ตอนที่ 54 ข้าไม่ไป ข้าอยากอยู่กับท่านแม่
เมื่อหลิวซานนีกลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าซักสะอาด หลินจิ่วเหนียงก็กลับมาแล้วและกำลังนั่งปอกกระเทียมอยู่ในลานบ้านที่มีกลิ่นเหม็นฉุนลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้หลิวซานนีรู้สึกคลื่นไส้และอยากจะอาเจียน
เหตุใดกลิ่นนี้ถึงเหมือนกลิ่นมูลสุกรที่ทุกคนรังเกียจ มันคือกลิ่นเครื่องในหมูที่เอาไว้ใช้เลี้ยงสุนัขไม่ใช่หรือ?
หลังจากได้กลิ่น หลิวซานนีก็เห็นต้นตอของกลิ่นอยู่ด้านข้าง
แน่นอนว่ามันเป็นเครื่องในหมูที่ไม่มีใครต้องการ มีมากมายจนเต็มกะละมัง ดูน่าขยะแขยงยิ่งนัก
หลิวซานนีรีบวิ่งหนีออกจากบริเวณนี้เพื่อไปตากเสื้อผ้า ขณะเดียวกันนางก็ขมวดคิ้วมองหลินจิ่วเหนียง “ท่านแม่ ของพวกนี้เป็นอาหารสุนัข เหตุใดท่านถึงเอาพวกมันกลับมา บ้านเราไม่มีสุนัข หากนำกลับมาก็จะไม่มีตัวอะไรกิน หากวางไว้ตรงนั้นโดยไม่ทิ้ง กลิ่นของมันก็ฆ่าคนได้ อยากให้ข้าเอาออกไปโยนทิ้งให้หรือไม่เจ้าคะ?”
อาหารสุนัข กินหรูหราถึงเพียงนี้เลยหรือ?
หลินจิ่วเหนียงเลิกคิ้วขึ้น “โยนทิ้งหรือ? เหม็นหรือ? ประเดี๋ยวข้าทำเสร็จแล้ว เจ้าไม่ต้องกินนะ”
หลิวซานนีหยุดตากผ้า แล้วมองหลินจิ่วเหนียงด้วยความตกใจ “ท่านแม่ ท่าน ท่านจะกินสิ่งนี้หรือเจ้าคะ?”
หลินจิ่วเหนียงไม่พูดอีกต่อไป แล้วลุกไปทำความสะอาดไส้หมู
ไส้หมูเป็นสิ่งที่ดีและอร่อย แต่ทำความสะอาดยาก หากไม่ล้างให้ดีจะมีกลิ่น เนื่องจากคนโบราณไม่รู้ว่าต้องจัดการมันอย่างไร พวกเขาจึงไม่กินเครื่องในหมูเหล่านี้
แน่นอนว่ามันเป็นเพียงเรื่องของการกำจัดกลิ่นเท่านั้น จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้มาจากอนาคตเช่นนาง
หาเชือกเส้นเล็กมามัดปลายด้านหนึ่งของไส้หมูให้แน่น คล้องกับตะเกียบไว้ แล้วคล้องปลายไส้หมูอีกด้านไว้กับตะเกียบ ไส้ใหญ่หมูก็จะถูกพลิกกลับด้านออกมา เผยให้เห็นคราบไขมันสีขาวที่อยู่ด้านใน
ไขมันเหล่านี้สกปรกมากเพราะดูดซับสิ่งสกปรกไว้มากมาย หลินจิ่วเหนียงย่อมไม่กิน จึงใช้มือดึงมันออก
ไส้หมูเต็มกะละมังใหญ่หลังจากดึงไขมันออกแล้ว ปริมาณก็หดลงจนเหลือไม่มาก
ไม่น่าเชื่อว่าไส้หมูในกะละมังใหญ่ถึงเพียงนี้ เมื่อดึงไขมันออกแล้วจะเหลือเพียงน้อยนิด
หลินจิ่วเหนียงส่ายหน้าไล่กลิ่นเหม็นเน่า ก่อนหยิบแป้งหนึ่งกำมือมาโรยลงบนไส้หมูที่สะเด็ดน้ำออก จากนั้นจึงเริ่มนวด
“ท่านแม่!”
