มีผู้ใดในพื้นที่อันยิ่งใหญ่แห่งนี้ไม่รู้จัก ซือหยางหญิงสาวไร้แซ่บ้างเล่า? ดวงตานับหมื่นหันมายังกลุ่มสตรี 91 คน ครู่เดียวก็มองหาร่างสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาได้ไม่ยากเย็น ไม่เว้นแม้แต่สตรีอีก 90 คนที่เหลือ ที่ทำคล้ายว่าร่างกายเป็เพียงหุ่นเชิด แม้หลังจะยืดตรงอยู่แต่คอกลับหันมาที่จ้าวซือหยางโดยพร้อมเพรียงกัน สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับคนงามจนแทบจะหมดสติไปเดี๋ยวนั้น
ดวงตาคมกริบแข็งกร้าวราวกับนกเหยี่ยวของิกวานมองตามสายตาทุกคนไป ก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งที่พยายามซุกกายหลบซ่อนไปเื้ัสตรีอีกนางหนึ่งพัลวัน ส่วนสตรีทางเบื้องหน้าได้แต่ทำตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลนองอาบแก้มแต่ไม่กล้าเปล่งเสียงร้องออกมาสักคำ
"สตรีที่พยายามหลบซ่อนตัวให้ผู้อื่นออกหน้าแทนผู้นั้นน่ะหรือ คือคนที่พวกเ้ายกยอให้เป็บุตรีแห่งสุ่ยซี" คำกล่าวนี้ิกวานหันมามองทางกลุ่มทหารแทน
"ออกมา!!"
จ้าวซือหยางสะดุ้งสุดตัว แต่นางไม่อาจหลบซ่อนได้แล้วจริงๆ หญิงสาวน้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัวอย่างหนัก ลำพังแค่คิดว่าตนจะต้องไปพบยมทูตกวานเข้าสักวันก็ต้องทำใจมาเนิ่นนาน ครั้งนี้สถานการณ์มันเลวร้ายกว่าที่นางคาดคิดนัก ท่านมหาอุปราชกวานมาที่เขื่อนจริงๆ ทั้งยังเรียกตัวนางออกไปเผชิญหน้าท่ามกลางสายตาผู้คนนับหมื่นอีกด้วย
สองมือที่สั่นเทาของหญิงสาวกอบกุมบีบกันเอาไว้แน่น ค่อยๆ ก้มหน้าก้าวออกมาจากตำแหน่งของตนทีละก้าว ตั้งสติมองตรงไปที่พื้นดินอย่างเดียวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ใด ความเงียบทั่วบริเวณทำให้หญิงสาวต้องกลืนก้อนสะอื้นลงไปอย่างยากลำบาก ไม่สามารถหยุดน้ำตาที่ไหลออกมาเป็สายราวกับไข่มุกได้เลย
ระยะทางสั้น ๆ จากจุดเดิมที่ตนเองยืนอยู่มาถึงเบื้องหน้าท่านมหาอุปราชใหญ่ กลับยาวนานและน่าหวาดหวั่นราวกับเดินอยู่บนพรมเข็มแหลมคม สรรพสิ่งรอบกายเงียบสนิทแต่นางรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาที่ร่างตน ได้ยินแม้กระทั่งเสียงถอนหายใจเบาๆ คล้ายเวทนาในชะตากรรมของนางด้วยซ้ำ
"เงยหน้าขึ้นมา!" เสียงทุ้มต่ำกังวานดังเข้ามากระตุ้นเตือนว่านางยังคงมีลมหายใจอยู่และเื่ราวเวลานี้กำลังเกิดขึ้นจริง
หญิงสาวระบายลมหายใจออกทางปากเบาๆ ก่อนจะสูดมันกลับเข้าปอดลึกๆ อีกครั้ง พยายามรวบรวมสติให้มั่นก่อนจะช้อนสายตาคู่งามขึ้นมาสบกับบุรุษบนหลังม้าเบื้องหน้า หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าท่านมหาอุปราชกวานอายุน้อยกว่าที่ตนคาดเดาไว้นัก ตลอดเวลาได้ยินเพียงแต่เื่ราวเหี้ยมโหดของเขาเท่านั้นแต่ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวถึงอายุของยมทูตผู้นี้เลยสักคนเดียว
ิกวานะโลงจากหลังม้า ก้าวออกมายืนเผชิญหน้ากับหญิงสาวในระยะใกล้เพียงเอื้อมมือถึง
