ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 22. ตอนที่ 2. ฐานอำนาจบัลลังก์โคมคำ

    “อินทร์ถวาย...จากคำแม่เจ้า กูคิดว่ามึงอย่าได้ชักช้าอยู่เลย คณะฑูตของชาวจ้วงนั้นกูยังพอเข้าใจได้ แต่ชาวเยว่นั้นเล่า พวกเขามอบของขวัญมีค่าใส่มือมึงมาแรมปี สิ่งที่คนพวกนั้นอยากเห็นคือมึงน้อมรับไมตรีหมู่เขาหรือไม่  กูมิได้ล้อเล่นหนา” เมืองสิงห์ถอนหายใจหนักหน่วง “กูรู้ว่าใจมึงนั้นมอบให้สตรีเวียงสรวง แต่แผ่นดินจักมั่นคงหาใช่สุวรรณโคมคำจักรับเอาแต่เวียงสรวงที่เดียวได้ไม่ จักเยว่จ้วงหรือเมืองใด ล้วนสำคัญต่อเมืองใหญ่ของมึงทั้งสิ้น แม้นกูจักไม่วางใจในตัวเจ้านางเยว่ผู้นั้น แต่แล้วอย่างไร สตรีจักมีพิษสงก็กับสตรีด้วยกันเท่านั้น หาใช่มีพิษกับผัวไม่"

    “กูรู้แจ้งแล้วเกลอเอ๋ย แต่ก็ทำใจได้ยากนัก เสมือนกูกำลังผิดสัตย์มั่นที่ให้ไว้แก่นาง”

    “ผิดสัตย์อันใดเล่า เจ้านางซอมพอก็ลูกท้าวพญานั่งเมือง เรื่องเช่นนี้นางย่อมเข้าใจดี เช่นคำแม่ท่านกล่าว มึงยังคงรักแลให้เกียรติเจ้านางซอมพอ เป็นยอดดวงใจได้เช่นเดิม แต่กับสตรีอื่นพวกนางคือกลหมากปูฐานความมั่นคงให้แก่มึง ฟังคำกูอินทร์ถวาย มึงจงสยบสาวงามเหล่านี้ด้วยความเป็นชายในตัวมึง เมืองสิงห์ของกูมั่นคงอยู่ได้ ก็ด้วยบรรดาเมียรัก เมืองน้อยในการปกครองจึงไม่กล้าหือคิดแยกตน เมืองปาวอยู่ห่างไกล จึงถูกละเลย แต่หากมึงรับเอาลูกสาวเขามาทำเมีย มีหรือที่พ่อตาจะกล้าคิดฆ่าเขยขวัญ”

    ขุนหลวงอินทร์ถวายคิดตามคำสหาย ไม่มีคำใดจะปฏิเสธมันได้เลย ด้วยทุกสิ่งล้วนเป็นความจริง บัดนี้คงถึงเวลาแล้ว ที่พระองค์จักต้องวางตัวตนลง แล้วก้าวขึ้นเป็นเจ้ามหาชีวิตที่ผู้คนทั่วหล้าต้องยอมสิโรราบ

    “กลับไปนี้ ก็รับเอาเยว่โมเลียงมาถวายงานเสีย หากมึงทำใจเอานางทำเมียมิได้ กูจะไปพิมานเจ้าพรหมเสก ขอสุราข้าวก่ำมันมาสักไหสองไห ถามจริงเถิด เจ้านางเยว่ผู้นั้น มิทำให้สั่นไหวบ้างฤา หน้าอกหน้าใจทรวดทรงองค์เอวปานนั้น ยามนางก้าวเดินอกตูมสั่นไหว เป็นกูหน่อยไม่ได้ ป่านนี้กูจะแสร้งทำเป็นเมามายให้แม่นางช่วยพยุงเข้าหลังม่าน แล้วจัดการรวบตึงเสียให้สิ้นฤทธิ์”

    “ไอ้สถุล! นั่นธิดาเจ้าม้าเหล็กเชียวหนา มึงเห็นเป็นสาวชาวป่ารึอย่างไร” ขุนหลวงดุสหาย แต่ในใจกลับเริ่มวูบวาบตามภาพที่สหายวาดขึ้นในอากาศ

    “แล้วเช่นไร” เมืองสิงห์หัวเราะร่า “สตรีนะมึง...ยิ่งต่อหน้าคนอื่นทำนิ่งเชยเชิดคอแข็ง แข็งปานไม้แก่นขะยุง แต่พอได้อยู่สองต่อสองในพระที่บรรทม มึงเอ๋ย...มึงต้องกล้าที่จะเลื้อยเป็นงูพันเกี่ยวกิ่งไม้ มึงต้องรู้จุดเป็นจุดตายของนาง หากถูกจุด ต่อให้แข็งสักแค่ไหน ก็จักกลายเป็นเพียงขี้ผึ้งโดนไฟลน”

    ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงหัวเราะในลำคอ “ไอ้ผีบ้า นี่มึงกำลังพูดถึงเรื่องใด”

    เจ้าแสนเมืองสิงห์ขยับเข้ามาใกล้พร้อมใบหน้าทะเล้น “กูก็จักสอนเชิงชายให้มึงอย่างไรเล่า มึงรู้ไหม คืนก่อนที่กูจะได้ลูกที่กำลังอยู่ในท้องชายาเอก กูนั้นทำเช่นไรกับนาง นางเอาแต่แง่งอนที่กูรับเอาธิดาเมืองหนองคำสองพี่สองมาเป็นเมีย หนีหน้ากูอยู่เสียหลายวัน เอาลูกคนใหญ่มาอ้างไม่ยอมถวายงานกู ทำให้กูต้องสู้ใช้กำลัง ไม่เช่นนั้นนางก็จะงอนอยู่เยี่ยงนี้ไม่จบสิ้น"

    ขุนหลวงอินทร์ถวายแลทหารติดตามต่างเงียบเสียง แม้เจ้าแสนเมืองสิงห์จักพูดด้วยเสียงที่เบา แต่ก็มิได้เบาจนทำให้คนทั้งหลายไม่ได้ยิน

    "กูบุกเข้าไปถึงห้องทรงงาน จับกดนางลงกดนางลง มือซ้ายกูรวบข้อมือนางไว้เหนือหัว ส่วนมือขวากูก็...”

    เจ้าเมืองสิงห์ทำท่าประกอบอย่างออกรสออกชาติ จนขุนหลวงต้องรีบคว้าข้อมือมันไว้ “พอ! มึงจะเล่าละเอียดไปถึงไหน! มิอายไอ้พวกนี้บ้างฤา"

    “เอ้า! กูก็จักสอนมึงอย่างไรเล่า มึงมันพวกถือศีลในที่แจ้ง แต่ข้างในมันอัดอั้นจนแทบระเบิด” เมืองสิงห์กระเซ้าต่อ “ยามมึงอยู่กับเจ้านางเยว่ มึงอย่าเอาแต่เถไถพูดเรื่องอื่น มึงต้องใช้สายตากลืนกินนางเข้าไป ตั้งแต่ดวงตาเรียวยาว ริมฝีปากแดงระเรื่อ ซอกคอขาว ๆ ลงไปจนถึงยอดอกตูมเต่งที่กระเพื่อมสั่นไหว ยิ่งถ้ามึงได้ลองฝังจมูกลงไปที่ซอกคอหอม ๆ ของนางนะ...ต่อให้นางใจแข็งขัดขืน ก็ต้องอ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งลนไฟทั้งนั้นแล”

    ทุกคำพูดจากปากเมืองสิงห์ที่เอ่ยถึงคนงามชาวเยว่ กลับทำให้ขุนหลวงอินทร์ถวายเผลอไผลลอยไปไกลถึงเจ้าซอมพอคนงามเวียงสรวง รอยสัมผัสที่เคยฝากไว้กับกายนางในพลับพลากลางศึก แม้ยาวนานห่างหาย แต่พระองค์กลับยังคงจดจำกลิ่นกายหอมของเจ้าซอมพอได้ไม่ลืมเลือน

    “มึงลองคิดดูอินทร์ถวาย...ยามหน้าอกอวบขาวนั่นบดเบียดเข้ากับอกแกร่งของมึง กลิ่นกายสาวหอมฟุ้งประพรมจมูก มือมึงก็ลูบไล้ไปตามสะโพกผึ่งผายที่พร้อมจะรองรับทายาท...มึงจักมานั่งปั้นหน้าขุนหลวงอยู่ทำไม! กูกล้าเอาหัวเป็นประกัน คืนเดียวเท่านั้นแล นางจะเลิกวางตนเป็นธิดาเมืองใหญ่ แล้วยอมสยบมาเป็นม้าฝีเท้าดีให้มึงควบขี่ไปจนรุ่งเช้า!”

