04
ชื่อเรียก
“จะบอกว่าน่าสนใจมันก็…” น่าสนใจจริง ๆนั่นแหละ
[สนใจก็บอกว่าสนใจอย่ามัวยึกยักเล่นเกมลองเชิงเลย ถ้าอยากรู้ว่ามันจะได้ผลจริงไหมก็ไปทดสอบดูด้วยตัวเองเลยสิ]
“ตอนนี้?”
[ยังต้องทำอาหารให้พ่อกินอีกไม่ใช่เหรอก็ต้องพรุ่งนี้สิ] ตาเล็กกลอกขึ้น้า เป็คนพูดเองแท้ ๆ ทำไมถึงได้ลืมเร็วนัก
“จริงด้วย”เด็กสาวยิ้มแหยอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “ว่าแต่จะให้เรียกคุณว่าอะไรเหรอ”จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แนะนำตัวกันอย่างเป็กิจจะลักษณะเลย
[นั่นสินะ ก่อนหน้านี้ก็โดนเรียกว่าตัวเทสต์หมายเลขหนึ่งมาตลอดต้องมีชื่อดี ๆ สักที] ตุ๊กตาใบโคลเวอร์สามมิติพึมพำกับตนเองเสียงเบาซึ่งมันเบามากจนมอนเน่ต้องกระเถิบเข้าไปใกล้เพื่อฟังว่าอีกฝ่ายพูดอะไรด้วยความลืมตัว
“พูดอะไรน่ะ ไม่ได้ยินเลย”
[งั้นเปลี่ยนใจแล้วเอาเป็ว่าภารกิจแรก... ช่วยตั้งชื่อให้ระบบหน่อยถ้าระบบถูกใจจะเพิ่มค่าโชคดีให้ 5 คะแนน] ฝ่ายระบบก็คล้ายจะรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดความลับออกไปอีกแล้วจึงบินถอยห่างไปเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง
“แค่ตั้งชื่อก็ได้แล้วเหรอ”
[เป็การทดลองการใช้งานให้เห็นแต่ต้องเป็ชื่อที่ระบบพอใจด้วยนะ]ระบบยกมือขึ้นกอดอกประหนึ่งเป็คุณชายจอมเอาแต่ใจที่จะไม่ยอมรับอะไรง่าย ๆ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเบา ๆพร้อมกับมีหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นตรงหน้าทำเอามอนเน่สะดุ้งโหยงมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
[ภารกิจ: ตั้งชื่อให้ระบบ หากสำเร็จจะได้รับ5 คะแนน]
“โหอันนี้เหมือนที่เคยเห็นในหนังแนวโลกอนาคตกับละครแนวตั้งเลยอะ เจ๋งมาก”
[เ้าหน้าต่างนี้จะมีแค่เธอคนเดียวที่เห็นดังนั้นจะทำอะไรก็คอยระวังสายตาคนอื่นด้วยล่ะ]
“เข้าใจแล้ว” เด็กสาวพยักหน้าหงึกหงัก
“ภารกิจนี้สามารถใช้ตัวช่วยได้ไหม”มอนเน่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อยตอนนี้เธอไม่ต่างจากตัวละครเอกในนิยายที่มีความสามารถพิเศษขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
หวังว่าจะไม่มีภารกิจกู้โลกให้ทำในภายหลังนะ…
[ตัวช่วยเหรอ… ได้สิ ไม่มีปัญหา] เคยได้ยินว่ามนุษย์จะตั้งชื่อลูกจากพจนานุกรมเพื่อให้ได้ชื่อที่ไพเราะและเป็มงคลที่สุดเด็กสาวคนนี้ก็คงจะทำแบบนั้น
“งั้นคุณเลือกเลยว่าอยากได้ชื่อไหน”มอนเน่หยิบแท็บเล็ตมาพิมพ์หัวข้อตั้งชื่อลูกยอดฮิตในเว็บเบราว์เซอร์ แล้วหมุนจอกลับไปให้ระบบเลือกเองเลยว่าอยากได้ชื่อไหน“หรือถ้าอยากได้ชื่อจริงกับนามสกุลเพิ่มจะเซิร์ชให้”
[ตั้งชื่อลูก… แถมให้ระบบเลือกเอง?]