เมื่อครั้งที่องค์ชาย 11 ิกวานมีอายุ 5 ปี เสด็จพี่สามองค์ชายสามิซูซ่านมาหาเขาที่ห้องบรรทม เล่าให้ฟังว่าเขาถูกเสด็จพ่อเรียกตัวให้ไปพบเพื่อสั่งการบางอย่าง และได้เห็นแท่งไม้ไผ่พยากรณ์แท่งที่ 15 และ 16 ที่เสด็จพ่อนำออกมาวางไว้บนโต๊ะทรงงานเข้าโดยบังเอิญ
ิซูซ่านบอกถ้อยคำพยากรณ์ทั้งสองแท่งให้กับิกวานได้รับรู้ และเขายังตั้งข้อสงสัยถึงการสิ้นพระชนม์ของเสด็จพี่รองว่าอาจจะมีบิดาเป็ผู้อยู่เื้ั เสด็จพี่สามเตือนให้ตนระมัดระวังตัวและวางแผนนำตัวเขาไปฝากไว้กับเสด็จอาิซุนซี ั้แ่นั้นิกวานจึงเริ่มมองหาพวกพ้องั้แ่ยังเยาว์วัย สุดท้ายหลังจากที่ิซูซ่านพาเขาไปไว้ที่เมืองเกาเว่ยสำเร็จแล้วกลับไปเมืองหลวงก็ถูกลอบสังหารโดยหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ แต่ิกวานนั้นรู้อยู่ใจว่าเสด็จพ่อเชื่อคำทำนายในแท่งไม้ไผ่ลำดับที่ 15 เข้าแล้วอย่างจัง
เขาไม่ได้อยากสังหารบิดา แต่หลังจากที่บิดาทยอยสังหารพี่น้องทั้งสิบจนสิ้นแล้ว จึงคิดว่าหากตนไม่ตอบโต้ก็คงไม่พ้นต้องตายตก ตัดสินใจลงมือปลิดชีพเสด็จพ่อด้วยมือของตน เพราะหากให้ผู้อื่นทำก็คงไม่พ้นโทษอาญา เขาวางแผนจัดการรายละเอียดทุกอย่างจนครบถ้วนเพียงลำพัง และตั้งใจสละราชสมบัติปลดตัวเองเป็สามัญชนเพื่อล้มล้างคำพยากรณ์ครึ่งที่เหลือได้สำเร็จ
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ชายหนุ่มให้ความสนใจกับคำทำพยากรณ์ลำดับที่ 16 ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็อยู่ของพสกนิกรและแว่นแคว้นเพียงเท่านั้น ตั้งใจจะสานงานสร้างเขื่อนต่อจากผู้เป็บิดาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่สนใจเื่อิสตรีเลยแม้แต่คนเดียว
เวลานี้ความงามเหนือสามัญของสตรีตรงหน้ากลับทำให้จิตใจที่ไม่เคยหวั่นไหวของชายหนุ่มถึงกับเต้นผิดจังหวะระรัว คำบรรยายลักษณะของหญิงสาวไร้แซ่จากปากของเจียงเป่าเฉียงไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย นางมีรูปร่างสูง สัดส่วนบนร่างกายสมส่วนงดงามอ่อนช้อย ผิวขาวกระจ่างใสราวกับไข่มุกเม็ดงามล้ำค่า ริมฝีปากแดงสดหยักโค้งเข้ารูป คิ้วโก่งเรียงตัวเป็ระเบียบราวกับคันศร ดวงตาคู่งามที่สบตาเขาอยู่เวลานี้สะท้อนใบหน้าของตนอยู่ในแววตา เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอลงไปอย่างแเีและรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปให้เร็วที่สุด
"ไหนเล่า สตรีที่มีดวงตาสีฟ้า" ิกวานไม่พูดเปล่า เขาเอื้อมมือใหญ่ไปทาบทับบนใบหน้าเล็กเรียวของหญิงสาว เพียงมือข้างเดียวของเขาก็แทบจะบดบังใบหน้าเล็กของนางได้สนิท
แม้ว่าจ้าวซือหยางจะเป็สตรีที่ค่อนข้างสูงในกลุ่มสตรีด้วยกันอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับิกวานที่ทั้งสูงใหญ่บึกบึน ร่างของนางกลับดูเล็กจ้อยลงไปเลยทีเดียว ิกวานโน้มศีรษะลงมาจนใบหน้าของคนทั้งสองแทบจะติดกัน ชายหนุ่มสูดดมเอาลมหายใจเย็นเยียบของหญิงสาวเข้าไปพร้อมกับส่งกระแสอุ่นร้อนจากลมหายใจตนพ่นไปที่ดวงหน้างาม ใช้สองนิ้วเปิดเปลือกตาล่างของร่างบางที่สั่นเทาลงมา จับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดำสนิทราวกับ้าจะกลืนกินมันลงไป