หลิวซานนีประหลาดใจ “เหตุ เหตุใดท่านต้องโรยแป้งลงบนไส้หมูนี้ด้วย สิ้นเปลืองมากเลยเจ้าค่ะ”
แป้งไม่ใช่ของถูก และแป้งหนึ่งกำมือที่ท่านแม่หยิบไปเมื่อครู่นี้ก็เพียงพอที่จะทำบะหมี่กินได้หนึ่งมื้อ
หลิวซานนีรู้สึกเสียดายนัก
หลินจิ่วเหนียงไม่สนใจนาง โรยแป้งขยำล้างไส้หมูซ้ำ ๆ แป้งจะดูดสิ่งสกปรกไว้ มีเพียงการนวดกับแป้งเท่านั้นที่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกและกลิ่นในลำไส้หมูได้
เมื่อเกือบเสร็จแล้วก็ล้างด้วยน้ำสะอาดสองครั้ง กลับด้านไส้หมูอีกครั้ง และใส่แป้ง ขยำ ล้าง และสุดท้ายก็เติมเหล้าและเกลือ จากนั้นขยำก่อนล้างอีกครั้ง
หลังจากทำความสะอาดไส้หมูเสร็จ หลินจิ่วเหนียงก็เหนื่อยมากจนหายใจแทบไม่ออก
นางมองหลิวซานนี แล้วพูดว่า “อยากกินของอร่อย ก็ต้องออกแรงทำ โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ลงทุน”
พูดจบ นางก็ยกไส้หมูที่ล้างสะอาดแล้วเข้าไปในครัว จากนั้นก็นำไปต้มในน้ำ
ไส้หมูจะใช้วิธีย่าง ต้ม ตุ๋นหรือทอดก็ได้ทั้งหมด ทำแบบไหนก็อร่อย อาหารโปรดของนางคือไส้หมูกระทะร้อน เมื่อนึกถึงรสชาติของไส้หมูกระทะร้อน หลินจิ่วเหนียงก็น้ำลายสอแทบทนไม่ไหว
ใส่เครื่องในหมูลงในหม้อ ใส่ต้นหอม เหล้าและขิงเพื่อขจัดกลิ่นคาว เมื่อเห็นไส้หมูสีชมพูนุ่มค่อย ๆ ขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีขาวเพราะน้ำร้อน หลินจิ่วเหนียงก็หรี่ตาด้วยความพึงพอใจ
หลิวซานนีที่กำลังช่วยจุดไฟมองหลินจิ่วเหนียงเป็นครั้งคราว นางลังเลที่จะพูดหลายครั้ง ในที่สุดคราวนี้ก็รวบรวมความกล้าได้ แต่เมื่อนางเรียกแม่ออกไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร จึงพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
“มีอะไรจะพูดก็พูดมา”
หลินจิ่วเหนียงใช้ตะเกียบพลิกไส้หมูโดยไม่มองนาง “หากไม่ได้คิดก่อน ก็อย่าพูดอะไรออกมา”
ไม่เลวเลย
หลินจิ่วเหนียงบอกให้หลิวซานนีดับไฟ จากนั้นนำไส้หมูมาหั่นเป็นชิ้น ๆ
หลิวซานนีเม้มปาก แล้วกัดฟันพูด “ท่านแม่ อู่นีไปกับท่านย่าแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้ แล้วเจ้าเล่า เหตุใดถึงไม่ไปด้วย?” หลินจิ่วเหนียงยังคงใช้มีดหั่นไส้หมูตามแนวนอนและแนวทแยงต่อไป เพื่อให้เป็นรูปทรงสวยงาม ส่วนเครื่องเคียงเป็นต้นกระเทียมป่าสองต้น ซึ่งก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
หากมีมันฝรั่ง ให้หั่นมันฝรั่งเป็นชิ้น แล้วเติมพริกเขียวและพริกแดงจำนวนหนึ่งลงไป มันจะเป็นผลงานชิ้นเอกเลยทีเดียว
หลิวซานนีส่ายหน้า “ข้าไม่ไป ข้าอยากอยู่กับท่านแม่เจ้าค่ะ”
ตอนนี้นางเข้าใจสิ่งหนึ่งแล้ว คนคนเดียวที่จะไม่ทำร้ายนางและช่วยเหลือนางก็คือแม่ของนาง ไม่อาจไว้ใจคนอื่นได้ พวกเขาทุกคนล้วนต้องการบางอย่างจากนาง จะแล่เนื้อเถือหนังนางออกจนกว่าจะพอใจ ที่ใดมีท่านแม่ ที่นั่นย่อมเป็นบ้าน
“ข้ายอมให้เจ้าอยู่ด้วยแล้วหรือ?”หลินจิ่วเหนียงกำลังยุ่งอยู่กับการจัดจาน “หลิวซานนี เจ้าควรตามพวกนางกลับไปดีกว่า ตอนนี้พวกนางรวยแล้ว เจ้าอยู่กับพวกนางเพื่อกินดื่มของอร่อยและสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ได้นะ”
นางไม่ลืมว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม่เฒ่าหลิวและลูกสะใภ้มาที่นี่เพื่ออวดเสื้อผ้าใหม่ รวมถึงขนมอบและของขบเคี้ยวต่าง ๆ ด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจเลย หากพวกนางจะใจอ่อนตามไป
เพราะสุดท้ายแล้ว ของเหล่านั้นก็ล้วนเป็นของดีที่พวกนางไม่เคยกินมาก่อน จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกนางจะไม่อาจต้านทานสิ่งล่อใจได้
“ไม่สนใจหรอกเจ้าค่ะ” สายตาของหลิวซานนีหนักแน่น “เกรงว่านั่นจะเป็นเพียงกลอุบายใหม่อีกอย่างหนึ่งที่พวกนางใช้ นั่นคือสิ่งที่ท่านแม่บอกว่าเป็นกระสุนเคลือบน้ำตาล หากนางเห็นใจพวกเราจริง ๆ จะปฏิบัติต่อเราเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างไร?
