ตอนที่35 : สองชั่วโมงที่หายไป
รุ่งเช้าลู่ชิงเหอยืนอยู่หลังโรงสีเก่า
ในมือเป็นสำเนาเวลาเดินรถสามเที่ยว
เที่ยวแรกออกจากคลังสองทุ่มสิบห้าแต่ลงรับปลายทางหลังเที่ยงคืน
เที่ยวที่สองหายไปหนึ่งชั่วโมงสี่สิบเจ็ดนาที
เที่ยวที่สามหนึ่งชั่วโมงห้าสิบกว่านาที
ช่วงเวลาต่างกันเล็กน้อยแต่ใกล้กันเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ
ลู่กลับไปดูตารางเวรอีกครั้งก่อนออกจากโรงเก็บ
คนเฝ้าคลังที่ถูกสลับออกไม่ได้หายไปไหนเขายังทำงานตามปกติ เพียงถูกย้ายไปอีกจุดในคืนที่รถผิดปกติออกจากคลัง
ถ้ารีบเรียกมาถามตอนนี้คนที่จัดเวรจะรู้ทันทีว่าความเปลี่ยนแปลงถูกสังเกต
เขาจึงเลือกไม่แตะ
ความอดทนในงานแบบนี้ไม่ใช่รอเพราะไม่มีทางเลือก
เป็นการยอมปล่อยคำถามไว้ชั่วคราวเพื่อให้คนที่คิดว่าตัวเองปลอดภัยทำผิดซ้ำ
บนพื้นโรงเก็บมีรอยครูดใหม่กว้างพอๆ กับฐานลัง
ทีมอีกชุดรายงานว่าช่วงสองคืนที่ผ่านมามีคนผลัดกันใช้ทางเดียวกันแต่ไม่เคยเข้าพร้อมรถจากคลัง
นั่นสนับสนุนภาพการแบ่งช่วงขนส่ง
คนจากต้นทางไม่จำเป็นต้องพบคนปลายทาง
ลู่ชิงเหอขีดเส้นบนแผนที่เพียงหนึ่งเส้นแล้วหยุด
เขาไม่ต้องการทำแผนที่ให้แน่นด้วยสิ่งที่ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้
อีกจุดหนึ่งของเส้นทางมีเศษเชือกป่านติดหนามไม้
ทีมเก็บไว้เทียบกับเชือกที่ใช้มัดของในคลังแต่ลู่ไม่ให้ใครพูดว่าเป็นเชือกชุดเดียวกันก่อนผลตรวจ
ร่องรอยเล็กๆ หลายอย่างกำลังชี้ไปทิศเดียวกัน
ทว่าเขารู้ว่าคดีที่พังง่ายที่สุดคือคดีที่คนสืบชอบคำตอบของตัวเองมากเกินไป
นายทหารคนหนึ่งย่อตัวดู
“ถ้าเทียบกับลังที่หายจากรายการขนาดใกล้กันครับ”
ลู่ชิงเหอตอบ “จดว่าใกล้กันอย่าเขียนว่าเป็นลังเดียวกัน”
อีกฝ่ายรับคำ
ความต่างของคำหนึ่งคำอาจดูเล็ก
แต่ถ้ารายงานผิดตั้งแต่ต้นคนที่อ่านต่อจะสร้างข้อสรุปบนสิ่งที่ไม่เคยพิสูจน์
รายงานใหม่จากคนเฝ้าทางทำให้ภาพแคบลงอีก
เกวียนคันหนึ่งผ่านทางเลียบป่าในสภาพเบา
ขากลับรอยล้อกดดินลึกกว่าเดิม
ของบางอย่างถูกใส่ขึ้นระหว่างทาง
“คนขับเป็นคนหนานซานไหม”ลู่ชิงเหอถาม
“ไม่ครับมาจากอีกหมู่บ้าน”
“เขารู้จุดรับหรือ?”
“น่าจะรู้แค่จุดนัด”
ลู่ชิงเหอมองแผนที่
รถจากคลังออกเส้นหลัก
เวลาหาย
ของพักหลังโรงสี
จากนั้นถ่ายลงเกวียนอีกชุด
ถ้าทำแบบนี้จริงคนแต่ละจุดไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งเส้น
“อย่าแตะคนขับ”
นายทหารมองเขา“ถ้าเขาหนี?”
“จับตอนนี้เราจะได้แค่คนขับ”
“แล้วเรารออะไรครับ”
“รอให้ของพาเราไปหาคนที่รับช่วงต่อ”
ช่วงสายทีมกระจายดูเส้นทางจริง
รอยล้อชุดเดียวกันไปโผล่ตรงทางตัดเข้าพื้นที่ด้านนอกหนานซาน
ไม่ได้เข้ากลางหมู่บ้าน
เพียงผ่านใกล้พอให้คนจากในหมู่บ้านเอาของออกมาส่งได้โดยไม่ต้องมีรถแปลกหน้าเข้าไป
“ใช้ชาวบ้านเป็นช่วงต่อได้”นายทหารคนหนึ่งพูด
“หรือใครก็ได้ที่คิดว่าตัวเองแค่รับจ้าง”ลู่ชิงเหอตอบ
เขากลับหน่วยผลิตตอนบ่าย
หลินซูเหยากำลังยืนข้างตะกร้าของชาวบ้านสองคนตรวจตัวอย่างเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่ได้คัดให้ทั้งหมด
พอเห็นเขาเธอทัก
“ผู้พันลู่”
“วันนี้ยังทำงานทางนี้หรือ?”
