บทที่ 5 หมายหัว
ค่ำคืนอันเงียบสงบของชาวเมืองเฉียงตูชายชุดดำทะยานออกจากจวนโหว เพื่อไปสืบเื่ราวของสองแม่ลูกว่ามีความเกี่ยวพันกับคนร้ายหรือไม่
ส่วนสองแม่ลูกที่ไม่รู้เื่ราวต่างนั่งกินหม้อไฟ พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดให้กันและกันฟังบ้างขบฟันพร้อมกับก่นด่าจวนโหวไป
“ท่านแม่ข้าเห็นชายผู้นั้นสั่งให้ผู้ติดตามสังหารชายชุดดำที่ป่าไผ่จริงๆนะเ้าคะข้ายังเอาหน่อไม้ฟาดที่ศีรษะเขาด้วย จากนั้นก็วิ่งหนีมา”
“ดีแล้ว ที่เ้าปลอดภัยกลับคืนมา มิเช่นนั้นแม่คงต้องขาดใจตายตามเ้าไปจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแม่คิดว่า เขาจะต้องคิดสังหารอดีตคนรู้ใจเป็แน่”
ทั้งสองต่างขานรับกันไปมาการคาดเดาของสองแม่ทำให้ฟางอวี่ที่มาสอดแนมมีสีมืดครึ้ม ‘นางทั้งสองกล้าดีอย่างไรที่กล้าวิจารณ์ท่านโหวเช่นนี้ซ้ำยังคิดว่าท่านโหวเป็บุรุษตัดแขนเสื้อ พวกนางไม่อยากมีชีวิตอยู่หรืออย่างไร’ ปลายดาบกระชับขึ้นคิดจะสังหาร ทว่าอีกคนห้ามไว้ไม่ให้กระทำบุ่มบ่ามนั้นเพราะ้าทราบความจริงว่า ทั้งสองเป็คนของผู้ใดที่ส่งมา
“ท่านแม่ นับวันท่านยิ่งปราดเปรื่อง”
“มิเช่นนั้นจะเป็แม่ของเ้าได้หรือ เหมือนกับคำโบราณที่ว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดร้อน กินเข้าไปเยอะๆ พรุ่งนี้ไปที่ว่าการไปดูหนังหน้าคนผู้นั้นว่าจะได้รับกรรมอย่างไร”
ณ จวนนายอำเภอชายหนุ่มเอนกายจิบชา โดยมีนายอำเภอเฉียงตูคอยรินชาให้ด้วยความนอบน้อม ขณะเดียวกันคนของเขาได้ทะยานตัวลงมาพร้อมกับบอกเล่าเหตุการณ์ รวมถึงประวัติแม่-ลูกมหาภัย ที่คนของเขาตั้งฉายาให้ เมื่อชายหนุ่มได้ฟังพลันเลิกคิ้วขึ้นกับคำรายงานของฟางอวี่
“สองแม่ลูกมหาภัยนั้น ไม่ได้เผยพิรุธแต่อย่างใดขอรับและดูเหมือนว่าทั้งสองจะเป็ชาวบ้านธรรมดามากกว่า”
“คิดจะเป็ศัตรูกับข้าก็ไม่ธรรมดาแล้ว”
ชายหนุ่มสลับสายตามายังนายอำเภอที่รอรับคำสั่งด้านข้างแม้ว่าจะไม่เต็มใจรับใช้ท่านโหวผู้นี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าบุรุษตรงหน้าเคยช่วยเหลือให้รอดพ้นจากความตายมาเมื่อครั้งอดีต
“รบกวนท่านนายอำเภอจัดการเื่นี้ให้ข้าด้วย”
“ขอรับ”
นายอำเภอรับคำก่อนที่จะถอยห่างออกไปปล่อยให้พวกเขาได้สนทนากัน ‘ฟางอวี่’ ได้เสนอขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อตัดปัญหาที่จะตามมา
“ท่านโหว สังหารพวกนางทิ้งดีหรือไม่ขอรับ”
“ในเมื่อพวกนาง้าเห็นความอัปยศของข้านักพรุ่งนี้ก็มาดูกันว่าผู้ใดจะอัปยศกันแน่ หึหึ”
ถ้วยชาใบเล็กปริแตกพร้อมกับสายตาอำมหิตทอดยาวไปยังท้องฟ้าที่มีดาวนับพัน สำหรับตงตงเฉียนการกำจัดสองแม่ลูก ใช่ว่าจะทำไม่ได้แต่หากคนคนหนึ่งที่มีเื่กับเขาหายไป จะต้องนำมาซึ่งข่าวลือ และความหวาดกลัวที่มีต่อเขาตามมาในภายหลัง
ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.)