“ก็ใช่น่ะสิถ้าไม่เลือกเองก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าจะชอบหรือไม่ชอบ”ไม่อย่างนั้นก็ต้องเดาสุ่มกันไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น
[เธอนี่… หัวหมอนะ]
“เขาเรียกว่าใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่างหากล่ะก็คุณเป็คนอนุญาตให้ใช้ตัวช่วยได้นี่นา”มอนเน่หัวเราะคิกคักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหรี่ตามองตนอย่างคาดโทษ
[ก็ถือว่าไม่ผิดเงื่อนไขงั้นขอเลือกชื่อแป๊บหนึ่ง ระหว่างนี้จะลงไปทำอาหารก่อนก็ได้ถ้าเจอชื่อที่ถูกใจแล้วจะบอกเอง] ระบบนอนลงบนแท็บเล็ตแล้วเลื่อนดูชื่อที่ตัวเองชอบอย่างตั้งใจคิ้วเล็กขมวดเข้าหากันราวกับเป็การตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต
มอนเน่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะใช้เวลาไม่นานจึงรีบทำอาหารเย็นให้เสร็จแล้วรีบขึ้นมาแต่กลายเป็ว่าทั้งที่กลับขึ้นมาแล้วระบบก็ยังเลือกไม่ได้เธอจึงปิดประตูห้องไม่เอ่ยเร่ง แล้วลงไปเรียกพ่อที่กำลังพักผ่อนในห้องนอนให้ออกมากินมื้อเย็นด้วยกันแทน
แต่ขนาดว่าเธอใช้เวลากินข้าวร่วมกับพ่อและทำกิจวัตรประจำวันจนเสร็จทั้งหมดระบบก็ยังเลือกชื่อของตัวเองไม่เสร็จสักที
“ไม่มีชื่อที่เข้าตาบ้างเลยเหรอ”แบบนี้เธอจะอดได้คะแนนแรกหรือเปล่าเนี่ย
[ก็มีชื่อที่คิดว่าใช้ได้ แต่มันดูเบียว[1]เกินไป] ระบบทำหน้าปูเลี่ยนคล้ายรับไม่ได้ทว่าั์ตากลับเปล่งประกายวิบวับชอบอกชอบใจ
“ชื่ออะไรล่ะ”
[จินเบ]
“แค่ก ๆ ชื่ออะไรนะ”มอนเน่ถึงกับสำลักน้ำลายไอดังค่อกแค่ก เมื่อได้ยินชื่อที่ระบบชอบ
[ระบบไปดูข้อมูลเพิ่มเติมมาแล้วเป็ตัวละครในการ์ตูนที่เท่มากแถมยังอยู่ในลิสต์ชื่อเล่นที่ถูกนำไปตั้งเป็ชื่อลูกสุดฮิตในปีนี้แต่ไม่รู้ว่าถ้าเอามาตั้งเป็ชื่อตัวเอง มันจะดูน่าหัวเราะหรือเปล่า]
“ไม่เห็นน่าหัวเราะเลยเดี๋ยวนี้มีแต่คนชื่อแปลก ๆ ทั้งนั้น คนที่ชื่อเหมือนตัวการ์ตูนเองก็มีไม่น้อย”ชื่อของเธอเองก็เป็ชื่อที่แปลงมาจากจิตรกรภาพวาดเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่มารดาผู้ให้กำเนิดชอบเหมือนกัน
พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าแม่ที่อยู่บนฟ้าชอบผลงานของจิตรกรคนนี้มากชอบถึงขนาดที่เลือกเรียนศิลปะ น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ฝากชื่อท่านก็จากไปด้วยโรคร้ายเสียก่อน
[ไม่ดูตลกจริงเหรอ?]
“เห็นฉันขำไหมล่ะที่สำลักเมื่อกี้ก็แค่ใเฉย ๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว”
[งั้นต่อจากนี้ไประบบจะใช้ชื่อ ‘จินเบ’ นะ ระบบชอบชื่อนี้มาก]
ติ๊ง!
[ภารกิจสำเร็จ!ได้รับ 5 คะแนน]
“ยินดีที่ได้รู้จักนะจินเบ แล้วคะแนนที่ได้นี่...ทำอะไรได้บ้างน่ะ”
[คะแนนทั้งหมดจะถูกนำไปเพิ่มโชคดีให้กับโฮสต์แต่ก็สามารถดึงคะแนนส่วนนี้มาช่วยเหลือในยามคับขันได้เช่นกันทว่าคะแนนที่หายไปก็หมายถึงโชคดีที่ลดลง]
“ก็คือแลกของรางวัลหรือแลกเป็เงินไม่ได้?”
