“พระนางเพคะ พระนาง เ้านางน้อยตุลวณีฟื้นแล้วเพคะ”
“เ้าว่ากระไรนะปิ่น”
“เ้านางน้อยทรงฟื้นแล้วเพคะ”
พระนางจันทร์มณีพญาคิณีทรงรีบไปยังห้องบรรทมของบุตรสาว เมื่อไปถึงภาพที่เห็นทำพระนางจันทร์มณีน้ำตาไหล ทรงดีใจที่บุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวรอดพ้นจากวิบากกรรมที่เผชิญมา
“ตุลวณีลูกแม่”
“ท่านแม่”
พระนางน้อยทรงร้องไห้ กอดพระมารดาแน่นเมื่อพระมารดาเดินมาถึงที่แท่นบรรทม
“เ้าเป็เยี่ยงไร เ็ปตรงไหนรึไม่”
“ไม่เพคะ ลูกไม่เป็ไร ลูกมิรู้สึกตัวไปนานเท่าใดเพคะ”
“นานมาก นานจนมารดาเ้าถอดใจ ร้องไห้มิเว้นวัน”
“ท่านพี่ /ท่านพ่อ”
“ลูกกลับมาแล้วก็ดีแล้วลูก ต่อแต่นี้ไปพ่อขอให้เ้าพ้นวิบากกรรม มั่นเพียรศึกษาวิชาแลช่วยพ่อดูแลเหล่านาคตลอดไปอย่างมีความสุขนะลูก”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ทุกคนพูดคุยกันด้วยความดีใจ โดยไม่ลืมให้ตาเฒ่าคำมา มาตรวจสอบว่าบุตรสาวเ้าพ้นวิบากกรรมรึยัง
เมื่อทุกอย่างเป็ที่พอพระทัยของเ้าครองนครทั้งสองก็แยกย้าย อีกทั้งท่านปรินทร์วโรกรณ์เทวานาคา ยังทรงรับสั่งให้จัดเลี้ยงฉลองเหล่านาคในนคร 7วัน 7คืน เพื่อให้ทุกคนร่วมยินดีเนื่องพระธิดาของตนนั้นพ้นวิบากกรรมที่ร่วมมา
เ้านางตุลวณี ธิดาหนึ่งเดียวทรงลุกจากแท่นบรรทม เดินวนดูโถ่งห้องระลึกความหลัง ทรงเดินดูไปยิ้มไป อีกทั้งยังพูดคุยกับนาคปิ่นบริวารสนิทอย่างรื่นเริง อีกทั้งปิ่นยังถามว่าระหว่างที่เ้านางน้อยทรงหลับไป เ้านางน้อยทรงสุบินฝันเห็นเหตุการณ์อะไรหรือไม่ หรือว่าเ้านางน้อยไปอยู่ที่ใดที่พวกตนไม่รู้
เ้านางน้อยก็นึกคิดตาม แต่ก็คิดอะไรไม่ออก ภาพที่เห็นมันเลือนลางเหตุการณ์ต่างๆมันวิ่งเข้ามาในหัวแต่ก็ช่างเลือนรางนัก จึงตอบปิ่นไปว่าไม่มีอะไรหรอก พระนางก็อยู่ที่นี่เพียงแค่หลับไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเอง
ปากบอกปิ่นไปแบบนั้น แต่ความจริงในใจหาได้คิดแบบนั้นไม่ ทรงค้างคาใจในรูปบุรุตที่แวปเข้ามา แต่พยายามนึกคิดยังไงก็นึกไม่ออกว่าเป็ใคร เฮ้ยเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวก็รู้สักวัน
จึงมุ่งสนใจไปกับการแต่งกาย เพื่อไปยังงานเลี้ยงที่บิดาจัดให้ พระนางน้อยทรงเครื่องแต่งกายด้วยชุดไทยเกาะอก โจงกระเบนสีขาวผมยาวกลางหลัง ดวงตาไม่เล็กไม่โต ผิวขาวนวลเนียนละออ สวมใส่ชฎากระบังหน้าสีทองซึ่งบ่งบอกสตรีที่มีสายเชื้อกษัตริย์ หรือเ้าขุนมูลนายที่ทุกคนต้องเคารพยำเกร็ง พระนางตุลวณีทรงสวมแหวนประจำตัวที่ติดมาั้แ่กำเนิดบ่งบอกถึงฐานะราชวงค์ ฐานะราชธิดา ที่นิ้วชี้ข้างขวา ส่วนแหวนสีทองเพชรสีฟ้า สีโปรดของพระนางที่สวมอยู่นิ้วนางข้างซ้ายนั้นคือแหวนหมั่นขององค์อินทราเทวานาคราชคู่หมายที่ไม่เคยเห็นหน้าั้แ่เยาว์วัย