"บอกแซ่ของเ้าออกมา" ิกวานผลักใบหน้าเล็กออกจนจ้าวซือหยางหน้าหงาย ก่อนจะดึงมือตนเองกลับมา
"ข้าน้อยสูญเสียความทรงจำ หลงลืมทุกอย่างจนสิ้นไปหมดแล้วเ้าค่ะ" จ้าวซือหยางหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม เสียงของนางก็สั่นไปด้วยแต่กลับตอบคำได้รวดเร็วราวกับท่องจำเอาไว้ไม่ผิด
ราวกับยมทูตกวานอ่านใจคนได้ หญิงสาวยังไม่ทันจะกล่าวจบ เขาก็เอื้อมมือออกมาอีกครั้ง รวบเสื้อของจ้าวซือหยางบริเวณคอยกตัวหญิงสาวให้ลอยขึ้นสูงจนนางต้องประคองร่างตนเองด้วยปลายเท้า
"ข้าสั่งให้เ้าคิด! เ้าต้องคิดให้ได้! ต้องจำให้ได้! คิดให้ได้ เ้าแซ่อะไร!!" ิกวานเขย่าร่างบางจนแทบแหลกสลาย ะโข่มขู่หญิงสาวแล้วยกตัวนางสูงขึ้นอีกจนเท้าลอยจากพื้น
จ้าวซือหยางใช้มือสองข้างพยายามแกะมือแกร่งออกจากคอเสื้อตน สองขาก็เตะสลับไปสลับมาเคว้งคว้าง นางไม่คิดไม่ฝันเลยว่าตนจะต้องมาตกอยู่ในสภาพที่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงเพียงนี้
มหาอุปราชหนุ่มคล้ายจะยังไม่หนำใจ เขาโยนร่างงามลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะก้าวออกไปข่มขู่อีกครั้ง
"คิดให้ได้ จำให้ได้ เ้าแซ่อะไร มาจากที่ไหน!!"
ภาพบุรุษร่างใหญ่รังแกสตรีตัวเล็ก ทั้งยังเป็หญิงสาวที่งดงามอ่อนโยนเกินจะเปรียบ ไม่ว่าผู้ใดที่กำลังมองอยู่ต่างก็พากันหลุบตาต่ำเบือนหน้าหนี เศร้าใจกับชะตากรรมของหญิงสาวนามซือหยางกันเป็แถว
ชายหนุ่มก้มตัวลงไปคว้าไหล่สองข้างของหญิงสาวดึงร่างเล็กให้ลุกขึ้นและเขย่าแรงๆ จนเส้นผมของนางที่มัดรวบเอาไว้อย่างดีหลุดลุ่ย เขายังคงข่มขู่และบีบบังคับหญิงสาวต่อเนื่องไม่หยุดอีกครู่ใหญ่ จนในที่สุดจ้าวซือหยางก็ทนไม่ไหว
"ข้าจำได้แล้ว ข้าแซ่จ้าว ข้าแซ่จ้าว จ้าวซือหยางเ้าค่ะ" หญิงสาวทิ้งตัวลงกับพื้นร่ำไห้เสียงดังอย่างน่าเวทนา เนื้อตัวเปรอะเปื้อนฝุ่นดินเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจนต้องใช้สองมือรวบสาบเสื้อเอาไว้แน่น
"เจียงจางสื่อ ส่งมันมาให้ข้า" ยมทูตกวานแสยะยิ้มอย่างได้ใจ หันไปร้องสั่งเจียงเป่าเฉียงให้ส่งเสื้อผ้าของจ้าวซือหยางในวันที่นางถูกพบตัวอยู่ในแม่น้ำสุ่ยซีออกมาให้ตน
เสื้อผ้าของจ้าวซือหยาง ถูกส่งเข้าไปที่เมืองหลวงแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผู้ชำนาญการเื่ผ้าพิสูจน์เนื้อผ้า แต่กลับกลายเป็ว่าไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นเส้นใยผ้าแปลกประหลาดนั้นเลยสักคน ทั้งระหว่างเส้นใยยังแทรกดิ้นไหมสีเงินที่พวกเขาไม่รู้จักลงไปอีกด้วย การถักทอที่ละเอียดลออ เว้นระยะห่างเท่ากันทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้ไม่มีผู้ใดเคยทำได้มาก่อน จึงทำให้จักรพรรดิิซังเจี๋ยให้น้ำหนักว่าหญิงสาวไร้แซ่ผู้นี้อาจเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีจริงๆ แล้วรีบส่งเสื้อผ้ากลับมาที่เมืองไหวเพื่อคืนให้กับเ้าของ แต่ยังไม่ทันได้ถึงมือจ้าวซือหยาง ิกวานก็เรียกเอามันออกมาก่อนแล้ว