    “ไอ้ทะลึ่ง! มึงพูดมากเกินไปแล้วหนา ที่นี่เป็นอาณาเขตขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ ให้มึงมาพูดเรื่องเบื้องเตียงนอนได้ฤา” พูดจบองค์อินทร์ถวายก็เดินเข้าไปกระโจนโหนตัวขึ้นหลังม้า “ไปกันเถิด กูอยากไปดูกาดท่าน้ำสักหน่อย เห็นว่าพักนี้มีเรือสินค้าใหญ่แต่เมืองเหนือล่องมาค้าขายคึกคักนัก”

    สายลมร้อนระอุหอบเอาขี้แดดและกลิ่นคาวน้ำจากสายขรนที (แม่น้ำโขง) เข้ามาปะทะใบหน้า ท่าเรือใหญ่ของสุวรรณโคมคำในยามนี้ คลาคล่ำไปด้วยเรือสินค้าใหญ่น้อย เรือสำเภาท้องแบนขนาดมหึมาจากอาณาจักรเตียน (แถบแดนเตียน) จอดเรียงรายอวดความมั่งคั่ง ด้วยยามนี้น้ำลด การล่องเรือต่อไปยังเมืองอื่นเป็นเรื่องยากลำบากด้วยโขดหินเกาะแก่งอาจส่งปัญหาต่อท้องเรือ การจอดพักอยู่ที่สุวรรณโคมคำจึงเป็นทางออกที่ดี สินค้าแปลกตาอย่างผ้าไหมเนื้อละเอียด เครื่องสำริดลวดลายวิจิตร แลเกลือสินเธาว์ก้อนมหึมา ถูกลำเลียงขึ้นฝั่งท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกของเหล่ากรรมกร

    ขุนหลวงอินทร์ถวายแม้จะฉลองพระองค์เรียบง่าย แต่กลับไม่สามารถกลบลบรัศมีผู้ทรงบารมี ให้เลือนหายจางไปได้ ทรงเสด็จดำเนินเคียงคู่มากับเจ้าแสนเมืองสิงห์ แลทหารติดตามเพียงไม่กี่นาย ทั้งสองทอดพระเนตรความรุ่งเรืองของบ้านเมืองด้วยสายตาพึงใจ ก่อนที่แสงแดดจัดจ้านยามเที่ยงวัน จะบังคับให้ขุนหลวงต้องขยับวรกายเข้าสู่ร่มเงาของศาลาท่าน้ำ

    "แดดวันนี้ร้ายกาจนัก ทำเอาเนื้อตัวกูแสบร้อนไปหมด" เจ้าแสนเมืองสิงห์เอ่ยพลางใช้พัดจีนที่เพิ่งซื้อหาในกาด มาโบกไล่ความร้อนออกจากผิวกาย แต่สายตากลับไปสะดุดเข้ากับความวุ่นวายยังท่าเรือที่อยู่ห่างออกไป

    ที่นั่นขุนนางเสมียนฝ่ายกรมคลัง ผู้มีหน้าที่ตรวจตราสินค้า กำลังหน้าดำคร่ำเครียดถกเถียงกับพ่อค้าชาวเตียนรูปร่างสันทัดรายหนึ่ง ขี้ข้ารับใช้ต่างพยายามช่วยกันเจรจาด้วยภาษาท่าทาง จนมือไม้พันกันวุ่นวาย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายนั้นจักหารู้ความไม่ ทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นเสียงใส่กัน จนบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ชาวบ้านต่างหันมอง จนขุนนางผู้นั้นมีทีท่าเถียงไม่ไหว พาลเอาเหงื่อไหลโทรมกายด้วยความหวาดวิตก กลัวว่าเรื่องจะบานปลายจนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเมือง จึงหันไปสั่งบ่าวรับใช้เสียงดังลั่น

    "เร็วเข้า! สูเขาไปเชิญเจ้านางเยว่มาที่นี่ที มีแต่เจ้านางเท่านั้นที่พอจะพูดคุยกับพวกคนป่าเถื่อนหมู่นี้ให้รู้ความได้!"

    เจ้าแสนเมืองสิงห์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ถึงกับขมวดคิ้วหงุดหงิดใจ แล้วหันมาทูลถามขุนหลวงอินทร์ถวายที่นั่งกินผลหว้าสบายใจ "มึงก็แตกฉานในภาษาของพวกคนเตียนมิใช่หรือ เหตุใดจึงประทับนิ่งเฉย ไม่ลงไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ไอ้เสมียนผู้นั้นเล่าพระบาทเจ้า?"

    ขุนหลวงอินทร์ถวายยกจอกน้ำขึ้นจิบช้า ๆ แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่กลุ่มคนเหล่านั้น

    "ใจเย็นก่อนเถิดไอ้เมืองสิงห์...กูเองก็อยากรอดูเจ้าโมเลียงเสียหน่อย ว่านางจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร" สายตาคมกล้าจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่วุ่นวายกลางเปลวแดด


    อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร

    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808