[จะมีเื่แบบนั้นได้ยังไงกันเล่า]จินเบกลอกตามองบน
[มนุษย์ยังต้องใช้ทองในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศแล้วระบบที่มีตัวตนอยู่คนละมิติจะเอาคะแนนไปแลกได้ยังไงมีแค่โชคของโฮสต์ที่ต้องใช้ดวงซึ่งจับต้องไม่ได้เท่านั้นที่ระบบสามารถเพิ่มหรือลดได้]
“อ่า…” มอนเน่พยักหน้าคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
[คะแนนที่ได้ในวันนี้ระบบเพิ่มลงไปในค่าโชคดีให้แล้ว อาจจะไม่ได้เห็นผลทันตา แต่รับรองว่าค่าโชคดีเพิ่มขึ้นแล้วจริงๆ]
“ไม่รู้สึกถึงอะไรเลยเหมือนโดนหลอกเลยอะ” เด็กสาวบ่นเสียงเบา
[ก็คิดว่ากำลังทำความดีหรือทำบุญอยู่สิไม่ได้เห็นผลทันตาสักหน่อย ไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็จริงแต่ก็ต้องได้ใช้ในสักวันแน่ อีกอย่างคะแนนแค่นี้ก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ไม่มากหรอกต้องสัก 30-50 คะแนนขึ้นไปนู่นแหละ ถึงจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงแบบทันที]
“แล้ว…. แต้มที่ได้มันจะมีวันหมดไหม”
[มีสิ ไม่เคยได้ยินคำนี้เหรอ ‘ใช้แต้มบุญหมดแล้ว’นั่นก็คือโชคที่ถูกใช้ไปเหมือนกัน]
“ถ้าเป็แบบนั้นก็พอเข้าใจได้…”
[งั้นจินเบขอตัวไปนอนก่อนเจอกันวันพรุ่งนี้นะมอนเน่] เอ่ยจบ ระบบที่เคยอยู่ในรูปลักษณ์ใบโคลเวอร์ก็มีหมวกนอนทรงสูงเพิ่มขึ้นมาก่อนที่เ้าตัวจะหมุนตัวหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
ทิ้งให้มอนเน่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“นอนสักตื่นก่อนแล้วกัน”ถ้าพรุ่งนี้จินเบไม่ปรากฏตัวก็เท่ากับว่าที่ผ่านมาทั้งวันเป็แค่ฝันตื่นหนึ่งที่เธอละเมอเพ้อพกไปเอง
[อรุณสวัสดิ์เด็กขี้ระแวงพร้อมไปทำภารกิจจริง ๆ กันหรือยัง]
“กรี๊ด..! อุ๊บ!!”
ทว่าพอลืมตาขึ้นมา เธอก็ต้องผงะเมื่อพบจินเบลอยคว้างอยู่แทบจะแนบชิดใบหน้าสมองที่เพิ่งตื่นนอนยังไม่สามารถประมวลผลอะไรได้ เด็กสาวจึงเผลอกรีดร้องออกไปเสียงดัง แต่ยังโชคดีที่หลุดออกไปแค่ครึ่งคำเธอก็ยกมือตะครุบปากได้ทัน ไม่อย่างนั้นพ่อที่กำลังออกกำลังกายอยู่หลังบ้านคงใจนรีบวิ่งขึ้นมาหาแน่
[พ่อเธอเกือบได้ยินแน่ะ]จินเบหัวเราะคิกคัก คาดไว้อยู่แล้วว่าเด็กสาวจะต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้
“ก็เพราะใครล่ะ!” มอนเน่กระแทกเสียงใส่แทนที่จะได้ตื่นนอนมาอย่างสดใส กลับต้องเจออะไรก็ไม่รู้
[ข้ามเื่นั้นไปก่อนพร้อมจะไปทำภารกิจหรือยัง] ระบบเท้าแขนกับแก้ม พร้อมกับลอยไปที่ประตูอย่างอดรนทนไม่ไหว
“ไปเช้าขนาดนี้เลยเหรอ”มอนเน่หย่อนขาลงจากเตียง
[ใช่ ถ้าไม่ไปตอนนี้ภารกิจที่ต้องทำอาจถูกเลื่อนไปวันพรุ่งนี้แทน]
“หมายความว่ายังไง” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแต่ก็ยอมลุกจากที่นอนไปจัดการตัวเองในห้องน้ำที่ชั้นล่าง