“เรียบร้อยเราไปออกไปที่งานกันดีกว่าปิ่น”
“แอะ!! เ้านางน้อยเพคะ เ้านางยังไม่ได้สวมเครื่องประดับของพระนางเลยเพคะ”
“แค่นี้ยังไม่พอหรือปิ่น เราว่ามันก็พอแล้วนะเ้าก็รู้เราไม่ชอบสวมใส่เครื่องแต่งการให้มันรุ่มร่าม”
“แต่สิ่งนี้ติดตัวพระนางมาั้แ่พระนางทรงฟื้นขึ้นมานะเพคะ หม่อมชั้นคิดว่าต้องเป็ของวิเศษจึงเก็บไว้ให้อย่างดี”
ปิ่นยื่นเครื่องประดับได้แก่สร้อย สีฟ้าและสร้อยแขนถักลายัอีกทั้งตัวเพชรที่มีฉลุลายไทยล้อมอยู่นั้นช่างคุ้นยิ่งนัก เ้านางน้อยเผลอตัวไปหยิบของทั้งสองสิ่งจากมือปิ่น พระนางทรงน้ำตาไหลไม่รู้ตัว ยิ่งมองก็ยิ่งคิดถึงคนึงหา ยิ่งร้อนใจปวดหัวใจที่แทบจะทุรนทุรายกลับไปหาสิ่งที่กำลังรอคอยพระองค์อยู่
“พระนางเป็กระไรหรือไม่เพคะ”
“ไม่มีอะไร ใส่ให้เราหน่อย”
เมื่อสร้อยคอและสร้อยแขนสวมใส่อยู่ในร่างของผู้เป็นาย ก็เปล่งประกายวิบวับดูรื่นเริงเหมือนมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ทรงสง่างามมากเพคะเ้านางน้อย”
“ขอบใจ”
พระนางผู้ใจบุญลูบสร้อยคอด้วยความระลึกถึงบางสิ่ง แล้วเรียกกำลังใจปัดสิ่งที่ค้างคาไม่มีสติออกไป เพราะหนทางข้างหน้าคืองานรื่นเริงของตนเองที่พระบิดาทรงจัดให้ ตัวเธอจะทำให้ท่านทั้งสองผิดหวังและอมทุกข์อีกไม่ เพราะที่ผ่านมาพวกท่านก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็ที่ตัวเธอหลับไหลไป
ปังๆ เสียงกลองดังกระหน่ำขึ้น นาคทุกตนที่ให้เกียรติสถานที่ก็แปลงกายเป็กายทิพย์ในร่างมนุษย์อีกทั้งบางตนยังสวมชุดสีฟ้าเพื่อเป็การเอาใจพระธิดาของเ้าครองนครเพราะสีฟ้าเป้นสีโปรดของพระนาง
“เชิญทุกคนสุขสำราญข้าและมเหสีแห่งข้าขอขอบคุณทุกคนยิ่งที่มาร่วมยินดีกับบุตรแห่งเรา โดยเฉพาะท่านองค์คำแสนบุตรแห่งเ้านครอีก ลุ่มน้ำ”
“ตัวข้าเมื่อรู้ข่าวก็ได้รีบขอพระบิดาและพระมารดามาที่นครแห่งนี้ อีกทั้งพระบิดายังฝากของขัวญมาร่วมยินดีอีกด้วยขอรับ”
“ลุงขอบใจมาก ฝากบอกพ่อเ้าด้วยว่าลุงขอบใจและถ้ามีโอกาสจะไปเยี่ยมเยียน”
“ยินดีขอรับ”
“มาๆดื่มฉลองกัน”
“เออ….น้องนางตุลวณียังไม่ดีขึ้นหรือขอรับ หลานยังไม่เห็นน้องนางเลย”
“ฮ่าฮ่า น้องเ้านั้นดีขึ้นแล้วละ อีกประเดี๋ยวก็คงมา นั้นไงมาพอดีเลย”
พระนางตุลวณีเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ยิ้มให้กับนาคทุกตนที่ร่วมยินดี พระนางนั้นทรงเดินไปยังโต๊ะที่พระบิดาและพระมารดานั่งอยู่กับแขกหนุ่มอีกคนอย่างสง่างาม"
“มาแล้วรึตุลวณี”
“เ้าคะ ”
“ตุลวณีนี่องค์คำแสน เป็บุตรแห่งเ้าของนครทางเหนือ”
“น้องยินดีที่ได้รู้จักเพคะ”
“พี่ก็เช่นกัน”
องค์คำแสนมองเ้านางน้อยไม่ห่างสายตา พระทงค์ทรงติดแล้วในห่วงเสน่ห์หาที่เ้านางไม่ได้ทำอะไรและทรงไม่รู้ตัวเลยว่าบัดนี้นั้น มีตนประพึงในกายที่งดงาม