“กลางวันค่ะ”
เขามองเธอ
“จำคำเตือนได้ก็ดี”
หลินซูเหยายิ้ม“ฉันไม่ได้อยากพิสูจน์ว่าผู้พันพูดจริงแค่ไหนค่ะ”
“ผมก็ไม่ได้อยากให้พิสูจน์”
คนงานที่ยืนใกล้หลุดยิ้ม
เธอทำเป็นไม่เห็น
ลู่ชิงเหอถาม “ช่วงกลางคืนทางเลียบป่าฝั่งนี้มีคนใช้มากไหม”
ซูเหยาคิดก่อนตอบ
“ช่วงนี้น้อยค่ะกลางคืนหนาวและมืดเร็ว ถ้าเป็นคนหนานซาน ส่วนใหญ่ใช้ทางหลักเพราะพื้นดีกว่า”
“มีเกวียน?”
“มีบ้างค่ะแต่ฉันพูดจากที่เห็นนะคะ ไม่ได้รู้ทุกบ้าน”
“แบบนั้นก็พอ”
คำตอบทำให้เธอมองเขานิดหนึ่ง
เขาไม่ได้ต้องการให้เธอเดาแทนส่วนที่ไม่รู้
ก่อนแยกลู่ชิงเหอพูด
“ถ้าเห็นคนขนของตอนกลางคืน อย่าตาม”
“ฉันไม่คิดตามค่ะ”
“ดี”
คราวนี้หลินซูเหยาหัวเราะ
“ในที่สุดก็ใช้คำเดิมอีกแล้ว”
มุมปากเขาขยับ
ก่อนจากกันลู่ชิงเหอมองตะกร้าหลายใบที่มีปมเชือกต่างกัน
“ของหลายบ้านหรือ?”
“ค่ะลองรวมวันส่งเดียวกัน”
“คุณได้เงินจากทุกตะกร้าเลยหรือ?”
หลินซูเหยาส่ายหน้าทันที “ไม่ค่ะ ของใครก็เงินของคนนั้น ฉันกำลังลองดูว่าถ้ารวมขั้นตอนการคัดกับเวลาส่ง จะลดของเสียได้แค่ไหน”
“แล้วคุณได้อะไร”
คำถามทำให้เธอยิ้ม
“ตอนนี้ได้ข้อมูลค่ะถ้าทำซ้ำได้ค่อยคิดว่าฉันควรได้อะไรจากมัน”
ลู่ชิงเหอมองเธอครู่หนึ่ง
“สมกับเป็นคุณ”
เธอหัวเราะ“ประโยคนี้ฟังอันตรายกว่าคำว่าดีอีกนะคะ”
เขาเดินจากไปโดยไม่ได้บอกว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นหลังโรงสี
หลินซูเหยาก็ไม่ได้ถาม
หลินซูเหยากำลังจะหันกลับไปทำงานลู่ชิงเหอกลับเรียก
“ซูเหยา”
น้อยครั้งนักที่เขาจะเรียกชื่อเธอตรง ๆ แบบนี้
เธอหัน
“ถ้ากลับบ้านมืดให้ใช้ทางหน้าหมู่บ้าน”
“รับทราบค่ะ”
เขาเดินไปแล้ว
เธอยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนรู้ตัวว่าตัวเองกำลังมองตาม
จึงรีบก้มลงจับเชือกตะกร้าแทน
หลังลู่ชิงเหอจากไป หญิงคนหนึ่งถามเธออย่างล้อ ๆ
“ผู้พันมาคุยเรื่องงานของเธอทุกครั้งเลยหรือ”
หลินซูเหยาก้มผูกเชือก“เขามาถามเรื่องทางค่ะ”
“แล้วถามของด้วย”
“เห็นอยู่ตรงหน้าก็ถามค่ะ”
“อ้อ”
เสียงยาวนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่น
หลินซูเหยาทำเหมือนไม่ได้ยินแต่ปลายหูร้อนขึ้นนิดหนึ่งอย่างน่ารำคาญ
เธอเคยเจรจากับผู้บริหารทั้งห้องโดยไม่กะพริบตา
กลับมาตอบคำแซวของป้าสองคนในหมู่บ้านไม่คล่อง
เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์ต่อยอดขายแม้แต่น้อย
เธอจึงตัดสินใจไม่คิดต่อ
ช่วงเย็นเธอตรวจยอดของที่คนสองบ้านนำมาทดลอง
จำนวนยังไม่มากแต่ปัญหาใหม่เริ่มเห็นแล้ว
ถ้าของมาจากหลายบ้านแล้วทุกคนเอามาหาเธอคนละเวลา เธอจะเสียทั้งวันไปกับการยืนรับตะกร้า
จุดรับต้องมีเวลา
เกณฑ์ต้องมองแล้วตัดสินได้โดยไม่ต้องถามเธอทุกครั้ง
ความคิดนี้ถูกจดไว้สั้นๆ ก่อนเลิกงาน
ส่วนอีกฟากหนึ่งลู่ชิงเหอวางหมุดลงบนแผนที่
จุดพักจากสมมติฐาน
กลายเป็นเส้นทางที่ยืนยันได้แล้ว
และปลายทางหนึ่งของมัน
อยู่ใกล้หนานซานเกินกว่าจะมองผ่าน