ทันทีที่พระอาทิตย์โผล่ขึ้นบนขอบฟ้า ไก่ตัวแรกขันซินยี่และหนิงเฟิ่งต่างรีบเร่งผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ รีบเดินทางมาที่ว่าการนายอำเภอเพื่อเยาะเย้ยอีกฝ่ายให้สาแก่ใจส่วนหญิงสาวเองจะได้นำเื่ที่พบเห็นในวันนี้ไปต่อยอดสร้างเป็รายต่อไป..
จะว่าไปคนในเมืองเฉียงตูมีชีวิตไม่ต่างสมัยปัจจุบันเท่าใดนักนั้นคือ ‘สอดรู้สอดเห็นเื่ของผู้อื่นมากกว่าเื่ของตนเอง’
“ท่านแม่ดูนั้น มีคนมาเช้ากว่าพวกเราอีกเ้าค่ะ” หนิงเฟิ่งชี้มือไปทางกลุ่มท่านลุงและท่านป้า ที่มาเฝ้ารอข่าวก่อนหน้า
“เป็เพราะเ้าที่อืดอาด นี่ไม่รู้ว่าพวกเราขาด่เวลาสำคัญไปหรือไม่”
ขณะที่นางพูดสายตาก็สอดส่องไปทั่วบริเวณก่อนที่จะจูงมือหนิงเฟิ่งมาจับจองพื้นเพื่อที่จะได้เห็นหน้าคนร้ายได้อย่างชัดเจนเหนือหลังคาขึ้นไปชายหนุ่มที่เฝ้าดูเหตุการณ์พลันส่ายหน้าไปมากับความอยากรู้อยากเห็นของชาวเมือง
เป็ที่รู้กันดีว่าจวนโจวเป็ที่จับตามองของผู้คนแต่เขาไม่คิดว่าจะถูกจับตาระยะเผาขนเช่นนี้
จากคำรายงานที่สืบค้นประวัติของสองแม่-ลูกมหาภัย ที่ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่ใช่แม่ลูกโดยสายเื นี่กระมังที่เรียกว่าพลัดพรากจากกันเมื่อชาติปางก่อนได้หวนกลับมาพบเจอกันโดยบังเอิญในชาตินี้ทั้งคู่ต่างมีนิสัยคล้ายกันราวกับซินยี่ได้คลอดนางออกมาเอง
เมื่อประเมินสถานการณ์ดีแล้ว จึงทะยานลงมาด้านล่าง ส่วนนายอำเภอเฉียนตูได้แต่ยิ้มประจบก่อนที่จะเดินนำหน้าออกไป
“นั้นไงออกมาแล้ว” หญิงสาวรีบสะกิดมารดาถี่ยิบ ‘คราวนี้ข่าวใหญ่แน่’
“เมื่อวานข้าให้คนไปตรวจสอบที่เนินเขาห่างจากเมืองเฉียงตูอีกทั้งสำรวจออกไปบริเวณรอบนอกออกไปสิบลี่ ตามที่มีคนแจ้งมา ไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติแม้แต่ร่องรอยการต่อสู้ยังไม่มีให้เห็นเลย”
เป็ที่รู้กันดีว่าหนิงเฟิ่งคือผู้ที่แจ้งเบาะแสคนร้ายทุกคนต่างหันมาทางนางเพื่อขอคำตอบว่ามีความจริงเท็จประการใด ในสังคมที่ไร้พยานหลักฐานเช่นนี้ยากที่จะหาคนผิดมารับโทษ
“เมื่อวานข้าเห็นเขาฆ่าคนจริงๆนะ เมื่อวานข้ายังเอาหน่อไม้ตีที่ศีรษะเขาด้วย”
“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดให้พวกท่านทั้งสองแค้นเคือง เหตุใดต้องให้ร้ายข้าด้วย”
