โสิ, และศิษย์พี่ที่คุ้นเคย เขาค่อย ๆ นำร่างลงฝังทีละร่างด้วยความอดทนและไม่ลืมนำเศษไม้มาสลักทำป้ายหลุมศพง่าย ๆ
ดวงตาของเขาบวมช้ำและแห้งผาก น้ำตาแห่งความเศร้าโศกได้เหือดหายไป ถูกแทนที่ด้วย ผนึกแห่งความแค้น ที่เริ่มก่อตัวในจิตใจ ความเ็ปจากการสูญเสียที่ใหญ่หลวง ได้หล่อหลอมจิตใจของเด็กหนุ่มให้แข็งกระด้างราวกับศิลา สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขาคือผ้าแพรสีม่วงลายเมฆาที่เ้าสำนักหลี่มอบให้ก่อนสิ้นใจ มันเป็สิ่งสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับความอบอุ่นในอดีต
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลินหยวนทรุดตัวลงนั่งข้างหลุมศพของเ้าสำนักหลี่และผู้าุโิที่เขาทำไว้ใกล้กัน
“หยุด! ความแข็งแกร่งคือการควบคุม!...”
ความรู้สึกของเด็กกำพร้าที่เคยมีบ้านให้กลับถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า หลินหยวนคล้ายต้องหาที่พึ่งใหม่ และดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือคำสั่งสุดท้ายของเ้าสำนักหลี่1
ม้วนตำราสลักสีทองว่า 'เคล็ดวิชาศิลาวารีแปลง' กับซองจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของเ้าสำนักหลี่1
“ชะตากรรมถูกลิขิตไว้ั้แ่แรก อย่าได้เสียใจ เ้าคือทายาทตระกูลหลิน ผู้พิทักษ์ ‘ศิลาวารี’ วัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพ”
“ศิลาวารีถูกหลอมอยู่ในกายเ้าั้แ่แรก… ปิ่นหยกัขาวเป็กุญแจเปิดพลัง เคล็ดวิชาสำหรับปลดผนึกผู้าุโิใช้กำลังภายในผนึกไว้ในเส้นลมปราณของเ้าด้วยวิชาต้องห้าม เมื่อเ้ามีชีวิตรอดและสำเร็จวิชาพลังจะตื่นขึ้น ตำรานี้จะช่วยให้เ้าฝึกควบคุมพลัง แต่การฝึกฝนมิใช่เื่ง่ายและต้องใช้เวลา”
“ที่เมืองลั่วหยาง ‘จื่อเซิน’ รองเ้าสำนักเป็ความหวังเดียวที่จะช่วยเ้าได้… อย่ากลับมาจนกว่าเ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะล้างแค้นให้แก่พวกเรา”
หลินหยวนกัดฟันแน่นจนมีเสียงกรอด 'พยัคฆ์ทมิฬ' เสียงคำรามดังขึ้นในใจด้วยความโกรธแค้น
“หยุด! ความแข็งแกร่งคือการควบคุม!...”
เสียงที่ดังขึ้นในห้วงความคิดทำให้เขาตระหนักว่า ตนเองเป็ทายาทที่แบกรับมรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของคนทั้งสำนัก …. เขาดึงปิ่นหยกัขาวออกมา มองจ้องที่ปิ่นหยกและตำราสลับกันด้วยสายตาอันสับสนจนกลายเป็แน่ใจว่าปิ่นหยกนี้คือหลักฐานของชีวิตที่เขาไม่เคยรู้, และความลึกลับของโชคชะตาที่ถูกผนึกไว้ในร่างกายเขาเอง
สัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดถูกจุดประกายขึ้น ความสงสัยและความอ่อนแอในใจถูกกดทับไว้ เขาสาดสายตาอันแรงกล้าแสดงถึงความมุ่งมั่นอันเยือกเย็น ยัดตำราและปิ่นหยกไว้ในอกเสื้อ มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่เ้าสำนักหลี่สั่งไว้