[ก็หมายความว่าภารกิจนี้มีระยะเวลาที่ทำได้จำกัดว่าแต่เสร็จหรือยัง ต้องไปถึงสถานที่ทำภารกิจก่อน 10 นาทีนะรู้ไหม] จินเบเอ่ยเร่งเมื่อเห็นว่าเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที
“เสร็จแล้ว ๆ” มอนเน่ล้างครีมที่ลงไว้เมื่อคืนจนสะอาดจากนั้นก็เช็ดหน้าแล้วลงครีมกันแดดกับแป้งฝุ่นบนใบหน้าและลำคอ ตรวจสอบความเรียบร้อยว่าไม่ขาวจนเกินไปก็ทาลิปสติกสีพีชเป็ขั้นตอนสุดท้ายเม้มปากอีกสองทีก็ได้เวลาเดินออกมาจากห้องน้ำ
[ยังจะมัวแต่งหน้าอยู่อีก]
“จะให้ออกจากบ้านแบบหน้าสดได้ยังไงกันล่ะ”มอนเน่ถอนหายใจใส่ระบบเฮือกใหญ่
ตลอดเกือบสิบปีที่อยู่ในวังวนการแข่งขัน สิ่งที่ห้ามขาดเลยก็คือเครื่องสำอางต่อให้ไม่ได้ออกกล้องก็ไม่ควรทำให้ภาพลักษณ์ดูแย่ดูโทรมในสายตาคนที่มองมาไม่ว่าจะรู้จักเธอหรือไม่ก็ตามอย่างน้อยก่อนออกจากบ้านเธอก็ควรทาแป้งหรือเติมปากก่อน
มอนเน่ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่ตื่นมาแล้วหน้าสดเป๊ะปังตลอดเวลาดังนั้นถ้าไม่แต่งแบบจัดเต็มก็ขอให้ได้ทาแป้งกับทาปากก่อนก็ยังดี
ติ๊ง!
[ภารกิจ: ซื้ออาหารให้สุนัข หากสำเร็จจะได้รับ15 คะแนน]
หน้าจอภารกิจปรากฏขึ้นในตอนที่เท้าของเธอก้าวลงมาถึงชั้นล่างพอดิบพอดีั์ตาคมเพ่งอ่านเนื้อหาแสนสั้นนั้นด้วยความไม่เข้าใจ
ซื้ออาหารให้สุนัข? สุนัขตัวไหนล่ะ?
[มาเถอะ เดี๋ยวพาไปหาเองว่าตัวไหน]
“ออกไปไหนแต่เช้าน่ะลูก”
จังหวะที่จินเบลอยมุ่งหน้าไปทางประตูนั้นเป็จังหวะเดียวกับที่เมธัสเพิ่งเดินกลับเข้ามาจากการออกกำลังกายพอดีทำให้ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเ้าตุ๊กตาใบโคลเวอร์สามมิติลอยทะลุผ่านใบหน้าของบิดาไปแบบเต็มๆ
เห็นแล้วแอบหลอนพิลึกแฮะ...
[เรากำลังจะไปตลาด! บอกเขาไปสิว่าจะไปตลาด!]จินเบลอยขึ้นไปวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของเมธัสพลางะโบอกจุดหมายเสียงดังลั่น โดยไม่กลัวเลยว่าชายวัยกลางคนที่อยู่ไม่ห่างกันนักจะได้ยิน
“เอ่อว่าจะไปหาอะไรกินที่ตลาดค่ะ ไม่ได้กลับมาบ้านตั้งหลายเดือนอยากรู้ว่ามีร้านค้าเปิดใหม่บ้างหรือเปล่า พ่อจะเอาอะไรไหมคะหนูจะได้ซื้อกลับมาฝาก”
“ลูกไปเถอะ ไม่ต้องซื้ออะไรมาเผื่อพ่อวันนี้พ่อมีโอทีแถมต้องประชุมเช้า ว่าจะไปซื้ออาหารง่าย ๆที่ร้านสะดวกซื้อแถวบริษัทกิน” หากไม่นับรวมข้าวเย็นที่ได้กินพร้อมหน้ากัน ่เวลาอื่นพ่อลูกคู่นี้จะไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้ากันบ่อยนัก
ส่วนใหญ่เมธัสจะกินมื้อเช้าและเที่ยงที่ร้านแถวบริษัทฝ่ายมอนเน่ถ้าไม่กินที่โรงอาหารของโรงเรียน ก็จะเลือกซื้อจากร้านค้าแผงลอยแถวนั้น ข้าวเหนียวหมูปิ้งสักชุดก็อยู่ท้องไปจนถึงพักเที่ยงแล้ว
“อย่าลืมพกกุญแจบ้านออกไปด้วยนะลูกพ่อคงออกไปทำงานก่อน” บิดาเอ่ยเตือนแต่ก็ไม่ทัน ลูกสาวที่วิ่งออกไปแล้ว“รีบอะไรขนาดนั้น?”