สีหน้าของตงตงเฉียนส่อแววเรียกร้องความเห็นใจจากผู้คนส่วนซินยี่สะกิดบุตรสาวให้หยุดพูด ก่อนที่จะส่งสายตาดุดันให้ เพื่อเตือนสติบุตรสาว
‘แม้ว่าบุตรสาวจะพูดความจริง แต่ทว่าคนที่นางกำลังต่อกรอยู่คือคนของจวนโหวไม่แน่ว่านางสองแม่ลูกจะถูกหมายหัวเข้าให้แล้ว’
“เ้าฆาตกร ข้าจะให้ร้ายเ้าได้อย่างไรเมื่อวานเ้าให้คนมาจ้างข้าให้ข้าสาธยายความเก่งกาจนี่คง้าเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เื่สาวงามเพื่อจะได้ปกปิดชั่วของตนใช่หรือไม่”
“เื่ที่ข้าจ้างวาน ข้ามีคำอธิบาย ขอแม่นางอย่าใส่ร้ายกัน”
ซินยี่วาดมือปกป้องบุตรสาวให้นางถอยไปทางด้านหลังก่อนที่จะยิ้มให้กับคนตรงหน้า ‘เ้าต้วนซิ่วคิดกลับดำเป็ขาวหึ! ครั้งนี้เ้าจะได้รู้จักข้า ราชินีพันหน้าเสียแล้ว’ นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาพร้อมกับสลัดเบาๆ พร้อมกับซับน้ำตาไปพลาง
“เมื่อวานเด็กน้อยในจวนท่าน เป็คนพูดออกมาเองว่าท่านเป็ผู้ว่าจ้างบุตรสาวข้ามิใช่หรือเหตุใดวันนี้ถึงกล้าพลิกลิ้นได้อย่างไม่ละอายเล่า อีกอย่าง..” หันไปกระซิบบุตรสาว “ถุงเงินอยู่ไหน?” หนิงเฟิ่งรีบควานหา ก่อนที่จะส่งถุงเงินให้กับมารดามองดูคู่เดียวก็ดูออกมาเป็ลวดลายเฉพาะจวนโหว
“นี่อย่างไร ถุงเงินที่ว่า ท่าน้าเบี่ยงประเด็นเพื่อเข้าสังหารคนพอมีคนรู้เห็นก็ใส่ร้ายใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มสูดลมหายใจ‘สองแม่ลูกนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆเช่นนั้นข้าก็จะร่วมเล่นงิ้วดูสักครั้ง’
“เอาละเมื่อ เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าเองก็ต้องพูดความจริง”
‘ความจริง ความจริงอะไร’ ทุกคนต่างให้ความสนใจพลางซุบซิบกัน ชายหนุ่มผู้ไม่สนใจข่าวลือใดๆ เบี่ยงสายตามาทางหนิงเฟิ่งที่รอสมน้ำหน้าเขาอย่างไม่ลดละ ‘เมื่อคิดเป็ศัตรูกับข้าก็อย่าอยู่เป็สุขเลย’
“ข้าแอบชอบเ้ามานาน จึงส่งให้น้องชายนำเงินถุงนี้ เพื่อสื่อความั์ต่อเ้าแต่ไม่นึกว่าเ้า จะเห็นว่าเป็การว่าจ้าง ซ้ำยังทำให้ทุกคนเข้าใจผิด อีกอย่างเป็ข้าเองที่เป็คนแอบตามเ้าขึ้นเขาไปทั้งนี้แค่อยากจะทำความรู้จักกับเ้า แต่เ้าไม่เพียงจะไม่พูดคุยกับข้าหนำซ้ำยังนำหน่อไม้ตีหัวข้าแม้เ้าไม่ได้รักข้าก็ไม่เห็นต้องใส่ร้ายกันถึงเพียงนี้”