หลินหยวนหลบเลี่ยงเส้นทางหลวงมุ่งเข้าป่าทึบมาได้สามวัน เห็นว่าห่างจากสำนักมาพอสมควรแล้ว อีกทั้งเสบียงที่นำติดตัวมาเริ่มร่อยหรอ เขาต้องอาศัยกระต่ายป่าหรือไก่ป่าประทังชีวิต
ไม่ไกลจากทางสัญจรยามค่ำคืน ขณะที่เขานั่งพิงโคนต้นไม้นั่งสมาธิเตรียมพักผ่อน กลิ่นสาบของเด็กสกปรกมอมแมมคนหนึ่งลอยมากระทบจมูก เด็กชายคนหนึ่งแอบย่องเข้ามาหมายจะฉกห่อผ้าที่วางอยู่ข้างตัวหลินหยวน แรงกดดันจากปราณวารีที่แผ่ออกมากดทับจนขอทานน้อยล้มคว่ำลงกับพื้น
“โอ๊ย .. ท่านจอมยุทธ์ อาโต้วไม่เอาแล้ว” เด็กขอทานน้อยโขกศีรษะร้องเสียงหลง “โปรดไว้ชีวิตด้วย”
เขาหยุดสายตาที่รอยแผลตรงต้นคอของเด็กน้อย... รอยแผลที่เป็เครื่องหายของ "พยัคฆ์ทมิฬ"
หลินหยวนกลับเกิดความรู้สึกสะท้อนใจ เขาอาจไม่ใช้คนเดียวที่มีความแค้นกับพยัคฆ์ทมิฬ เขาใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว
“บอกวมาว่ากำลังหาอะไรอยู่”
“อาโต้ว บอกแล้ว ๆ อาโต้วหิว ข้าไม่กล้าแล้ว ไว้ชีวิตด้วย” ขอทานน้อยยังคงโขกศีรษะไม่หยุดพลางร้องขอชีวิต
เขาตระหนักว่า หากไม่ช่วยเด็กคนนี้ ก็เท่ากับเขากลายเป็คนไร้หัวใจแบบเดียวกับพวกพยัคฆ์ทมิฬที่เขาเกลียดชัง ขากระต่ายป่าที่ย่างเมื่อตอนเย็นยังเหลืออยู่ หลินหยวนวางมันไว้ตรงหน้าอาโต้วก่อนลุกขึ้น มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือสู่มหานครลั่วหยาง เส้นทางที่เขาต้องผ่านคือ 'ทางหลวงสายม้าเร็ว' ซึ่งในอดีตเคยเป็เส้นเืใหญ่ที่ขนส่งธัญพืชและผ้าไหม แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ตลอดระยะทาง เขาได้เห็นร่องรอยความเสื่อมโทรมของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกที่กำลังเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย
ตามโรงเตี๊ยมข้างทางที่เขาแวะพักหลบภัย หลินหยวนได้ยินชาวบ้านพูดคุยถึง "แผนกวาดล้างขุนนางกังฉิน" ที่เสนาบดีหวังอันโหวป่าวประกาศทั่วเมืองหลวง ความจริงแล้วคือการกำจัดศัตรูทางการเมืองของตนเอง เพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จก่อนที่องค์จักรพรรดิจะทรงมีพระราชวินิจฉัย
หลินหยวนตระหนักได้ทันทีว่า "ลั่วหยางในยามนี้ คือกระดานหมากที่อันตรายที่สุด" เขาต้องเดินทางผ่านเขตที่ทหารของเสนาบดีหวังอันตระเวนตรวจตราอย่างเคร่งครัด การแฝงตัวในฐานะเด็กรับใช้ไม่ใช่แค่เื่ของโชคชะตา แต่มันคือกลยุทธ์เดียวที่จะทำให้เขาเข้าใกล้ 'จื่อเซิน' ได้โดยไม่ถูกทหารหลวงจับพิรุธ
ความหิวโหยและความหนาวเหน็บตลอดเส้นทางไม่ได้กัดกินหัวใจเขาเท่ากับ "ความจริงที่ว่าแผ่นดินนี้กำลังจะเปลี่ยนมือ" หลินหยวนกระชับผ้าแพรสีม่วงในอกแน่น ความแค้นที่เคยเป็เพียงเื่ส่วนตัวต่อสำนักอินอวิ๋นซง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความตระหนักรู้ว่า หากเขา้าล้างแค้น เขาต้องมีรอดชีวิตให้ได้เสียก่อน