“ทุกสิ่งที่พวกนางทำอยู่ตอนนี้ ก็แค่ล่อลวงให้ข้ากลับไป แล้วก็ไม่รู้ว่าพวกนางจะทำอะไรกับข้าอีกบ้าง ข้าคงจะโง่มากหากยอมกลับไปกับพวกนาง”
บางเรื่องนั้น โง่แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว
หลินจิ่วเหนียงเหลือบมองนางด้วยความชื่นชม นางตาสว่างแล้วงั้นหรือ?
นางละสายตา แล้วสับขิงกับกระเทียมช้า ๆ “แต่อยู่ที่นี่เจ้าต้องทำงาน ไม่เพียงแค่ซักผ้าและทำอาหารเท่านั้น แต่เจ้ายังต้องไปทำงานในทุ่ง และตัดฟืนบนภูเขาด้วย ข้าไม่สนับสนุนคนเกียจคร้านที่นี่ อยากกินก็ต้องทำงานแบบหลิวซื่อหลาง”
หลิวซานนีรีบให้คำมั่น “ท่านแม่ ข้าทำได้ทุกอย่างเลยเจ้าค่ะ”
“ท่านแม่ ตราบใดที่ท่านแม่ให้ข้าอยู่ด้วย ข้าจะทำทุกอย่าง และอดทนต่อความยากลำบากให้ได้เจ้าค่ะ”
เมื่ออยู่กับแม่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทำร้ายตลอดทั้งวัน และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทุบตีหรือด่าทอ หากทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ดี
ทางนี้ย่อมดีกว่า
สายตาของหลิวซานนีฉายแววตื่นเต้น นางมองหลินจิ่วเหนียงด้วยความคาดหวัง
“เจ้าอยู่ได้หากเจ้าต้องการ” หลินจิ่วเหนียงพูดอย่างเฉยเมย “แต่เจ้าต้องทำงาน หากเจ้าไม่ทำงานก็ไม่ต้องกินข้าว อย่างไรเสียข้าก็ไม่สนับสนุนคนเกียจคร้าน เข้าใจหรือไม่?”
“อืม อืม” หลิวซานนีพยักหน้าให้หลินจิ่วเหนียงด้วยความดีใจ “ท่านแม่ ข้า ข้าจะทำงานหนักแน่นอน ข้าสาบานเลยเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องพูดเรื่องไร้สาระเช่นนั้น ข้าไม่อยากฟัง” หลินจิ่วเหนียงใส่น้ำมัน ขิงและกระเทียมลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม แล้วใส่ไส้หมูลงในหม้อ “ไปจัดโต๊ะเตรียมกินข้าวเย็น”
“เจ้าค่ะ!”
หลิวซานนียัดฟืนจำนวนหนึ่งเข้าไปในเตาอย่างมีความสุข แล้วเดินออกจากห้องครัว
เมื่อมองไปยังร่างที่กระโดดโลดเต้นของหลิวซานนี หลินจิ่วเหนียงก็ส่ายหัวแล้วผัดไส้หมูต่อไป ขาดส่วนผสมมากเกินไป ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำไส้หมูกระทะร้อน แต่ก็ทำไส้หมูผัดได้
หลิวซานนีดีใจมาก ขณะที่ไปตักน้ำมาทำความสะอาดโต๊ะ ก็รู้สึกเหมือนเท้าของนางลอยได้ จิตใจก็ปลอดโปร่งยิ่ง ในที่สุดแม่ก็ยอมให้นางกลับบ้านแล้ว เยี่ยมเหลือเกิน
หลิวซานนีรู้สึกดีใจมากจนไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
แม้จะต้องเทน้ำสกปรกทิ้ง ใบหน้านางก็ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มดีใจ แต่หลังจากเทน้ำทิ้งแล้วเห็นหน้าใครบางคนโผล่มาตรงประตู รอยยิ้มของนางก็พลันหายไป หลังจากวางถังไม้ลง นางก็เดินออกไปด้วยความลังเล
...............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
เย้ ได้อยู่บ้านแม่แล้ว ซานนีตาสว่างไม่เป็นทาสของล่อใจของบ้านตระกูลหลิวแล้ว
ไหหม่า(海馬)