วันที่ 6 เดือน 8 ปีค.ศ.2020
ในร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่งในย่านกังนัม
ในมุมหนึ่งที่ติดกับกำแพงซึ่งเป็กระจกใสของร้าน วันนี้คือวันเกิดของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหัวโต๊ะ เขามีอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ถ้านับรวมกับชีวิตในชาติก่อนของเขา อายุที่แท้จริงของเขาสมควรประมาณ 80 ปีไปแล้ว
เขาคือผู้กลับชาติมาเกิดในโลกใบนี้ โลกก่อนของเขาเป็โลกที่มีแต่าอันไร้ที่สิ้นสุด เขายืนหยัดจนวินาทีสุดท้าย และตายไปด้วยความเสียใจ
แต่เขาดันได้รับโอกาสที่สองโดยได้กลับมาเกิดใหม่ในตระกูลชเว พ่อของเขาคือ ชเวซูจิน และแม่ของเขาคือ คิมจีซู ทั้งสองเป็ผู้ที่ให้กำเนิดเขา และตั้งชื่อให้กับเขาว่า ชเวกังยู
ในวินาทีแรกที่ลืมตาดูโลกใบใหม่ เขาใน่เวลานั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ด้วยความที่เขาไม่ร้องงอแงเหมือนกับเด็กทั่วไป แถมยังดูเหม่อลอยอีกต่างหาก พ่อกับแม่ของเขากังวลอย่างมากจึงตัดสินใจพาเขาไปโรงพยาบาล สุดท้ายแล้วเมื่อตรวจไม่พบอะไรที่ผิดปกติ หมอท่านหนึ่งจึงได้แนะนำบางอย่างให้กับทั้งสองแทน
หลังจากกลับมาพ่อและแม่ของเขาก็จะหาเวลาว่างพาเขาไปดูนั่นดูนี่ ทั้งสองดูแลเขาเป็อย่างดี จนกระทั่งความรู้สึกของพวกเขามันส่งมาถึงจิตใจของเขาได้
ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ เขา เคแลน ไวท์ จอมดาบแห่งโลกที่ล่มสลาย หรือชื่อปัจจุบัน ชเวกังยู จึงสามารถใช้ชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้
เขาไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่ต่อเพราะจิตใจของเขาแตกสลายมานานแล้ว เขาสามารถตายตอนไหนก็ได้ แต่เขาก็ไม่ได้อยากทำเช่นนั้น การทำอย่างนั้นรังแต่จะทำให้ผู้คนรอบข้างของเขาต้องเสียงใจ ดังนั้นเขาจึงใช้มันเป็แรงผลักดันในการดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปจนกระทั่งหมดสิ้นอายุไขของเขา
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่อยู่ในโลกใบนี้นั้น ชเวกังยูดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุข แม้จะยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่บ้างก็เถอะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันอาจจะเป็เพราะว่าโลกใบนี้สงบสุขมากเกินไปก็เป็ได้ เขาเกิดและเติบโตมาในโลกที่มีแต่านองเื ไม่ว่าจะสัตว์ประหลาดก็ดี หรือผู้คนที่ลุแก่อำนาจ หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตนก็ดี เขาใช้ชีวิตโดยแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงรูัสึกแปลกๆ อยู่บ้าง
ปัจจุบันชเวกังยูยังคงคิดทบทวนถึงเื่ราวในอดีตเป็บางครั้งบางคราว เขายังคงวางมันไม่ลง แต่ตัวเขาก็ไม่ได้ดูไร้ชีวิตชีวาอีกต่อไปแล้ว
วันนี้รอบๆ ตัวของชเวกังยูมีเพื่อนๆ จากมหาวิทยาลัยที่พวกเขาร่ำเรียนมาด้วยกัน กำลังนั่งกินดื่ม พูดคุยสนุกสนานเฮฮากันอย่างมีความสุข ส่วนเขาก็คอยคีบเนื้อ จิบน้ำ และพูดคุยกับพวกเขาบ้างเป็บางครั้งพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ซึ่งประดับอยู่บนใบหน้า
“เฮ้ พวกเธอได้ดูคลิปนี้กันไหม ลองดูสิ ฉันบังเอิญเห็นตอนที่เ้าของคลิปลงใน 1 ชั่วโมงแรกๆ อยู่พอดี เลยดาวน์โหลดมาก่อนที่ช่องจะบินไปด้วยล่ะ”
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่บริเวณหัวโต๊ะใกล้กับชเวกังยู กล่าวเปิดประเด็นขึ้นมาทำให้ทุกคนในโต๊ะหันมาสนใจเขา
“คลิปนี้มันดูสมจริงมากจนฉันอยากรู้อยากเห็นเลยเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบดูเพราะฉันอยากรู้ว่ามันเป็การตัดต่อรึเปล่า ผลลัพธ์ที่ได้คือมันไม่ใช่การตัดต่อแต่เป็ของจริง!”