‘ข้าวต้มร้อน ๆ ไหมจ๊าาา ข้าวต้มจ้าาา~’
‘ปาท่องโก๋ชุดเล็ก 30 ชุดใหญ่ 50 บาทครับซื้อครบ 100 บาทแถมน้ำเต้าหู้ 1 ถุงครับ’
‘ชุดอาหารเช้ากับสลัดผักปลอดสารพิษชุดละ 59 บาทจ้าา ซื้อ 2 ชุดคิดราคา 100 บาทเท่านั้น’
มอนเน่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาถึงตลาดเช้าใกล้บ้านบรรดาแม่ค้าพ่อค้าเรียกคนที่เดินไปเดินมาให้เลือกดูร้านตนเองกันอย่างคึกคัก
[สุนัขตัวนั้นจะนั่งอยู่ที่ซอกตึกแห่งหนึ่งตรง…]
“ตัวนั้นใช่ไหม”ไม่รอให้จินเบอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมมอนเน่ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงสุนัขตัวไหน
[เอ๊ะ รู้ได้ยังไงน่ะ] ระบบลอยตามเด็กสาวที่เดินไปหาเป้าหมายได้อย่างถูกต้องโดยที่ตัวมันยังพูดไม่จบ
“ก็ไม่ได้เพิ่งให้อาหารเ้าตัวนี้เป็ครั้งแรกสักหน่อย”พูดจบแค่นั้น มอนเน่ก็เดินไปที่ร้านขายข้าวต้ม
“ป้าคะ เอาข้าวต้มธรรมดา 1 ถุงแล้วก็เอาข้าวต้มไม่ใส่น้ำซุป ใส่แค่หมูสับอีก 1 ถุงค่ะ”
“อ้าว หนูที่บ้านอยู่ตรงปากซอยใช่ไหมตัวโตขึ้นขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ได้ยินคุณพ่อบอกว่าไปแข่ง ผลเป็ไงบ้างได้เป็ดาราหรือยัง” ป้าร้านขายข้าวต้มเงยหน้าเจอลูกค้าก็ยิ้มต้อนรับยิ่งเป็เด็กสาวที่เห็นั้แ่เด็กจนโตย่อมจำได้เป็อย่างดี
“ไม่ผ่านอีกแล้วค่ะ”มอนเน่ยิ้มแหย ยื่นค่าอาหารให้ตามราคาป้าย
“งั้นเหรอไม่เป็ไรนะลูก ไม่ผ่านวันนี้ก็ยังมีวันหน้าให้ลองใหม่ถุงที่สองนี่ให้ไอ้ต๊อดใช่ไหม เดี๋ยวป้าแถมหมูให้ มันจะได้อิ่ม ๆป้าเอาไปให้มันก็วิ่งหนี ต้องรอให้ป้าเดินออกไปก่อนถึงจะยอมเดินกลับมากิน มีแต่หนูนี่แหละที่เอาไปให้แล้วมันยอมกินให้เห็นว่าแต่วันนี้ไม่เอาชามพิเศษมาเหรอ งั้นป้าใส่ชามพลาสติกให้แทนนะ”
“ขอบคุณนะคะป้า”เพราะไม่รู้มาก่อนว่าสุนัขในภารกิจคือต๊อดไม่อย่างนั้นเธอคงหยิบชามอาหารสุนัขที่ซื้อไว้ให้มันโดยเฉพาะมาแล้ว
“ไม่เป็ไร ๆ คนกันเองทั้งนั้น ส่วนของหนูป้าไม่คิดเงินก็แล้วกันถือว่าเลี้ยงต้อนรับที่กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย คิดแค่ของไอ้ต๊อดพอ มันไม่ได้ทำอะไรนั่งรอกินเฉย ๆ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”
“ฮ่า ๆ ได้ค่ะ นี่ค่ะ ค่าข้าวต๊อดขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณป้า”
[1] เบียวมาจากคำว่า ‘จูนิเบียว’ จากภาษาญี่ปุ่นแปลว่า โรคป่วย ม.2 เป็คำสแลงที่ใช้เรียกคนที่อินกับโลกจินตนาการมากเกินไปจนแสดงพฤติกรรมประหลาดหรือชอบสวมบทบาทเกินจริง