นก็คือ...ต้นไม้!
หลินเยว่หว่านในตอนนี้ยังมิพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทถ้าตามในชีวิตเก่าของนางนางจะได้เจอเขาในอีกประมาณหกปีข้างหน้าตอนที่นางเข้าวังไปฝึกอบรมทว่าในชีวิตนี้ของนางมีเื่เปลี่ยนแปลงไปหลายส่วนการมาปรากฏตัวขององค์รัชทายาทในตอนนี้แม้จะเหนือความคาดหมายไปค่อนข้างมากทว่าก็พอจะสมเหตุสมผลอยู่พอควร
หลินเยว่หว่านเกาะกิ่งไม้แน่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อมือเล็กป้อมทั้งสองข้างของตนเริ่มเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อตอนนี้เป็่ฤดูร้อนดังนั้นการที่ออกมาปีนต้นไม้ท่ามกลางแสงแดดจ้าบวกกับความร้อนรนใจจึงทำให้เหงื่อของนางไหลซึมออกมามากกว่าเดิม
นางหันซ้ายเหลียวขวาสอดส่องไปทั่วหญิงรับใช้ที่กำลังวิ่งหานางอยู่นั้นบัดนี้หายไปแล้วคาดว่าคงจะกำลังไปฟ้องมารดาของนางอยู่ ทว่านางยังคงลงไปไม่ได้หากยังมิยืนยันว่าองค์รัชทายาทจะกลับไปแล้ว
ทว่าเมื่อหลินเยว่หว่านมองต่ำลงไปด้านล่างก็พบกับร่างของเด็กชายผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีฟ้าน้ำทะเลชั้นดี ตรงเอวห้อยพู่หยกสีขาวใสพร้อมด้วยป้ายชื่อที่ถูกสลักด้วยทองคำกำลังยืนอยู่ตรงโคนต้นไม้ใบหน้าหันซ้ายเหลียวขวาราวกับกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่
‘ปะา!!’
ตึกตัก..ตึกตัก
...ราวกับเห็นภาพซ้อนเมื่อนางมองไปยังป้ายชื่อนั้นก้อนเนื้อที่อกซ้ายของนางเริ่มเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ ครั้งหนึ่งก่อนที่จะได้ยินคำสั่งปะาจากบุรุษผู้นั้นั์ตาของนางก็เหลือบไปเห็นป้ายห้อยทองคำเช่นนี้ด้วยเช่นกัน ความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเ้าของป้ายทองนี้สั่งตัดหัวของตนจึงทำให้หลินเยว่หว่านหน้าซีดปากสั่นโดยไม่รู้ตัว
หลินเยว่หว่านรู้สึกคลับคล้ายว่าตนกำลังจะเป็ลมภาพที่มองเห็นชัดเจนเมื่อครู่กลับพร่ามัวมือทั้งสองข้างที่กำกุมกิ่งไม้แน่นเมื่อครู่บัดนี้กลับอ่อนแรงลงจากนั้นร่างของดรุณีน้อยจึงพลัดตกลงจากต้นไม้ใหญ่ในที่สุด
...ลงไปสู่อ้อมอกของบุรุษผู้นั้น