เขาพูดออกมาในขณะที่เขาเปิดคลิปให้ทุกคนได้รับชม
“มันก็แค่ตัวอะไรบางอย่างวิ่งผ่านกล้องไม่ใช่เหรอ มันอาจจะเป็สัตว์บางชนิดที่วิ่งผ่านกล้องไปก็ได้นี่นา มีอะไรให้น่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“นั่นสิ”
คนในโต๊ะบางคนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ พวกเขารู้สึกว่ามันไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปมันไม่ใช่เงาที่วิ่งตัดผ่านกล้อง ดูให้จบก่อนเถอะ”
ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวด้วยความหัวเสียเล็กน้อย เขาอุตส่าห์สร้างบรรยากาศขึ้นมา แต่กลับโดนทำลายโดยใครบางคนที่ดูคลิปของเขายังไม่จบเลยด้วยซ้ำ
จากนั้นพวกเขาก็ดูคลิปนั้น จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง มันก็ปรากฏเป็สิ่งมีชีวิตตัวสีเขียวรูปร่างเหมือนคน แต่ตัวเล็กราวกับเด็ก มันวิ่งออกมาจากพุ่มไม้เข้ามาในเฟรม และกระโจนเข้าใส่งูที่อยู่ในบริเวณนั้น ในมือขวาของมันถือไว้ด้วยอาวุธดูคล้ายมีด มันฟันใส่งูตรงหน้าไม่กี่ครั้ง จากนั้นงูก็ดิ้นสักพักจนกระทั่งมันนอนแน่นิ่งไป
เห็นได้ชัดว่างูตัวนั้นตายไปเสียแล้ว
“นั่นอะไรน่ะ? ขอฉันดูชัดๆ หน่อย!”
ทุกคนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไป แต่คนที่แสดงออกมากที่สุดนั้น กลับเป็บุคคลที่ผู้คนในกลุ่มไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะแสดงอาการแบบนี้ออกมาได้
คนๆ นั้นก็คือชเวกังยูนั่นเอง เขารีบคว้าโทรศัพท์ของคังเยจุนมาไว้ในมือ และย้อนกลับไปดูภาพนั้นอีกครั้ง
ภาพในคลิปว่าไม่น่าเชื่อแล้ว แต่ตอนนี้คนอื่นๆ ในโต๊ะกลับถูกดึงความสนใจไปยังสิ่งอื่น พวกเขาแสดงความใออกมาอย่างมากและไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเลยจริงๆ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่เคยเห็นชเวกังยูเป็อย่างนี้มาก่อนเลยสักครั้งั้แ่ที่รู้จักกันมา
“... ชเวกังยู นายเป็อะไรไปน่ะ?”
หลังจากที่เงียบเสียงกันไปครู่หนึ่งเพียงเพราะพวกเขายังไม่หายใ จากนั้นไม่นานนัก ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยปากถามเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
การที่ยูซออาเป็แบบนั้น... ไม่สิ ต้องบอกว่าทุกคนที่อยู่รอบข้างตัวเขาที่เป็แบบนั้นต่างหาก ที่เป็แบบนี้ก็เพราะตอนนี้ชเวกังยูกำลังแสดงสีหน้าที่ดูหน้ากลัวออกมามากเกินไป มันมากจนกระทั่งทุกคนขนลุกซู่ บางคนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวด้วยซ้ำ
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ใกับสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนกับมอนสเตอร์ภายในเกมก็เท่านั้นแหละ...”
“ฟู่ว...”
“โอ้งั้นเหรอ”
“นายนี่นะ ทำฉันหัวใจแทบวายแหนะ...”
ทุกคนถอนหายใจออกมา แต่ภาพนั้นยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของพวกเขาไปแล้ว เลยค่อนข้างอึดอัดเล็กน้อยหลังจากนั้น
พวกเขาอยู่ด้วยกันมาสักพักจนค่อนข้างจะเรียกได้ว่ารู้จักนิสัยใจคอของกันและกันเป็อย่างดี เพราะฉะนั้นจากการแสดงออกของชเวกังยูเมื่อกี้นี้มันคงไม่ง่ายอย่างแน่นอน ด้วยความที่พวกเขาเป็คนฉลาด พวกเขาจึงเข้าใจว่าชเวกังยูไม่ได้้าพูดถึงมัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ในประเด็นนี้อีกต่อไป
ชเวกังยูกลับมาอยู่ในสภาพเดิม เขาพูดคุยกับเพื่อนของเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แต่จิตใจของเขาล่องลอยออกไปที่อื่นแล้ว
‘พุ่มไม้ที่มันออกมามีเงาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่... ดูจากลักษณะแล้ว มันต้องเป็ประตูมิติแน่ๆ เ้าก็อบลินตัวนั้นถือเป็ข้อพิสูจน์’
‘ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มามากมาย และยืนยันแล้วว่าสิ่งมีชีวิตอย่างก็อบลินมันไม่มีอยู่จริงในโลกใบนี้นอกจากเื่เล่าปรัมปราที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสแล้ว ในปัจจุบันก็นิยมนำมาสร้างเป็มอนสเตอร์ภายในเกม ภาพยนตร์ การ์ตูน หรือนวนิยายแนวแฟนตาซีก็เท่านั้นเอง’
‘พวกมันมาถึงโลกใบนี้ได้ยังไง... ความเข้าใจเกี่ยวกับประตูมิติของมนุษย์ทุกคนในโลกก่อนผิดเพี้ยนทั้งหมด สิ่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยลัทธิปีศาจที่หวังจะอัญเชิญเทพปีศาจมายังโลกอย่างที่ฉันเข้าใจมาก่อน’
‘ด้วยโลกที่ไร้มานาเช่นนี้ นอกจากแก่นมานาที่ได้รับมาจากมอนสเตอร์บางตัวซึ่งสามารถนำมาใช้ปลุกพลังได้แล้ว พวกเขาคงไม่มีทางที่จะพัฒนาจนสามารถต่อต้านพวกมันได้เป็แน่’
‘พวกมันคงไม่รอให้มนุษย์โลกมีเวลาขนาดนั้นอยู่แล้ว...’
‘หลังจากนี้คงต้องกลับไปตรวจสอบมันด้วยตัวเองซะแล้วสิ’