เขาออกจากทางหลวง ค่อย ๆ เลียบแม่น้ำเหลืองผ่านโขดหินและอันตราย เพื่อมุ่งสู่ลั่วหยาง... เป้าหมายที่เขารู้ดีว่าหากไปถึงแล้ว เขาจะไม่มีวันได้กลับมาเป็คนเดิมอีกต่อไป แต่ในขณะที่หลินหยวนกำลังซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลังโขดหินริมแม่น้ำเหลือง เขาก็ได้เห็นทหารหลวงกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งผ่านด่านเมืองหานตงมา กำลังล้อมเด็กน้อยหน้าตามอมแมมคนหนึ่งไว้ เด็กคนนั้นร่างกายผอมแห้งแต่มีแววตาที่ดื้อรั้นอย่างประหลาด เขาคือ "อาโต้ว" เด็กเร่ร่อนที่อาศัยการลักขโมยเล็กน้อยประทังชีวิต
"ไอ้หนู! กล้าขโมยป้ายผ่านทางของทหารหลวงอย่างนั้นรึ? วันนี้ข้าจะส่งเ้าไปเป็แรงงานขุดคูเมืองลั่วหยางจนตาย!" ทหารนายหนึ่งตวาดพร้อมเงื้อแส้เตรียมฟาด
อาโต้วไม่ได้ตอบโต้ด้วยกำลัง แต่เขากลับถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วพูดจายียวน "ป้ายผ่านทางของพวกท่านมันก็แค่เศษกระดาษ ถ้าข้าขโมยไปขายได้ป่านนี้ข้าคงไม่อยู่สภาพนี้หรอก... ปล่อยข้าไปเถอะ ท่านทหาร!"
หลินหยวนเห็นว่าหากปล่อยไป อาโต้วต้องตายแน่ และที่สำคัญคือเขาสังเกตเห็นว่าอาโต้วมี "ความลับ" บางอย่างที่เขารู้จัก... นั่นคือรอยแผลที่ต้นคอซึ่งเป็เครื่องหมายของอดีตนักฆ่าฝึกหัดที่พยัคฆ์ทมิฬเคยทิ้งไว้เมื่อหลายปีก่อน
หลินหยวนตัดสินใจทิ้งหินก้อนใหญ่ลงในน้ำเพื่อดึงความสนใจทหาร เมื่อทหารหันไปมอง หลินหยวนก็พุ่งตัวออกไปเหมือนเงา ใช้ทักษะ 'เมฆาเร้นลักษณ์' แฝงตัวเข้าไปดึงตัวอาโต้วออกมาจากวงล้อมทหารหลวงด้วยความเร็วสูง ก่อนจะพาหนีหายเข้าไปในพงหญ้าที่รกชัฏ
เมื่อทิ้งห่างจากพวกทหารได้แล้ว หลินหยวนวางอาโต้วลง อาโต้วที่ตอนแรกทำท่าจะวิ่งหนี กลับหยุดชะงักเมื่อเห็นดวงตาที่เยือกเย็นของหลินหยวน
"ทำไมเ้าถึงช่วยข้า?" อาโต้วถามด้วยความระแวง
"เ้ามีรอยแผลที่ต้นคอ... เ้าเคยเกี่ยวข้องกับคนของพยัคฆ์ทมิฬ" หลินหยวนกล่าวเสียงเรียบ "ข้ากำลังจะไปลั่วหยาง และข้า้าใครสักคนที่รู้เส้นทางเลี่ยงด่านตรวจในเมืองนั้น เ้าดูเหมือนจะเชี่ยวชาญเื่นี้ดี"
อาโต้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มกริ่ม "ข้าเชี่ยวชาญกว่าที่ท่านคิดเสียอีก! แต่การพาคนอย่างท่านเข้าลั่วหยางมันอันตรายนะท่านจอมยุทธ์ ท่านจะให้อะไรข้าเป็ค่าจ้าง?"
หลินหยวนโยนเสบียงชิ้นสุดท้ายที่มีให้ "ข้าวปลาอาหาร และโอกาสที่จะได้ล้างแค้นคนที่ทิ้งรอยแผลนั่นไว้บนคอเ้า"
อาโต้วรับเสบียงมาถือไว้แน่น แววตาของเด็กหนุ่มเปลี่ยนจากความยียวนเป็ความมุ่งมั่น "ตกลง... ท่านมีวรยุทธ์ ข้ามีเส้นทาง เราจะไปลั่วหยางด้วยกัน แต่บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่ชอบการเป็ภาระใคร!"