คำสารภาพที่ไร้ที่มาที่ไปสร้างความตกตะลึงให้กับคนที่ได้รับฟังอย่างคาดไม่ถึงไม่คิดเลยว่าวาสนาจะหล่นทับสตรีฟั่นเฟือนอย่างหนิงเฟิ่ง ว่าไปแล้วเหตุใดท่านโหวผู้สูงศักดิ์ถึงได้ชื่นชอบนักเล่าเื่ที่มีกิริยามารยาทต่ำเตี้ยติดดินเช่นนี้ได้
หนิงเฟิ่งขยับเข้าหามารดาพลางกระซิบไม่หยุด ‘ท่านแม่อย่าเชื่อเขา บางทีนี้อาจจะเป็แผนตลบหลังเรา’ ซินยี่พยักหน้าถี่ๆแต่กลับคิดตรงกันข้ามกับบุตรสาว
‘นี่คือบุตรเขยฟ้าประทานชัดๆ’ เมื่อหลายวันก่อนนางไปขอพร ขอให้ได้ลูกเขยที่เพียบพร้อมไฉนวันนี้กลับสมหวังดังคาด
“ไอหยา ที่แท้ก็เป็เื่เข้าใจผิดกันนี่เอง ว่าแต่ท่านโหวรักบุตรสาวข้าถึงเพียงนี้ มิสู้ ส่งสามหนังสือหกพิธีการมาที่เรือนข้าดีหรือไม่”
“ท่านแม่!”
“บุตรสาวถึงวัยออกเรือน ต้องเชื่อฟังแม่และคำกล่าวของแม่สื่อ”
หญิงวัยกลางคนหันมาทางชายหนุ่มที่รอฟัง ในเมืองเฉียงตูถือว่าเป็เมืองแห่งบัณฑิตและนักปราชญ์มากด้วยความรู้ส่วนสตรีล้วนแล้วแต่มีกิริยางดงามสงวนท่าทีมีหรือว่าจะยินดีให้สตรีฟั่นเฟือนฉกฉวยโอกาสนี้ไปพรุ่งนี้ข่าวใหญ่ต้องเป็สองแม่ลูกมหาภัยที่กุเื่ราวขึ้นอย่างแน่นอน
“ท่านป้า ข้าต้องขออภัยท่านด้วย ข้ารู้ว่าท่านพร่ำสอนนางมาดี แต่ข้าคงไม่สามารถแต่งให้กับสตรีเช่นนี้ได้นางหยาบคายเกินไป เดิมทีข้าคิดว่าจะเปลี่ยนนางได้แต่เวลานี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจเสียแล้ว หากข้าแต่งให้นางเกรงว่าตระกูลของข้าไม่ช้าก็เร็วต้องพบจุดจบ”
ในเวลานี้ผู้คนต่างหันมาให้ความสนใจสองแม่ลูกที่กลายเป็ตัวตลกเพียงไม่กี่ชั่วยามทั้งนี้เป็การย้ำเตือนการสอนบุตรหลานของซินยี่รวมถึงมีการกล่าวถึงเื่ราวในอดีตที่มีปมในใจของนาง
“หนิงเฟิ่งเราต้องถอยไปตั้งหลักก่อน”
ส่วนชายหนุ่มไม่สนใจต่อคำพูดของหญิงสาวที่สติฟั่นเฟือนนักแต่หันมากล่าวกับอีกคน
“ท่านป้า หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน”
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบขณะที่กำลังเดินผ่านหน้าทั้งสองไป กลับถูกขัดขาเกือบล้มหน้าคะมำ ซินยี่หันไปมองแล้วเอ่ยเสียงเรียบนิ่งเช่นกัน
“ท่านโหวเดินดีๆ”
ก่อนที่จะคว้ามือบุตรสาวแล้วเดินหัวเราะร่าแล้วจากไปท่ามกลางคำวิจารณ์ของผู้คน